ผู้ช่วยโรมไว้ จากเงื้อมมือกษัตริย์โฉด

แม้จะขึ้นเถลิงอำนาจต่อจากพระบิดา ทว่า “คอมโมดัส” กษัตริย์ผู้โฉดชั่วรู้แก่พระทัยดี ว่าประชาชนมิได้นิยมชมชอบเขาสักเท่าไหร่

แต่ทรงมิสนพระทัยใดๆทั้งสิ้น เพราะตราบใดที่ตำแหน่งกษัตริย์ยังถือเป็นอำนาจสูงสุดแห่งกรุงโรม ก็ไม่มีใครทำอะไรพระองค์ได้ คอมโมดัส คือโอรสของ มาร์คัส อัลเรเลียส กษัตริย์ผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นคนสุดท้ายใน Five Good Emperors ห้าจักรพรรดิ์ที่ดีงาม แต่พระองค์ทรงมีโอรสที่ไม่เอาการเอางานบ้านเมือง

การขึ้นครองราชย์ของคอมโมดัส จึงทำให้กรุงโรมตกอยู่ในสภาวะข้นแค้น กษัตริย์บ้าอำนาจอย่างมิเคยมีมาก่อน จะเห็นได้ว่าในหนัง Gladiator นั้นมีจุดต่างจากในประวัติศาสตร์จริงๆอยู่หลายจุด ช่วงตอนจบของหนังทำขึ้นเพื่อสดุดีเหล่านักรบ ดูหนังสด Gladiator ที่เคยถูกกษัตริย์ คอมโมดัสสังหารเล่น คอมโมดัสถูก”แม็กซิมัส”พระเอกของเรื่องฆ่าตายท่ามกลางสายตาประชาชน ซึ่งในประวัติศาสตร์จริงๆนั้น กษัตริย์คอมโมดัส เป็นกษัตริย์ที่โฉดชั่ว วิปริตวิปลาสกว่าในหนังเยอะ แต่เขาตายเพราะถูกลอบสังหาร ไม่ใช่ตายด้วยน้ำมือวีรบุรุษเฉกเช่นในหนังเรื่องนี้ มาว่ากันถึงในหนังนั้น เห็นออกมาเป็นเรื่องราวที่ทำให้ฮึกเหิมจนถึงขั้นคว้าออสก้าร์ขนาดนี้ แต่เบื้องหลังคือผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ กับมือเขียนบทคิดบทกันสดๆหน้าเซ็ตการถ่ายทำ ทีมงานที่ผ่านการทำหนังเรื่องนี้ต่างลงความเห็นว่านี่คือการทำหนังที่นรกแตกมีแต่ปัญหาและหลักลอยเรื่องหนึ่งเลย โดยเฉพาะพระเอกอย่าง รัสเซล โครว์ แต่เมื่อผลงานออกมาได้ทั้งเงินทั้งกล่อง พวกเขาก็กอดคอกันหายเหนื่อย ทั้งที่หน้ากองนั้นแทบฆ่ากันตาย ตัวละครคอมโมดัสในหนังขึ้นสู่บัลลังก์ท่ามกลางความคลางแคลงใจว่าเขาฆ่าพ่อตัวเองหรือเปล่า ความวิปลาศของคอมโมดัสถูกนำเสนอในเชิงรักๆใคร่ๆ คอมโมดัสที่วันๆเอาแต่ตามติดพี่สาวด้วยความพิศวาสอยากได้พี่สาวแท้ๆมาเป็นเมีย คอมโมดัสผู้ที่นิยมชมชอบการต่อสู่ที่สนามโคลอสเซียม ไม่ว่าจะในฐานะผู้ชมและผู้ลงสนามเอง อย่างที่บอกว่าตามประวัติศาสตร์จริงๆนั้นคอมโมดัสมีอุปนิสัยวิปริตกว่าในหนังหลายเท่านัก พระองค์ทรงชื่นชอบการแก้ผ้าต่อสู้แบบปลอมๆต่อหน้าประชาชน

ดูหนังสด

โดยให้นักสู้ Gladiator เหล่านั้นแสร้งทำเป็นยอมแพ้ บางครั้งบางทีก็เอาสิงโตป่วย เอาฮิปโปใกล้ตาย เอาเสือแก่ๆ มาฆ่าโชว์เล่นๆ  ให้ประชาชนแซ่ซ้อง

แต่ในหนังนั้นคอมโมดัสถือว่าดูเป็นมนุษย์ธรรมดาที่สันดานทรามคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตัวละครมีความน่าเกรงขามบ้าง หลังท้าแม็กซิมัสสู้กันตัวต่อตัว คอมโมดัสจับแม็กซิมัสตรึงไว้กับโซ่ แล้วแทงแม็กซิมัสเข้าที่ชายโครงด้วยมีดอาบยาพิษ ทำให้แม็กซิมัสอยู่ในอาการปางตาย ทั้งคู่ลงสู่สนามประลองท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชน (ที่ไม่รู้ว่าเชียร์ฝั่งไหนกันแน่)

ทว่าคอมโมดัสคิดผิดว่าแม็กซิมัสจะหมดฤทธิ์ คอมโมดัสคิดผิดว่าจะมีทหารปกป้องเขาเมื่อแม็กซิมัสเกิดฮึดสู้ขึ้นมา มันคือเฮือกสุดท้ายของนักรบผู้เกรียงไกร แม็กซิมัสสู้กับคอมโมดัสได้อย่างที่กษัตริย์โฉดสู้ไม่ได้เลยแม้ว่า เว็บสตรีมหนัง แม็กซิมัสจะเจ็บเจียนใกล้ตาย ฝ่ายทหารเองจากที่ต้องฟังคำสั่งและดูแลความปลอดภัยของคอมโมดัสในสนาม ลึกๆในใจพวกเขาก็มิได้ชมชอบกษัตริย์เดรัจฉานผู้นี้สักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาอาจเพราะต้องการอยู่แบบสุขสบายจึงต้องยืนอยู่ฝั่งกษัตริย์ แต่ในกรณีของคอมโมดัสนั้น ชั่วร้ายถึงขนาดที่ฝ่ายอำมาตย์เองก็ไม่เอา พวกเขาเก็บดาบเข้าฝักแล้วปล่อยให้แม็กซิมัสสังหารคอมโมดัส เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต แม็กซิมัสสละชีวิตแล้ว จากไปเยี่ยงวีรบุรุษผู้ปลดปล่อย โรมจากกษัตริย์ชั่ว เหล่าทหารอุ้มเขาขึ้นแล้วแบกออกจากสนามเพื่อทำพิะีอย่างสมเกียรติ ส่วนกษัตริย์คอมโมดัส นอนตายกลางสนามท่ามกลางความโล่งอกของประชาชน ตัวละครของแม็กซิมัสนั้นถือได้ว่า เป็นผู้ช่วยกรุงโรมไว้ได้อย่างแท้จริง

แต่ในประวัติศาสตร์จริงๆนั้น แม็กซิมัส ไม่มีตัวตนจริง คาแร็คเตอร์นี้อ้างอิงมาจากเหล่านักรบ Gladiator ในอดีต ผสมกับคนที่มีตัวตนจริงนั่นคือ “นาร์ซิสซัส”ผู้ลอบปลงพระชนม์คอมโมดัส ซึ่งเขาเป็นคู่ซ้อมศิลปะป้องกันตัวให้คอมโมดัสมานาน

เจสัน บลัม ชาบผู้ทำหนังสยองขวัญ เข้าชิงออสก้าร์

ขอนำเสนอเรื่องราวที่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคนได้ เกี่ยวกับ เจสัน บลัม ยอดนักทำหนังสยองขวัญผู้ใช้มันสมอง มากกว่าทุนสร้าง

ว่ากันว่า เจสัน บลัม แห่งสตูดิโอ Blumhouse คือ แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่แท้จริงในวงการภาพยนตร์ เขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตหนังเบาสมองทุนต่ำ รับทำหนังให้สตูดิโอยักษ์ใหญ่หลายๆเจ้า ด้วยความเชื่อที่ว่า สักวันจะถูกหวยเบอร์ใหญ่ จากทุนสร้างอันน้อยนิด อาจมีหนังสักเรื่องฟันกำไรงามๆเน้นๆ ด้วยทุนสร้างต่ำเตี้ย

ถึงแม้เจ็บตัวก็ไม่น่าจะเจ็บเท่าหนังทุนหนาจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ จนแล้วจนรอด หนังที่เขาสร้างก็ไม่ได้ดีไปกว่าหนังตลกทุนต่ำทั่วไป หนังที่ใช้นักแสดงไม่คุ้นหน้า มันพร้อมจะถูกร่อนลงแผ่น DVD หรือขายลิขสิทธิ์ให้ช่องเคเบิลท้องถิ่น ดูหนังฟรี ไปแบบไม่มีใครจดจำได้อีกเลย เขาเคยรับใช้ บ๊อบ และ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน ซึ่งเป็นค่ายลูกหม้อของ Warner อีกที จนกระทั่งปี 2006 เจสัน บลัม จึงได้ก่อตั้งสตูดิโอเต็มรูปแบบ แต่ยังใช้งบน้อยเหมือนเดิม พร้อมด้วยบุคลากรที่จำกัด แต่เปี่ยมล้นด้วยไอเดีย และการคัดกรองทีมงานเพื่อมาทำงานให้สตูดิโอแบบฟรีแลนซ์ ในนามบริษัท Blumhouse พวกเขาเปิดตัวหนังเรื่องแรกด้วย Griffin & Phoenix เป็นหนังโรแมนติกคำวิจารณ์เยี่ยม เจสัน บลัม จะมีรถตู้คันเล็กๆของเขาที่ใช้ไปไหนมาไหนสะดวกรวดเร็ว เขามักจอดมันอยู่ในบริเวณกองถ่าย ภายในรถตู้เขาตกแต่งมันให้เป็นห้องปฏิบัติการณ์ส่วนตัวเล็กๆของเขา อันประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆที่เกี่ยวกับโปรดักชั่น เขาดูภาพรวมการถ่ายทำจากในรถคันนี้ เมื่อพบเจอบางอย่างไม่ชอบมาพากลหรืออยากนำเสนอไอเดียที่ขาดหายไป เขาจะลงจากรถตู้แล้วเข้าไปหน้าเซ็ตเพื่อแสดงทัศนคติให้ทีมงาน เขาถือเป็นโปรดิวเซอร์ที่บ้างาน หากว่า เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ คือโคตรโปรดิวเซอร์ของหนังฟอร์มใหญ่ที่มีเก้าอี้ประจำตำแหน่งในกองถ่ายข้างๆผู้กำกับ เจสัน บลัม ก็คงไม่ต่างกัน แต่ต่างกันตรงที่ เจสัน บลัม ใช้เหยื่อขนาดเล็กเพื่อตกปลาตัวบักเอ้ก! จนกระทั่งการมาของ Paranormal Activity โปรเจ็คมวยป่าที่วางทุนสร้างไว้เพียง 15,000 เหรียญเท่านั้น แต่หนังทุนน้อยที่ถ่ายทำแบบจำลองเอากล้องวงจรปิดมาดำเนินเรื่อง มันสามารถทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 193 ล้านเหรียญ และนี่เองที่ทำให้โลกของฮอลลีวู้ดได้รู้จักสตูดิโอเล็กๆอย่าง Blumhouse ไปพร้อมๆกับโปรดิวเซอร์ตัวแสบไอเดียล้นอย่าง เจสัน บลัม ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังมีงานหนังตลกเบาสมองติดพันอยู่หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ Tooth Fairy ปี 2010 ที่นำแสดงโดย เดวย์น จอห์นสัน แต่ชื่อของ เจสัน บลัม ได้ขึ้นไปอยู่ในทำเนียบผู้ทำหนังสยองขวัญทุนน้อยแต่ต่อยเจ็บไปแล้ว เพราะกำไร 12,800 เท่าจากทุนสร้างของ Paranormal Activity ทำให้เขาเป็นที่ต้องการตัวจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ต่างๆ Tooth Fairy คือหนังทุนสร้างมากที่สุดที่ เจสัน บลัม ได้บริหาร ทว่ามันไม่ใช่แนวทางของเขาเลย แม้ว่าหนังจะลงเอยด้วยการไม่ขาดทุน แต่เขาก็ดูเหมือนจะเข็ดกับการร่วมงานกับดาราใหญ่และทุนสร้างมหาศาล ปีเดียวกันนั้นเองเขาจับมือกับ เจมส์ วาน ผู้กำกับจาก Saw อันลือลั่น เข้าสู่โลกแห่งวิญญาณด้วย Insidious หนังผีทุน 1.5 ล้านเหรียญที่ทำเอาคอหนังขนลุกขนพองจนมันสามารถกวาดรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญ และนี่เองทำให้ Blumhouse กลายเป็นสตูดิโอสร้างหนังเขย่าขวัญที่น่าจับตา หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าสตูดิโอเล็กๆแห่งนี้จะฉุดไม่อยู่ ด้วยการส่งหนังผี หนังฆาตรกร รวมไปจนถึงการผลิตรายการทีวี หนังสารคดีต่างๆ ออกมานับไม่ถ้วน แต่ทว่า เจสัน บลัม ยังคงยึดวิถีเดิมของเขาที่มีมาแต่ต้นคือ ใช้มันสมองมากกว่าทุนสร้าง เขายังใช้รถตู้คิดงานและสร้างผลงาน รวมถึงขับมันออกกองถ่าย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ทำหนังเขย่าขวัญยังไงให้ได้เข้าชิงออสก้าร์ ฟังดูเป็นเรื่องตลกขบขันฝันเฟื่องของนักทำหนังตัวเล็กๆ(ที่ตอนนี้ไม่เล็กแล้ว) แม้แต่คนดูอย่างเราๆก็มองว่าเป็นไปไม่ได้ หนังเขย่าขวัญของBlumhouse เนี่ยนะจะเข้าชิงออสก้าร์ แต่มันเกิดขึ้นแล้วกับ Get Out งานมาสเตอร์พีซชั้นเยี่ยมที่เป็นหน้าเป็นตาแก่สตูดิโอที่ทำหนังผีเป็นหลักแห่งนี้ โดยมีผลงานหนังเขย่าขวัญในลิสต์ ล้วนแล้วแต่เป็นป๊อปคัลเจอร์แห่งยุคแทบทั้งสิ้น ทั้ง Paranormal Activity(2007) Insidious(2010) sinister(2012) The Purge(2013) Whiplash(2014) Ouija(2016) Split(2016) Get Out(2017) Halloween(2018) ในส่วนของ Whiplash นั้นถือเป็นหนังเขย่าขวัญในศาสตร์ดนตรี ตัวละครครูเฟลชเชอร์ ของ เจ.เค.ซิมมอนส์ เปรียบได้กับ เจสัน วอร์ฮีส์ ในโลกแห่งดนตรีดีๆนี่เอง

ดูหนังฟรี

อันที่จริงโดยพื้นฐานของ เจสัน บลัม คือคนทำหนังเบาสมอง

เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะมีพรสวรรค์ในการทำหนังเขย่าขวัญขนาดนี้ แต่โดยพื้นฐานเขามีหนังในดวงใจมากมายที่เป็นหนังสยองขวัญในอดีต ทั้ง Tremors , Halloween , Boogeyman, Scream , I Know What You Did Last Summer หรือแม้กระทั่งหนังฮีโร่สายดาร์คอย่าง Spawn ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้

ที่กล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวถึง กำลังถูก Blumhouse สตูดิโอเล็กสุดอู้ฟู่แห่งนี้กว้านซื้อลิขสิทธิ์เพื่อมารีเมคใหม่ภายใต้มันสมองของ เจสัน บลัม การทำงานของเขาไม่ใช่การรับหน้าที่กำกับโดยตรง แต่เป็นการโปรดิวเซอร์ หนังถ่ายทอดสด โดยคำว่าโปรดิวเซอร์ในความหมายของ เจสัน บลัม ผู้นี้ไม่ใช่แค่ผู้ระดมทุน ไม่ใช่ผู้ล็อบบี้รางวัล ไม่ใช่ผู้เจรจาการตลาด แต่หน้าที่ของเขาคือดูแลในทุกๆขั้นตอนของหนัง ควบคุมการผลิตทั้งหมด แม้กระทั่งเสื้อผ้าหลุดโทนไปจากหนัง เขาจะลงจากรถตู้มาว้ากฝ่ายคอสตูมทันที เขาเปิดรับมันสมองจากทุกคนให้เข้ามาคุยกันแล้วสร้างผลงานไปด้วยกัน เขาบอกมันทำงานง่ายกว่าการนั่งกำกับอย่างเดียว เขาไม่มีเวลามานั่งเขียนบท ไม่มีเวลามานั่งโฟกัสอยู่แค่หนังเรื่องเดียว เพราะวัตถุดิบในมือที่เขาเปิดรับจากผู้เขียนบทและผู้กำกับมากมายรอให้เขาไปสร้างมัน จอร์แดน พีล คือหนึ่งในผู้ได้รับโอกาสจาก เจสัน บลัม เขาเป็นนักแสดงตลกผู้มีวิสัยทัศน์ขัด กับหน้าฉากของเขามากนั่นคือเขามีคุณลักษณะของนักทำหนังสยองขวัญ ทว่าการนำเสนอโปรเจ็คให้สตูดิโอเป็นเรื่องที่ยากเย็น ดาราตลกไม่น่าจะเข็นโปรเจ็คอะไร ก็ไม่รู้ให้โปรดิวเซอร์เชื่อว่า มันจะออกมาเป็นหนังที่ดีได้ จนกระทั่งเขาเจอกับ เจสัน บลัม นี่เองจึงทำให้เกิดหนังสยองขวัญ ที่ได้เข้าชิงออสก้าร์อย่าง Get out ขึ้น จากผู้สร้างหนังเล็กๆที่มีแนวคิดคล้ายๆการซื้อหวย ปัจจุบันเขาเองและคอหนังต่างรู้แล้วว่ามันไม่ใช่การถูกหวยแต่อย่างใด แต่มันคือความเข้าใจในสิ่งที่ทำ โดยกว่าจะมาถึงในจุดนี้ได้ กว่าที่ Paranormal Activity จะประสบความสำเร็จ เจสัน บลัม ต้องใช้มันสมองในการวางแผนการตลาดอย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยการสร้างไวรัลต่างๆขึ้นมา รวมไปจนถึงการใช้วิธีนำหนังไปฉายก่อนรอบจริงในที่ต่างๆจนได้รับกระแสปากต่อปาก และเมื่อมันได้เข้าฉายในวงกว้าง มันก็กลายเป็นหนังไฮคอนเซ็ปต์ที่ทำรายได้ถล่มทลายเมื่อเทียบกับทุนสร้างอันน้อยนิด  และนี่คือเรื่องราวของสตูดิโอเล็กๆอย่าง Blumhouse ที่ผลกำไรไม่ได้เล็กตามเลย ปัจจุบันมีคอหนังสยองขวัญมากมายรอคอยผลงานใหม่ๆจากสตูดิโอแห่งนี้อย่างใจจดจ่อ และ Blumhouse ไม่เคยเปลี่ยนแนวทางในเรื่องของไอเดียมาก่อนทุนสร้างเสมอๆ เจสัน บลัม ทำหนังเรื่องแรกในฐานะโปรดิวเซอร์คือ Kicking and Screaming (1995) หนังเรื่องนี้ได้รับการผลักดันจากดาราตลก สตีฟ มาร์ติน เพราะคุณพ่อของ เจสัน บลัม คือเอเย่นต์ขายงานศิลปะให้ สตีฟ มาร์ติน ลุงสตีฟได้อ่านบทหนังและถาม เจสัน บลัม ว่าเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง เจสัน บลัม จึงขอให้ลุงสตีฟเซ็นต์รับแรงและส่งบทหนังไปยังสตูดิโอต่างๆ นั่นคือก้าวแรกที่เขาได้รับโอกาสจากนักแสดงตลก ซึ่งต่อมาเขาก็ส่งหนัง Get out เข้าชิงออสก้าร์ จากฝีมือการกำกับของ จอร์แดน พีล ดาราตลกด้วยเช่นกัน

หนัง Halloween(2018) และ Halloween Kills ที่กำลังจะเข้าฉาย ก็ได้นักแสดงตลกอย่าง แดนนี่ แม็คไบรด์ เป็นคนเขียนบท เรียกได้ว่า เจสัน บลัม แอบถือเคล็ดบางอย่างนั่นคือ ให้โอกาสนักแสดงตลกได้มาทำหนังที่ไม่ตลก เพราะหนังเรื่องแรกที่เขาสร้างก็ได้โอกาสจาก สตีฟ มาร์ติน ที่เป็นนักแสดงตลก

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ผู้ถูกอีกโก้ส่วนตัวทำลาย

ด้วยความที่ไม่ใช่แฟนเดนตายการ์ตูน Judge Dredd ทำให้ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ทำลายหนังฉบับปี 1995 ไม่มีชิ้นดี

ในขณะนั้นเขาคือโคตรดาราแอ็คชั่นที่มีอำนาจต่อรองได้ทุกอย่างในหนังที่เขาแสดงแต่ละเรื่อง เขาเข้ามาในโปรเจ็ค Judge Dredd เพราะเพื่อนอย่าง อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ ปฏิเสธเนื่องจากการกรำศึกเล่นหนังแอ็คชั่นหนักๆแบบติดๆกันในช่วงนั้น อาร์โนลด์มีอาการป่วยโรคหัวใจกำเริบ เขาพักไปหนึ่งปีแล้วโปรเจ็คก็เด้งไปสู่สตอลโลน

ผู้กำกับคือ แดนนี่ แคนนอน แฟนเดนตายสุดตีนของการ์ตูนเรื่องนี้ เหมือนจะลงตัว แต่นี่กลับกลายเป็นนรกสำหรับผู้กำกับไฟแรงอย่างเขา นั่นเพราะ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เข้ามาแทรกแซงการทำงานของเขามากไป ดูหนังออนไลน์ เขาตั้งใจจะให้มันคือสุดยอดหนังแอ็คชั่น ที่เคารพต้นฉบับสุดๆ มีความรุนแรงและDark ทว่าสตอลโลนกลับไม่เห็นด้วย เขาต้องการให้มันเป็นหนังแอ็คชั่นที่มีความขบขัน ไอ้บ้าเอ๊ย…ไม่เคยอ่านการ์ตูนแล้วเสือกใช้อีโก้ทำลายหนัง แดนนี่ แคนนอน คงนึกบ่นในใจ เขากล้ำกลืนฝืนกำกับเรื่องนี้จนเสร็จ หนังออกมาโดนแฟนเดนตายก่นด่าไม่มีชิ้นดี จากเดิมที่พวก Judge Dredd ไม่เคยถอดหน้ากากกันเลยในฉบับคอมมิค ในหนังเรื่องนี้สตอลโลนต้องการถอดหมวกนิรภัยโชว์หน้าหล่อๆทั้งเรื่อง เอาแค่นี้ก็แทบไม่เหลือจิตวิญญาณของ Dredd หลงเหลืออยู๋แล้ว หนังออกฉาย แล้วทำรายได้ไปเพียง 113 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 90 ล้านเหรียญ ขาดทุนแถมโดนด่าเละเทะ พร้อมๆกับที่ผู้กำกับ แดนนี่ แคนนอน สาบานว่าจะไม่ร่วมงานกับพระเอกกล้ามโตคนนี้อีกต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็มาผงาดกับหนังสยองขวัญอย่าง I Still Know What You Did Last Summer และเงิบแดกไปกับหนังฟุตบอลอย่าง Goal! แล้วก็ไปเอาดีทางทีวีซีรี่ส์ไม่กลับมาทำหนังใหญ่อีกเลย ซีรี่ส์เด่นๆก็มี Gotham และ Nikita นั่นเอง Judge Dredd ถูกรีเมคใหม่เป็น Dredd ปี 2012 เจ๊งบ๊งเหมือนกันแต่คำวิจารณ์อยู่ในระดับยอดเยี่ยม งงเป็นไก่ตาแตกทั้งผู้สร้างและแฟนการ์ตูน เพราะในขณะที่หนังมีครบถ้วนอย่างที่การ์ตูนต้นฉบับมี แต่หนังยังเจ๊ง ทุนสร้างราว 45 ล้าน แต่เก็บไปได้แค่ 41 ล้านเหรียญ บางกระแสบอกว่าหนังเดินตามรอย The Raid ของอินโดนีเซียเกินไป แต่แฟนเดนตายรู้ดีว่าหนังยึดตามฉบับดั้งเดิมไม่ผิดเพี้ยนเพราะมี จอห์น แว้กเนอร์ ผู้แต่งการ์ตูนต้นฉบับมาเป็นที่ปรึกษาด้วย จอห์น แว้กเนอร์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า

ดูหนังออนไลน์

” แม้ว่า ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน จะดูเหมาะสมกับบท Judge Dredd สักแค่ไหน แต่ Judge Dredd ปี 1995 มันไม่ใช่ Judge Dredd “

หลังจาก Judge Dredd ปี 1995 ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ก็เริ่มเป็นดารานักบู๊ไม่ทำเงินอีกแล้ว ตกต่ำที่สุดเห็นจะเป็น D-Tox ปี 1999 ที่ทำเงินไปแค่ 6 ล้าน จากทุน 55 ล้าน เฮือกสุดท้ายแกพยายามสร้างหนังแข่งรถอย่าง Driven ออกทุนเอง เจ๊งเองตามระเบียบ จนกระทั่งลุงแกกลับไปขุดของเก่าอย่าง Rocky Balboa แล้วก็ Rambo กลับมาหากิน

จึงทำให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ท้ายที่สุดก็มาพีคกับหนังบ้านพักคนชราอย่าง The Expendables ที่ยิ่งสร้างหลายภาคยิ่งห่วย ตอนนี้แกมีแค่ Creed หนังต่อยอดมาจาก Rocky ที่ยังพอขายได้ในฐานะหนังเกรด A ส่วนนอกนั้น โปรแกรมหนัง ที่แกแสดงแทบจะเป็นหนังแผ่นไปหมดแล้ว โดยเฉพาะ Escape Plan ที่เข็นมา 3 ภาค ด้วยทุนสร้างของจีน เรียนตามตรงว่าโดยส่วนตัวแล้ว Judge Dredd ปี 1995 แม่งโคตรบันเทิง ดูซ้ำจนม้วนยาน ถ้าไม่ติดว่ามันไม่เคารพการ์ตูนต้นฉบับ ก็ถือเป็นหนังสนุกๆเรื่องหนึ่ง ซึ่งไอ้การ์ตูนต้นฉบับนี่กูก็ไม่เคยดูนะ Dredd ปี 2012 ดารานำอย่าง คาร์ล เออร์บัน ระบุชัดในสัญญาว่าหากผู้สร้างสั่งให้เขาถอดหมวก เขาจะออกจากโปรเจ็คทันที

ผู้กำกับ Dredd ปี 2012 ปีเตอร์ ทราวิส สร้างชื่อจากหนังแอ็คชั่นหลายมุมมอง Vantage Point แต่หลังจาก Dredd เจ๊งบ๊งทั้งที่คำวิจารณ์ดี เขาดูจะเสียศูนย์ไปเลย ว่ากันว่าเป็นเพราะพลังดารานำอย่าง คาร์ล เออร์บัน ยังไม่ดึงดูดพอ

เมื่อสไปค์ ลี หันมาด่าคนดำด้วยกัน

คำเตือน : มีเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางอย่าง ดูจบแล้วค่อยมาอ่านกันนะจ๊ะ

“ทองแท่ง”ใน Da 5 Bloods เป็นดั่งความเคารพนับถือ ความมีเกียรติ และ ศักดิ์ศรี ที่ตัวละครทุกๆตัวล้วนต้องการมัน สไปค์ ลี ในวันที่ไม่ได้หมกมุ่นกับการทำให้คนดำเป็นฝ่ายถูกกระทำซ้ำๆในหนังของเขาอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นงานนี้ สไปค์ ลี แกแหกรูตูดเผ่าพันธุ์ผิวดำของตัวเองไปด้วย

เหตุน่าจะมาจากการที่มีคนผิวดำกลุ่มหนึ่งในอเมริกาสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขาจึงใช้หนังทวงสิทธิ คนดำที่ทำมาตลอดชีวิตการทำหนัง ด่าคนดำบ้างมันซะเลย ดูหนังออนไลน์ ขุดด้านมืดของบางตัวละครที่ไม่ได้ตั้งใจกลับมาเวียดนามเพื่อหาโครงกระดูกสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ จริงอยู่ที่เขาตั้งใจมาขุดซากศพเพื่อนที่เขาทิ้งไว้ในสนามรบเวียดกง แต่นั่นมันแค่ผลพลอยได้ที่จะสามารถคลายปมบางอย่างในใจมาตลอดหลายปีเท่านั้น เพราะภารกิจที่เขาใส่ใจมากเป็นพิเศษ ใส่ใจมากกว่าอดีตมิตรสหายร่วมรบนั่นคือการหาทองแท่ง ทองอันเปรียบเสมือนสิ่งที่จะมากู้ศักดิ์ศรีของเขา ทองล้ำค่าที่หากได้ครอบครองจะทำให้เขาสุขสบายในสังคมห่วยๆที่ปกครองโดยคนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์(ในความคิดของผู้กำกับก็คงคิดว่าห่วยนั่นแหละป แน่นอนว่าถึงแม้จะมีแก่นแกนอยู่ที่การพาซากศพของเพื่อนอย่าง สตอร์มิน นอร์แมน(แชดวิค บอสแมน)กลับบ้านที่อเมริกา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาตั้งใจจะมาหาทองแท่งเหล่านั้นด้วยเป็นหลัก มีหลากหลายชนชาติที่ขอมีเอี่ยวกับเกียรติที่มาในรูปแบบทองแท่ง “คนอเมริกันผิวดำ” อยากได้เกียรติจากคนผิวขาวจากประเทศตัวเอง และในฐานะทหารผ่านศึก พวกเขาแพ้สงครามเวียดนามแต่กลับยังทำตัวราวกับว่าพวกเขาชนะสงครามนี้อยู่ การกลับไปเหยียบแผ่นดินเวียดนามที่ล้าหลังกว่า พวกเขาคิดเข้าข้างตัวเองว่า กูแพ้สงครามมึง แต่กูกลืนกินมึงด้วยวัฒนธรรมโว้ย ยังไงกูก็ชนะ แถมเหยียดหยามและถือสาหาความคนเวียดนามด้วยว่าไอ้คนเวียดนามแก่ๆในประเทศนี้กูเหมารวมเอาหมดว่าพวกมึงฆ่าเพื่อนฝูงทหารของพวกกูกันหมด ฉากเผชิญหน้าระหว่างทหารอเมริกันผิวดำ กับ อดีตทหารเวียดกง ในร้านเหล้าจึงมีความหลากหลายอารมณ์มาก มันคืออีกฉากหนึ่งที่ดีเอามากๆ “คนเวียดนาม” แม้จะชนะสงครามนี้ ทว่าพวกเขาก็หาได้ยินดียินร้ายกับสงครามนี้ไม่ เพราะสงครามทำให้เวียดนามเหนือใต้ต้องห้ำหั่นกันเอง เมื่อสงครามยุติลง พวกเขาแสดงสปิริตต้อนรับอาคันตุกะที่เป็นอดีตศัตรูโดยการเลี้ยงเหล้า นี่คือฉากที่ทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก แต่ความล้าหลังของเวียดนามในสายตาคนอเมริกันหรือชาติอื่นๆก็ไม่ได้ลดถอยลงไปเลย เห็นได้จากฉากที่คนเวียดนามพยายามขอเงินหรือขายของ เรียกได้ว่าเป็นสองฉากที่แสบพอๆกัน

ดูหนังออนไลน์

“คนฝั่งเศส” คนผิวดำในหนังช่วยคนเวียดนามด่าฝรั่งเศสโดยตรง

เพราะเวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสในหนังมีทั้งดีและร้ายปนเปกันไป แต่หนังก็ไม่ได้มองคนฝรั่งเศสดีไปกว่านั้น เรื่องนี้ สไปค์ ลี ช่วยคนเวียดนามด่าฝรั่งเศส ” สาวฝรั่งเศสหัวก้าวหน้า ” เธอคือตัวแทนคนฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่แอบเซ็งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตัวเองเช่นกัน และพยายามทำประโยชน์และเยียวยาชาติที่เผ่าพันธุ์ตัวเองเคยกดขี่

“คนอเมริกันผิวดำรุ่นใหม่” ตัวละครเดวิดลูกชายของพอล ถือเป็นตัวแทนแห่งความไม่รู้สี่รู้แปดใดๆในสายตาพวกผู้เฒ่าอาบน้ำร้อนมาก่อน เขาดูเป็นภาระในสายตาของพ่อ ทว่าเขากลับคือตัวแทนอันไร้เดียงสาที่ สไปค์ ลี เว็บดูหนัง ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ถูกที่ควร เขาจับเพื่อนมัดกับต้นไม้ด้วยความจำใจ เขาจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร และทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เขาจำต้องทำ ตัวละครนี้มีพัฒนาการตามลำดับ เขาเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่จะรับสาส์นจากคนรุ่นเก่า แม้ว่าจะมีความลับดำมืดบางอย่างซ่อนอยู่ไม่ครบถ้วน แต่ สไปค์ ลี ฝากอนาคตไว้กับตัวละครอย่างเดวิดและสาวฝรั่งเศสหัวก้าวหน้านั่นแหละ แน่นอนว่าผู้กำกับ สไปค์ ลี ย่อมมีเปิดประเด็นด่าคนผิวขาวประเทศตัวเองอยู่แล้วในหนังของเขาทุกเรื่อง เรื่องนี้แก่นของหนังคือการที่คนขาวให้คนดำเป็นแนวหน้าไปรบเวียดนามเพื่อที่จะยืมมือคนเวียดนามล้างเผ่าพันธุ์คนดำไปในตัว ฟังดูน่าตกใจ แต่หากมันผ่านกระบวนการคัดกรองจากผู้กำกับอย่าง สไปค์ ลี แล้ว แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงกว่า 80% อย่าว่าแต่คนขาวที่เหยียดๆผิวกันอยู่ทุกวันนี้เลย จอร์จ วอชิงตัน ยังโดน สไปค์ ลี แหกตูดเอาขำๆในหนัง ถือเป็นงานที่ค่อนข้างดูง่าย และเรียกได้ว่าคืนฟอร์มติดๆของ สไปค์ ลี (ต่อจาก BlacKkKlansman) หนังแอบมีส่วนคล้ายหนัง Three Kings ปี 1999 ของ เดวิด โอ.รัสเซล Da 5 Bloods มันไม่ได้พูดถึงความเจ็บปวดหลังสงครามในแบบที่หนังเรื่องอื่นๆเป็น แต่มันพูดถึงการไขว่คว้าหาความชอบธรรมให้เผ่าพันธุ์ตนเองหลังจากที่เคยถูกยืมมือทำสงครามจากคนขาว การไม่ได้รับการเหลียวแลดูแลจากรัฐบาลสหรัฐ ทำให้พวกเขาต้องกลับมาเหยียบแผ่นดินที่เคยนองเลือดอีกครั้ง แต่หนังมีท่าทีขบขันมากเสียกว่าที่จะออกมาเป็นหนังโทนหม่นมืดในจิตใจแบบที่ The Hurt Locker หรือ The Deer Hunter กับหนังสงครามอีกหลายๆเรื่องเป็น อดีตทหารผ่านศึกใน Da 5 Bloods แทบจะเป็นเหมือนแก๊งปู่แก่ๆที่กลับไปเที่ยวพักร้อนในเวียดนาม โดยไม่ได้มีอาการประสาทแดกแบบที่ตัวละครเสพติดสงครามในหนังหลายๆเรื่องชอบเป็น แต่ทว่าเมื่อมีตัวละครบางตัวเผยให้เห็นว่าเขาก็ไม่ต่างจากตัวละครในหนังสงครามหลายๆเรื่องหรอก หนังก็พาเราเข้าสู่โหมดDarkอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือบางทีการตายในสนามรบแบบมีเกียรติ

มีเรื่องเล่าขานแบบที่ นอร์แมน เป็น มันจะดีเสียกว่าที่รอดมาได้แล้ว ต้องทนอยู่แบบเหมือนไม่มีเกียรติเลย เดลรอย ลินโด ต้องได้เข้าชิงในเวทีรางวัลใหญ่ๆซักเวทีแหละ เพราะลุงเล่นโคตรดี ฉากขุดซากกระดูกนอร์แมนนี่น้ำตากูไหลพรากเลย

ผู้ชนะ ที่มีบาดแผล กับผู้แพ้ที่เป็นตำนาน

รู้ไหมว่าความเทพ ของหนังรักตลกประโลมโลกอย่าง Shakespeare in Love

ไม่ใช่แค่ปาดหน้าคว้าออสการ์ 1999 เอาชนะหนังสงครามเต็งจ๋าอย่าง Saving Private Ryan เท่านั้น แต่มันยังผงาดอยู่เหนือหนังสงครามน้ำดีอีกสองเรื่องอย่าง The Thin Red Line และ Life Is Beautiful ที่ก็เข้าชิงออสก้าร์ในปีนั้นเช่นกัน แถมด้วยหนังที่หลุดโผเข้าชิงอีกหนึ่งคือ American History X ที่มีเนื้อหารุนแรงจน

กรรมการออสก้าร์หลายคนลงความเห็นว่า อย่าเอาเข้าชิงเลย Shakespeare in Love เป็นหนังที่ดีมากๆแต่ยังดีไม่เท่า Saving Private Ryan ไม่ว่าจะมองมุมไหนหนังทหารในตำนานเรื่องนี้ ดูหนังสด ของสปีลเบิร์กก็เหนือกว่า(ตัดสินด้วยความรู้สึกกูเองนี่แหละ) ว่ากันว่า ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์จอมฉาวผู้ทรงอิทธิพล ใช้เงินหว่านล็อบบี้กรรมการออสก้าร์ไปกว่า 5 ล้านเหรียญ(ซึ่งมันผิดกฏ) นี่เองทำให้มันเป็นรอยด่างของ Shakespeare in Love ที่ถูกค่อนขอดมาตลอดว่าเป็นหนังเส้นสาย ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมากๆและมีศักดิ์ศรีเพียงพอให้เข้าชิง แต่ถึงแม้มันจะไม่ชนะออสก้าร์ มันก็จะถูกจดจำในฐานะหนังพีเรียดดีๆสักเรื่องอยู่ดี ไม่ใช่หนังออสก้าร์ที่ใช้เงินหว่านซื้อความสำเร็จมาแบบนี้ อย่างไรก็ดี ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน ได้ออกมาปฏิเสธหน้าซื่อๆว่า กูเปล่านะ อันที่จริง Shakespeare in Love ยังคมคายได้ไม่เท่า Life Is Beautiful ด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนเป็นหนังของ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน ทั้งคู่ แต่ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน เลือกดันหนัง Shakespeare in Love ท่ามกลางข่าวลือกันว่าเพราะแรงสเน่ห์หาที่มีต่อ กวินเนธ พัลโทรว์ นางเอกของหนังนั่นเอง แต่เขาก็ใช่ว่าจะหน้าหีไปซะทีเดียว เพราะในอีกฟาก ฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน เองก็ผลักดัน โรแบร์โต เบนีญี ผู้กำกับและดารานำLife Is Beautiful ให้ผงาดบนเวทีออสก้าร์ด้วยเช่นกัน จน โรแบร์โต เบนีญี ได้เข้าชิงและคว้าออสก้าร์นำชายมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี ปาดหน้ารุ่นใหญ่อย่าง ทอม แฮงคส์ ไปได้

ดูหนังสด

บนโลกนี้มีคอหนังสักกี่คนที่ไม่เคยดู Saving Private Ryan

แต่เชื่อว่ามีคนอีกมากที่ยังไม่เคยดู Shakespeare in Love และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเช็คสเปียร์เรื่องนี้เอาชนะหนังสงครามในตำนานของสปีลเบิร์กได้ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันให้รีบกลับไปหามาดูแล้ววัดกันไปเลยว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน และหากจะมีใครแนะนำหนังให้เพื่อนดูสักเรื่องแบบมีเวลาจำกัด 

หนังเรื่องนั้นย่อมเป็น Saving Private Ryan ไม่ใช่ Shakespeare in Love อย่างแน่นอน และจากเหตุการณ์นี้ ทำให้เวทีอันทรงเกียรติอย่างออสก้าร์ ไม่ได้รับการเชื่อถือจากนักดูหนังบางกลุ่มอีกต่อไป 1999 เป็นปีเดียวกับที่ ดูหนังผ่านเน็ต จิม แคร์รี่ย์ ผงาดบนเวทีลูกโลกทองคำจาก The Truman Show แต่ถูกปฏิเสธจากเวทีออสก้าร์ ไม่ได้มีชื่อแม้แต่เข้าชิง จวบจนทุกวันนี้ Saving Private Ryan , Life Is Beautiful , หรือแม้แต่ The Truman Show กับ American History X ที่ไม่ได้เข้าชิงในปีนั้น ยังถูกพูดถึงและถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดหนังอมตะในใจคนดูตลอดกาล มากกว่าผู้ชนะอย่าง Shakespeare in Love เสียอีก

ท่านสามารถดูหนังออนไลน์ หนังชนโรง หนัง NETFILX ผ่านมือถือได้แล้ววันนี้ ที่นี้ที่เดียวที่ moviesdoofree ที่สุดของหนังฟรีออนไลน์ ที่โลกต่างรอคอย มีคนใช้งานมากถึง 50000 คนต่อวันเลยทีเดียว มีทุกหนังทั้งใหม่เก่า และไทยเทศ

Star war ได้ฆ่าคนๆ หนึ่ง ให้ตายทั้งเป็น

ในวันที่ อาห์เหม็ด เบสต์ ได้รับข่าวดีจาก โรบิน เกอร์แลนด์ นัดแคสต์บทว่า เขาได้รับบทตัวละครสำคัญบทหนึ่ง ในจักรวาลอันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Star wars นั่นทำให้เขา รู้สึกได้รับชัยชนะ

ชายหนุ่มนักดนตรี Percussion อนาคตไกลตอบรับอย่างไม่ลังเล เขาได้บทนี้เพราะ โรบิน เกอร์แลนด์ เห็นการเคลื่อนไหวอันพิลึกพิลั่นของเขาในการแสดงประกอบการเคาะจังหวะ Stomp แต่เขาไม่รู้หรอกว่านั่นคือ การยื่นเชือกบ่วงบาศให้ เขาไปแขวนคอตายชัดๆ เพราะบทที่เขาได้รับคือตัวละครชื่อ Jar Jar Binks

ตัวน่ารำคาญที่สุด ในจักรวาลอันไกลโพ้น บทบาทถูกเซ็นต์ล่วงหน้าถึง 3 ภาค และเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับบทนี้ตั้งแต่ภาค Star Wars: Episode I – The Phantom Menace ออกฉาย ” ผมมองเห็นจุดจบของอาชีพตัวเอง ดูหนังสด ก่อนที่มันจะเริ่มเสียอีก” เขาคิดหลังจากที่ได้ดู The Phantom Menace เขาถูกก่นด่า Bullyสารพัด เขามีชีวิตแทบไม่ต่างจากนักแสดงเด็กที่เล่นเป็นอนาคินอย่าง เจค ลอยด์ ต่างกันตรงที่เขายังพอมีงานแสดงอยู่บ้าง แต่ทว่า เจค ลอยด์ ไม่ หรือบางทีการที่เขาทั้งคู่จะตายๆไปเลยซะยังจะดีกว่ามีชีวิตอยู่แบบตกต่ำ ไร้การเคารพแบบนี้ อาห์เหม็ด เบสต์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเข้าสู่สภาวะโรคซึมเศร้า ตั้งแต่ระหว่างการถ่ายทำภาค Attack of the Clones ในขณะที่ทุกคนใน หนังล้วนโด่งดังกันหมด แต่ตัวละครของเขาถูกสาปแช่งให้ตายๆ ไปซะ ความเครียดสะสม ชีวิตเขาพังทั้งการแสดงและความรู้สึก รู้ตัวอีกทีเขาก็เกือบโดดน้ำตายแถวๆท่าเรือนิวยอร์ค ทว่าเขาก็ผ่านมันมาได้อย่างทุลักทุเล เขาค้นพบว่ายังมีเด็กๆ อีกมากมายที่ชื่นชอบ Jar Jar Binks อาห์เหม็ด เบสต์ ยังถูกเรียกใช้บริการเรื่อยๆจวบจนปัจจุบันจากจักรวาล Star wars ที่ไม่ใช่จักรวาลหลัก ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ หรือ อนิเมชั่น ที่ Jar Jar Binks ยังมีบทอยู่

ดูหนังสด

เอาเข้าจริงๆ Jar Jar Binks ก็ไม่ใช่ตัวน่ารำคาญไปเสียทีเดียว แบบที่พวกนักวิจารณ์ปากเสียชอบถากถางกัน

อย่างน้อยเขาก็เป็นขวัญใจเด็กๆ ปัจจุบัน อาห์เหม็ด เบสต์ พูดให้ลูกชายตัวน้อยของเขาฟังถึงสิ่งที่พ่อเจอและสู้มา ปี 2018 เขาอัพรูปคู่กับลูกชายลงทวีตเตอร์บอกเล่าเรื่องราวอย่างเจ็บปวดตรงหน้าท่าเรือนิวยอร์คว่า 20 ปีแล้วที่หนังเรื่องนั้นมันส่งผลกระทบต่อชีวิตผม

ผมเกือบตัดสินใจจบชีวิตลงบริเวณนี้ แต่ผมรอดมาได้ ตอนนี้ผมมีเด็กน้อยคนนี้เป็นของขวัญในชีวิตผม ปัจจุบัน อาห์เหม็ด เบสต์ ยังคงแสดงในภาพยนตร์เล็กๆ ทีวีซีรี่ส์ และ พากย์เสียงเป็น Jar Jar Binks เพราะตราบใดที่ Timeline เว็บสตรีมหนัง อื่นๆนอกเหนือจากภาคหลักยังมี Jar Jar Binks โลดแล่นอยู่ เขาก็ถือว่าได้ทำเพื่อลูกชายของเขานั่นเอง ของขวัญล้ำค่าอีกอย่างในชีวิตของเขาตอนนี้คือการที่ผู้สร้างเลือกเขาให้รับบท อาจารย์เจได Kelleran Beq ในซีรี่ส์ Star Wars: Jedi Temple Challenge ซึ่งเป็นจักรวาลของ Star Wars Kids

ในช่อง Youtube ว่ากันว่าแรงบันดาลใจตัวละครนี้มาจาก โอบีวัน เคโนบี ผสมๆกับ โยดา เลยทีเดียว ซึ่งทำให้ อาห์เหม็ด เบสต์ กลับมาเป็นขวัญใจเด็กๆอีกบทนอกเหนือจากบท Jar Jar Binks ที่พวกผู้ใหญ่รุมเกลียด

ชายผู้ปฏิเสธบท Captain America ถึง 3 ครั้ง

เชื่อไหมว่า คริส อีแวนส์ ปฏิเสธสตูดิโอ Marvel ถึงสามครั้งในการเข้ารับบท Captain America

ส่วนหนึ่งเพราะเขาค่อนข้างหวงความเป็นส่วนตัว เพราะรู้ดีว่าหากก้าวสู่บทนี้ ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนที่เป็นอยู่อีกต่อไป ในตอนนั้นมีนักแสดงตบเท้าเข้าออดิชั่นบทนี้กันอย่างคับคั่ง ทั้ง จอห์น คราซินสกี้ (พระเอกและผู้กำกับ A Quiet Place) , แซม เวิร์ทธิงตัน , ทอม ฮาร์ดี้ , ชาร์ลี ฮันนัม , อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด ฯลฯ แต่ Marvel ตามตื๊อ คริส อีแวนส์ จนยอม

หลายคนบอกเขากังวลเพราะเคยเล่นเป็น จอห์นนี่ สตอร์ม(Human Torch)มาแล้วในหนัง Marvel อย่าง Fantastic Four แต่เปล่าเลย ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธบทกัปตันนั่นเพราะเขาเกรงบารมี โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ เพราะฮีโร่ที่จะเปิดตัวตามตูด ดูหนังฟรี Iron Man ไปติดๆมันต้องแบกรับความกดดันขนาดหนัก เพราะ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ทำไว้ได้ไร้ที่ติมาก แต่สุดท้ายหนึ่งในคนที่เกลี้ยกล่อมให้คริสแสดงได้ก็คือ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นั่นแหละ คริส อีแวนส์ รับค่าตัวเพียง 300,000 เหรียญ จากการเล่นเป็น Captain America ภาคแรก นั่นคือค่าตัวเขาถูกกว่า ทอมมี่ ลี โจนส์ และ ฮิวโก้ วีฟวิ่ง เสียอีก ไม่ต้องตกใจกับค่าตัวอันน้อยนิด มันเป็นกลยุทธการตลาดของ Marvel เพราะพวกเขาจับคริสเซ็นต์สัญญาระยะยาวถึง 9 เรื่องในอนาคต ค่าตัวก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ คริส ต่อรองขอเซ็นต์แค่ 6 เรื่องก่อน เพราะ 9 เรื่องมันยาวนานและผูกมัดเกินไป แต่ื้ายที่สุดเขาปรากฏตัวในหนัง Marvel ทั้งสิ้น 11 เรื่อง คริส อีแวนส์ และเพื่อนๆฮีโร่ได้รับการไฟต์ค่าตัวโดย โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ซึ่งใน The Avengers ภาคแรกค่าตัวคริสอัพเป็น 2 ล้าน / ใน The Winter Soldier อัพเป็น 3.2 ล้าน/ ใน Age of Ultron ได้ 6.9 ล้าน / ใน Civil War ได้ 5.4 ล้าน คริส อีแวนส์ ประสบปัญหาปวดหัวคล้ายๆไมเกรนระหว่างการถ่ายทำ Captain America เราจึงได้เห็นกัปตันแทบไม่ค่อยใส่หมวกเลย ซึ่งต่างจากใน Comic ที่เวลาออกปฏิบัติการ กัปตันจะใส่หมวกเสมอๆ แต่อาการปวดหัวนี่ดีต่อสาวๆนักแล เพราะพวกเธอชอบให้พี่คริสถอดหมวกโชว์หน้าหล่อๆมากกว่า

ดูหนังฟรี

จาก Captain America สตูดิโอ Marvel ยอมรับว่าผลตอบรับ จากแฟนๆไม่ได้ดั่งคาดไว้

นั่นทำให้คริส อีแวนส์ รู้สึกกังวลใจ แม้กระทั่งใน The Avengers ภาคแรกเองบทของเขาก็ดูเหมือนจะเป็นรองตัวอื่นๆ จนกระทั่ง The Winter Soldier พลังการแสดงและความดีงามของหนังฉุดให้กัปตันอเมริกาโดดเด่นขึ้นมาแบบพุ่งกระฉูด และในภาค Civil War คริส อีแวนส์ ก็มายืนประจันหน้ากับ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์

นักแสดงรุ่นพี่ที่เขากังวล ในตอนแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ คริส อีแวนส์ เป็นเพื่อนรักกับ สการ์เล็ต โจแฮนสัน มาตั้งแต่ศึกษาในวิทยาลัยการแสดง Lee Strasberg Theatre & Film Institute ซึ่ง แซมมวล แอล.แจ็คสัน หนังออนไลน์ คือครูบรรยายพิเศษที่นั่น และเคยสอนพวกเขาด้วย คริส อีแวนส์ กับ สการ์เล็ต โจแฮนสัน เล่นหนังด้วยกันเรื่องแรกคือ The Perfect Score ปี 2004 ผู้กำกับฯ บอง จุนโฮ เผยว่าใน Snowpiercer นั้นทีมงานที่รับบทหนักหนาที่สุดคือฝ่ายคอสตูม กับ ฝ่ายกล้อง เพราะไม่รู้ว่าจะถ่ายทำออกมายังไงให้ คริส อีแวนส์ ดูโทรมและมาจากชนชั้นล่างจริงๆ นั่นเพราะรูปร่างเขาเพอร์เฟ็คจนเกินไป (ระหว่างถ่าย Snowpiercer คริสติดสัญญากับ Marvel เรื่องการคงสภาพหุ่นล่ำๆไว้) คริส อีแวนส์ แอบชอบ แซนดร้า บูลล็อค มาตั้งแต่ได้ดู Speed เร็วกว่านรก เมื่อตอนเขาเรียน และเขาชื่นชอบ คีอานู รีฟส์ มากๆด้วย ในเวลาต่อมาเขาก็เคยได้ไปดินเนอร์กับแซนดร้าสองต่อสอง(ตามประสาเจ๊กับน้องชาย) และได้ประกบ คีอานู รีฟส์ ในหนัง Street Kings คริส อีแวนส์ มีน้องชายชื่อ สก็อตต์ อีแวนส์ เขาเป็นเกย์ และคริสมักไปเที่ยวบาร์เกย์กับน้องชาย ส่วนหนึ่งเพราะเขาอยากปั่นหัวพวกปาปาราซซี่ คริสเป็นคนสนับสนุนกลุ่มรักร่วมเพศ LGBT ตัวพ่อ ระหว่างถ่ายทำหนัง Gifted 2017 คริส อีแวนส์ ได้หมาสุดรักอย่างเจ้าดอจเจอร์ มาจากสถานพักพิงสัตว์ไร้บ้าน

คริส อีแวนส์ เข้านับถือพระพุทธศาสนาตาม ริชาร์ด เกียร์ เขามักนั่งวิปัสนาเพื่อคลายกังวล จนนี่ สเล็ต คือสาวผู้หักอกกัปตัน พวกเขาคบกันตั้งแต่ปี 2016 แล้วอยู่ๆเธอก็เดินจากเขาไปในปี 2018 สุดท้ายเธอประกาศแต่งงานในปี 2019 และ คริส อีแวนส์ ยังคงโสด

“ยิงแม่งเลย” ความล้มเหลว ที่ไม่น่าให้อภัย

Shoot ‘Em Up คือหนังที่ผู้กำกับฯ ไมเคิล เดวิส ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมากๆ กว่า 7 ปี ที่เขาพัฒนาบทแล้วเฝ้าฟูมฟักถึงขนาดวาดสตอรี่บอร์ดไว้ทุกช็อตทุกซีน

เขาได้แรงบันดาลใจมาจากฉากอุ้มเด็กน้อยยิงปืนสู้กับโจรของ โจวเหวินฟะ ในหนัง Hard Boiled แน่นอนว่า จอห์น วู เปรียนเหมือนครูคนหนึ่ง เขาทำหนังบูชา จอห์น วู ด้วยความที่ชื่นชอบฉากอุ้มเด็กกราดยิงผู้ร้ายมากๆ เขาจึงตัดสินใจเอามันมาขยายในแบบฉบับของตนเอง เพราะเขาคิดว่าการอุ้มเด็กนั้นหมายถึงความอ่อนโยน

ระแวดระวัง อุ้มไม่ดีเด็กอาจมีอันตรายได้ แต่การที่นักฆ่าสักคน จะฆ่าคนไปด้วยอุ้มเด็กไปด้วย มันต้องใช้ทักษะขั้นเทพกว่าการฆ่าคนธรรมดาๆ มันมีทั้งความโหดร้าย และความอ่อนโยนแฝงอยู่ในฉากๆเดียว และตัวเลือกแรกตัวเลือกเดียว ดูหนังฟรี ที่เขาต้องการให้รับบทพระเอกคือ ไคลฟ์ โอเว่น ซึ่งในสายตา ไมเคิล เดวิส เขาคือ โจวเหวินฟะ ของทางฝั่งฮอลลีวู้ด ไคลฟ์ โอเว่น ซึ่งในขณะนั้นผ่านการแสดงหนังแอ็คชั่นมามากมายทั้งหนังยิงปืนและหนังพีเรียด ทว่าการรับบทใน Shoot ‘Em Up เขาต้องฝึกทักษะเกี่ยวกับการใช้ปืนใหม่หมด ไคลฟ์ ชอบบทหนังเรื่องนี้มากถึงขนาดลดค่าตัวลงเพื่อให้โปรเจ็คนี้ออกมาดีที่สุด และโจทย์อีกอย่างที่ผู้กำกับ ไมเคิล เดวิส ตั้งมาให้คือ “นายทำยังไงก็ได้ให้แครอท ในหนังออกมาดูเท่ที่สุด” ห๊ะ! แครอทเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว หนังเข้าฉายต้นเดือน กันยายน 2007 พร้อมความหวังเต็มเปี่ยม มันทำรายได้ไปเพียง 26 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 36 ล้านเหรียญ นิตยสาร The New York Times เรียกมันว่า”หนังขยะ” ในขณะที่ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังให้คะแนนถึง 3.5 ดาว จาก 4 ดาว ฝั่งคนดูล้วนชื่นชมในความสนุกสนานและอารมณ์ขันร้ายๆของมัน แต่ทว่ารายได้ของหนังกลับออกมาตรงข้าม อย่าว่าแต่ Shoot ‘Em Up เลย ขนาด 3:10 to Yuma ที่เอาระดับ รัสเซล โครว์ มาปะทะกับ คริสเตียน เบล เข้าฉายไล่ๆกันยังเจ๊ง ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งที่คำวิจารณ์ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี

ดูหนังฟรี

มีการวิเคราะห์ว่ามันคือเอฟเฟ้คจากหนังอย่าง The Bourne Ultimatum ที่เข้าฉายไปก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน 

หนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นๆที่เข้าฉายหลังจาก Bourne จะดูจืดไปหมด ไม่สดใหม่กันอีกแล้ว พูดถึงในเมืองไทย หนังเข้าฉายด้วยชื่อไทยสุดครีเอท Shoot ‘Em Up ยิง แม่ง เลย แต่บนโปสเตอร์มีการขีดฆ่าคำว่า “แม่ง” เพื่อเลี่ยงจากการโดนแบน ไม่รู้หนังทำรายได้ไปเท่าไหร่ แต่เห็นคนพูดถึงในวงกว้างอยู่

และน่าจะมีกระแสจากชื่อหนังนี่แหละที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าไปดู เกร็ดอีกอย่างจากหนังคือ เด็กน้อยที่รับบทเจ้าหนูโอลิเวอร์นั้นแท้จริงคือเด็กแฝดที่ชื่อว่า ลูคัส กับ ซิดนี่ เมนด์-กิบสัน สองพี่น้องถูกจองตัวให้มาเล่น หนังถ่ายทอดสด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ 8 เดือนครึ่ง พอคลอดปุ๊บ!! หนังก็เปิดกล้องถ่ายทำ และเด็กน้อยทั้งคู่มาเข้าฉากในอายุเพียงยี่สิบกว่าวันเท่านั้น โดยมีคุณแม่และแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เทคนิคCG แปะหน้าเด็กน้อยใส่ตุ๊กตาเด็กมากกว่า แต่ก็มีฉากที่ ไคลฟ์ โอเว่น และ โมนิกา เบลุคซี่ ต้องอุ้มเด็กน้อยจริงๆ

และมันมีแค่ไม่กี่ซีนเท่านั้น แม้ว่าคนดูจะจดจำฉากอุ้มเด็กยิงผู้ร้ายแค่ไหน แต่ฉากไคลฟ์ โอเว่น อุ้มโมนิก้า เบลุคซี่ ก็ถูกพูดถึงไม่แพ้กัน ที่น่าเศร้าคือหลังจากทำเรื่องนี้ ผู้กำกับ ไมเคิล เดวิส ก็ไม่กำกับหนังอีกเลย

เขาโดนร้านวิดีโอปรับ เลยแก้แค้นด้วย การเปิด Netfilx

รู้ไหมว่าเราเพิ่งมารู้จัก Netflix กันได้ไม่กี่ปี แต่บริษัทนี้มีมาตั้งแต่ปี 1997 แล้ว

จุดเริ่มต้นคือการที่ รีด แฮสติ้งส์ อดีตพนักงานและเจ้าของบริษัทซอฟแวร์ ถูกร้านเช่าวีดีโอ Blockbuster ปรับ 40 ดอลล่าร์ หลังจากที่เขาคืนม้วนวีดีโอเรื่อง Apollo 13 ล่าช้า รีดเป็นคนกลัวเมียมากๆและไม่ได้บอกให้เมียรู้ นั่นคือปมในใจว่าทำไมค่าปรับถึงได้แพงระยำตำบอนขนาดนี้ ราคาม้วนวีดีโอมันกี่ตังค์กันเชียววะ

วันหนึ่งขณะที่กลับจากที่ทำงาน เขาเจอป้ายโปรโมชั่นของศูนย์ฟิตเนสแล้วคิดว่า “ทำไมคนเราจ่ายเงิน 30-40 เหรียญ ต่อเดือน แล้วเข้าใช้ฟิตเนสได้นานเท่าไหร่ก็ได้ การเช่าวีดิโอก็น่าจะเป็นแบบนั้น ” เขาจึงเริ่มคิดธุรกิจเช่าหนังแบบบุฟเฟ่ต์ขึ้น ดูหนังออนไลน์ ช่วงเวลานั้นมีสิ่งประดิษฐ์ที่ชื่อ DVD เริ่มเข้ามาแทนที่ม้วนวีดิโอ VHS แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และม้วนวิดีโอ VHS ยังมีอิทธิพลอยู่ ปรากฏว่ารีดเลือกที่จะทำธุรกิจเช่า DVD เพราะเล็งเห็นอนาคต แม้จะไม่ได้รวยเลยตอนนี้ ในอนาคตมันต้องไปได้สวยแน่ เขากับหุ้นส่วนอย่าง มาร์ช แรนดอล์ฟ จึงเริ่มทำธุรกิจนี้ขึ้นภายใต้ชื่อ Netflix Netflix ในตอนนั้นเป็นเพียงเว็บไซต์ที่ให้คนไปกดเช่าแผ่น DVD แล้วทางร้านก็จะส่งหนังให้ถึงที่ เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ตบ้างแต่อาจยังไม่แพร่หลาย ซึ่งธุรกิจ Netflix ก็ทรงตัว ไม่รวยแต่ก็ไม่แย่ จนกระทั่งเข้าสู่ยุคมิลเลนเนี่ยม ผู้คนเริ่มมีอินเตอร์เน็ตใช้อย่างแพร่หลาย นั่นเองทำให้ Netflix เริ่มเติบโตเป็นบริษัทเช่าหนัง ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเกินหน้าเกินตาร้านดังอย่าง Blockbuster ปี 2000 ทาง Netflix ใช้แผนให้สมาชิกเช่ารายเดือนไปเลย คือเดิมพันกันเน้นๆถ้ารุ่งก็รุ่ง ถ้าร่วงก็ตัวใครตัวมัน เพราะข้อเสียคือเกรงว่าคนจะเลิกใช้บริการเพราะบังคับเช่ารายเดือน ปรากฏว่ายิ่งทำแบบรายเดือน สมาชิกยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แต่ต้นทุนในการขนส่งก็สูงขึ้นเช่นกัน ในปีเดียวกันนั้นเอง ร้านดังอย่าง Blockbuster ก็ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ Netflix

ดูหนังออนไลน์

รีดตัดสินใจขายไปแล้ว เขาเปิดตัวเลขให้ผู้บริหาร Blockbuster

ดูแล้วพบว่าเขาขายมันในราคา 50 ล้านเหรียญ ไอ้พวกบ้า!! กิจการเล็กๆมีสมาชิกไม่กี่หมื่นคนเนี่ยนะมึงจะขาย 50 ล้าน Blockbuster จึงถอย พร้อมๆกับดูถูกไว้ว่า Netflix ไม่มีทางประสบความสำเร็จ มูลค่าบริษัทนี้ไม่มีทางถึง 50 ล้านแน่นอน สองหุ้นส่วน รีด กับ มาร์ช ต้องเผชิญวิกฤติหลายครั้ งกว่าจะฝ่าฟันไปได้

ทั้งการที่โลกเจอสภาวะฟองสบู่ แถมหุ้นดิ่งเพราะเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดอีก จนกระทั่งพวกเขาลดขนาดธุรกิจและปลดพนักงานออกไปเยอะมาก แต่แล้วพวกเขาก็หันมาจับ Netflix Box คือโหลดหนังใส่กล่อง โปรแกรมหนัง ไปให้เปิดดูเองที่บ้านได้เลย ทว่าท้ายที่สุด Netflix Box ก็ไม่ได้เกิดขึ้น แต่รีดทะเยอทะยานกว่านั้นคือเอาหนังลงเว็บสตรีมมิ่งมห้คนสมัครสมาชิกดูทางออนไลน์ซะเลย แม้ในที่ประชุมจะมีความเห็นแย้งกันระหว่างหุ้นส่วน เรื่องที่คุณภาพการสตรีมไม่คมชัดเท่าดูจาก DVD แต่ รีด แฮสติ้งส์ ผู้คิดการณ์ไกลมาตลอด ได้เล็งเห็นอีกว่าระบบอินเตอร์เน็ตบนโลกนี้จะถูกพัฒนาความเร็วมากกว่านี้เป็นร้อยๆเท่าแน่นอน เขาเลือกตัดเอาการเช่า DVD แบบล้าหลังไปแล้วออก และเดินหน้าเต็มสูบกับเว็บดูหนังออนไลน์ บ้าเลือดถึงขั้นเปิดให้คนสมัครทดลองดูฟรีๆก่อนแล้วหากชอบจึงสมัครสมาชิก จึงทำให้ Netflix กลายมาเป็นสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของโลกจนทุกวันนี้ และทำให้ รีด แฮสติ้งส์ มีทรัพย์สินมูลค่า 4.7 พันล้านเหรียญ ในขณะนี้ มองย้อนกลับไป หากว่า รีด แฮสติ้งส์

ไม่เล็งเห็น DVD มาแทนที่ VHS หรือไม่เล็งเห็นสตรีมมิ่งอินเตอร์เน็ตมาแทนที่ DVD เราคงไม่ได้เห็น Netflix ในวันนี้ และหากเขาไม่กลัวเมีย หรือคืนม้วนวีดิโอ Apollo 13 ตรงตามกำหนด เพจตั๋วร้อนคงไม่มี Netflix มาจ้างโปรโมทช่วงหนึ่ง แล้วทุกวันนี้ก็ไม่มาจ้างกูอีกเลย

ผ่านมา 18 ปี เขาคนนี้ กลับมาดัง ในโซเชียล

จริงๆมีคนรักผู้กององอาจมานานแล้ว แต่ความเด่นอาจจะไปเน้นที่ไอ้พวก 7 คนนั่นมากกว่า แต่ถ้าโผล่มาทีไรเป็นต้องครื้นเครงทุกทีทั้งภาคแรกและภาคสอง นั่นเพราะ

ผู้กององอาจคือ ผู้บังคับบัญชาที่ไม่นั่งโต๊ะ เขามาลุยกับลูกน้องเสมอๆ ผู้กององอาจคือ นักปลอมตัวชั้นเซียน เขาจะเนียนราวกับว่าเป็นบุคคลที่ปลอมตัวจริงๆ บางครั้งปลอมตัวเป็นพ่อค้าเนียนจนดูเหมือนตกอับมาหาบเร่ขายของจริงๆ ผู้กององอาจคือ นักเบี่ยงเบนความสนใจชั้นยอด เขาทุ่มเทเพื่อภารกิจ

แม้จะเสี่ยงจมตีนตายก็ขอให้ภารกิจลุล่วง ครั้งหนึ่งเขาสละชีวิตช่วยเหลือตังกวย แซ่ลี้ จากคมกระสุนของสุริยะในโรงงิ้ว ผู้กององอาจคือ ผู้บังคับบัญชาที่เป็นกันเองกับลูกน้อง โดยที่ลูกน้องสามารถเรียกไอ้เหี้ยผู้กองได้สบายๆ ดูหนังออนไลน์ ผู้กององอาจคือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่ และภูมิศาสตร์มากๆ เขาเป็นผู้นำทางที่ดี ไม่เคยหลงป่า แต่สำหรับลูกน้องแล้ว เขาคืออุปกรณ์หากับระเบิดชั้นยอด คือให้แม่งเดินนำไปก่อนเผื่อเจอกับระเบิด ผู้กององอาจคือ คนที่หนังเหนียวเสียยิ่งกว่า จุก เบี้ยวสกุล ที่สักเสือเผ่น แถมมีวิชาแคล้วคลาด ซึ่งทำให้ผู้กองรอดจากระเบิดและตีนมาได้เสมอๆ ผู้กององอาจคือ ข้าราชการผู้เถรตรง มีครั้งหนึ่งที่เขาถูกรัฐบาลส่งให้ไปจับตัวลุกน้องทั้ง 7 และเขาก็ทำตามคำสั่ง เพราะในหน้าที่ไม่มีคำว่าเพื่อนใดๆทั้งนั้น จนกระทั่งจ่าดับแย่งปืนไปนั่นแหละ ผู้กององอาจคือ คนที่ไม่เคยมีความลับกับลูกน้อง เขามักบอกว่านี่เป็นความลับราชการ แต่เมื่อลูกน้องไม่สนใจ เขาก็จะบอกความลับราชการนั้นเอง

ดูหนังออนไลน์

ผู้กององอาจคือ ผู้เสียสละตนไม่โผล่มาบ่อยๆ เพราะถ้าโผล่มาแบบ ดาตาญัง ใน 3 ทหารเสือ มันก็จะไม่ใช่ 3 ทหารเสือ

ตามชื่อเรื่อง ไม่รู้ทำไมมึงโผล่มาบ่อยเหลือเกิน กูเลยคาใจมาจนทุกวันนี้ว่าทำไมมึงไม่ตั้งชื่อเป็น 4 ทหารเสือ ไปเลย แต่กรณีของผู้กององอาจคือ โผล่มาบ้าง แย่งซีนบ้าง ขืนโผล่มาบ่อยๆมันก็เป็น 8 ประจัญบาน น่ะสิ ผู้กององอาจคือ ที่พึ่งยามยาก และ ภาระ ในคนเดียวกัน เห็นได้จากการที่เขาโชว์สกิลขับเครื่องบินรบมาช่วยลูกน้องยามคับขัน

แต่น้ำหนักเสือกเกิน ผู้กองจึงเสียสละโดดลงน้ำเอง(?)ให้น้ำหนักไม่เกิน ช่วงหลังๆมานี่ผู้กององอาจกลับมาดังอีกครั้งในโลกโซเชี่ยล นั่นเพราะกระแสจากผู้กองไลฟ์โค้ชคนนั้น ซึ่งเพจ เว็บดูหนัง หนังใหม่ชนโรง มันเอาไปเล่นเป็นมีม”ผู้กองที่ฉันเชิดชูคือผู้กององอาจ”หลังจากนั้นก็มีคนเอาไปเล่นในเพจและในเฟซเต็มไปหมด เรียกได้ว่ากลับมามีกระแสอีกครั้งได้เฉย นี่ถ้ามี 7 ประจัญบาน 3 เชื่อว่าผู้กองคงจะไม่เด่นขึ้นไปกว่านี้หรอก เพราะขืนทำงั้นก็อย่างที่บอก แม่งจะเป็น 8 ประจัญบาน แต่เอาเข้าจริงๆนี่อยากดูภาคแยกผู้กององอาจชิบหาย จอห์นนี่ อิงลิช หรือ ออสติน พาวเวอร์ ที่ว่าแน่ยังต้องหลบ 7 ประจัญบาน ในช่วง สงครามเวียดนาม ได้มีชายไทย 7 คนที่ทำภารกิจรบเพื่อชาติ ได้แก่ จ่าดับ จำเปาะ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง), หมัด เชิงมวย (เท่ง เถิดเทิง), ตังกวย แซ่ลี้ (ทศพล ศิริวิวัฒน์), อัคคี เมฆยันต์ (อัมรินทร์ นิติพน), ดั่น มหิทธา (พิเศก อินทรครรชิต), กล้า ตะลุมพุก (แช่ม แช่มรัมย์) และ จุก เบี้ยวสกุล (ค่อม ชวนชื่น) หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจรบเพื่อชาติ ก็ต่างแยกย้ายกันไปตามแดนดินถิ่นมาตุภูมิ ที่ต่างถือกำเนิดกันไป กลับไปหาเหล่าผู้คนที่อยู่ข้างหลัง ที่คอยเป็นกำลังใจ รอคอยวีรบุรุษในใจของพวกเขามาตลอดชีวิต บ้างก็ได้ดิบได้ดี บ้างก็ยังคงวนเวียนไป ตามวัฏจักรแห่งการดิ้นรนต่อสู้ เพียงทว่าครานี้ ไม่ได้รบราฆ่าฟันกับผู้คนต่างชาติ ที่เคยมารุกรานอีกต่อไป แต่เป็นการดิ้นรนต่อสู้กับบางสิ่ง ที่สถิตย์อยู่ภายในจิตใจของตนเองต่าง

หาก คน 7 คนที่มีเอกลักษณ์ความแสบ เจ็บแปลบ ในแบบฉบับที่ไม่มีใครเหมือน และรับรองว่าไม่เหมือนใคร เริ่มปฏิบัติการตามแผน ภารกิจต่อมา กล้าหาญลุกขึ้นสู้กับพวกทหารอเมริกัน ซึ่งนำโดย หมวดปีเตอร์ (ปีเตอร์ ไมออคซิ) รวมทั้งคู่อริเก่าอย่างเสือเอ๋อและพรรคพวก

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น