เรย์ ฟิชเชอร์ ทวีตด่าผู้กำกับ จอสส์ วีดอน

เรย์ ฟิชเชอร์ ผู้รับบท Cyborg ใน Justice League

ออกมาฟาดงวงฟาดงาใส่ผู้กำกับ จอสส์ วีดอน ว่าปฏิบัติตนไม่ให้เกียรตินักแสดง เขาทั้งหยาบคายและไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่ง ณ ตรงนี้ตัว เรย์ ฟิชเชอร์ เองรับไม่ได้ แล้วก็มาระเบิดใน Twitter เมื่อวานนี้สดๆร้อนๆ แถมไฟยังลามไปถึงก้นผู้บริหาร DC อย่าง จอห์น เบิร์ก และ จอฟฟ์ จอห์นส์ ว่าพวกเขานั่นแหละสั่งให้ จอสส์ วีดอน ทำแบบนี้

ดราม่าแม่งมาก่อนที่ฉบับ Snyder Cut กำลังจะถูกปล่อยแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นผลดีต่อใครบ้าง แต่ที่แน่ๆ เรย์ ฟิชเชอร์ รับตีนไปเต็มๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าที่เรย์ออกมาด่าจอสส์ เพราะว่าผู้กำกับคนดังเสือกตัดบทเขาออกแทบเหี้ยน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ดูหนังออนไลน์ แซ็ค สไนเดอร์ ผู้กำกับคนเก่าเคยบอกว่าบท Cyborg คือหัวใจของ Justice League แล้ว แซ็ค สไนเดอร์ ก็กำลังจะทำเวอร์ชั่นที่แกจะตัดต่อเองออกมาอยู่พอดี ตอนประกาศว่าจะทำนี่ก็เป็น เรย์ ฟิชเชอร์ นี่แหละที่ดีใจจนออกนอกหน้าถึงกับบอก น้ำตาจิไหล และแล้วน้าแซ็คก็ตัดสินใจทำมัน แต่พอเรื่องออกมาอีหรอบนี้ น้าแซ็คคงต้องนั่งกุมขมับไปอีก ไอ้ห่าเรย์เอ๊ย…มึงออกมาพูดเพื่ออะไรวะ กะจะอวยกูโดยการเหยียบพี่จอสส์แกเหรอ? มึงเล่นผิดคนแล้ว กูอุตส่าห์กำลังจะปั้นให้มึงเกิดในฉบับ Snyder Cut ซะหน่อย นี่ก็ไม่รู้ว่า จอห์น เบิร์ก กับ จอฟฟ์ จอห์นส์ จะพากันสั่งหั่นบท Cyborg ออกอีกหรือเปล่า แต่งานนี้ถ้ามีภาคต่อหรือหนังนำเดี่ยวของ Cyborg

ดูหนังออนไลน์

มึงไม่น่าจะได้มาเล่นแน่ๆ เขาจะเปลี่ยนตัวมึงแน่นอน ทุบหม้อข้าวตัวเองเก่งจังนะมึง

ที่บอกว่าเล่นผิดคนแล้ว เล่นกับใครไม่เล่นเสือกไปเล่นกับ จอสส์ วีดอน นั่นเพราะว่า แม้น้าจอสส์แกจะสร้างชื่อมาจากการทำ Avengers ให้ Marvel แต่ทั่วทั้งวงการฮอลลีวู้ดจะรู้กันดีว่าคนๆนี้แหละที่เป็นตัวแสบในการเข้าไปแก้ไขหนังที่ผิดพลาดให้ดีขึ้น มาตั้งแต่ยุค 90 แล้ว

ไล่ตั้งแต่หนัง คีอานู รีฟส์ อย่าง Speed นั่นน้าจอสส์แกก็เป็นคนเกลาบทหนัง มหากาพย์กลางทะเลอย่าง Waterworld ก็ได้น้าจอสส์แกเข้าไปแก้ไขความเละเทะในกองถ่าย(ผู้กำกับถอนตัว)แล้วช่วยควบคุมงานต่อจนถ่ายจบ เก่งในเรื่องการซ่อมบทและถ่ายซ่อม ถึงขนาด โปรแกรมหนัง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ดึงตัวไปดูแลสคริปต์ให้หนัง Twister เพราะบทหนังไม่ค่อยเป็นที่พอใจสักเท่าไหร่ จนหนังทำรายไปเกือบๆ 500 ล้านเหรียญ X-Men ภาคแรก ก็ได้พี่จอสส์นี่แหละแก้สคริปต์แก้บทให้หนังออกมาดีได้ เรียกได้ว่า เรย์ ฟิชเชอร์ เสือกไปงัดผิดคน จริงๆมันอาจจะงัดกันได้

เพราะน้าจอสส์แกอาจจะเป็นแบบที่ไอ้เรย์มันว่าจริงๆ แต่ต้องไม่ใช่ช่วงเวลาที่ฉบับ Snyder Cut กำลังจะออกมาไงไอ้เรย์!! ไอ้โง่!! มีคนแซวว่า ไอ้น้าจอสส์นี่แหละที่ Marvel ส่งไปบ่อนทำลาย DC

From Paris with Love (2010)

ความมัน ที่ไม่ได้มาพร้อมความสำเร็จ

From Paris with Love (2010) คือสุดยอดหนังแอ็คชั่นโคตรมันส์ที่เหมือนมาผิดที่ผิดเวลา ในยุคที่ผู้คนกำลังบ้าหนังซูเปอร์ฮีโร่ กับ หนังแอ็คชั่นที่มีฉากบู๊เรียลๆ ทำให้ From Paris with Love ถูกเมิน มันทำเงินไปแค่ 52 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 52 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าเหนื่อยฟรีไปตามๆกัน คือหากรวมค่าโพสต์โปรดักชั่น ต้องขอบอกว่าหนังมึงเจ๊งไม่เป็นท่า

ลองคิดเล่นๆหากนักแสดงที่มาประกบคู่กับ จอห์น ทราโวลต้า ไม่ใช่ โจนาธาน รีส เมเยอร์ ล่ะ? สมมติหากหนังได้ระดับ แม็ตต์ เดม่อน หรือ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นไง? เพราะเอาเข้าจริงๆหากพูดถึงความมันส์ระห่ำของ ดูหนังออนไลน์ From Paris with Love แล้ว มันคือโคตรของความบันเทิงจากฝีมือกำกับของ ปิแอร์ มอเรล แห่ง Banlieue 13 และ Taken สองหนังแอ็คชั่นที่คอหนังรู้จักกันดีว่ามันส์แค่ไหน ในส่วนของ จอห์น ทราโวลต้า น่ะไม่เท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับกันตามตรงว่าพลังดาราของ โจนาธาน รีส เมเยอร์ ไม่เหมาะกับหนังเลยจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทั้ง ลุค เบซง และ ปิแอร์ มอเรล ตั้งใจทำมันออกมาฝ่ากระแสหนังฮีโร่ และ หนังแอ็คชั่นเรียลๆแนว Jason Bourne ทว่าตลาดของหนังช่วงนั้นเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง หนังแอ็คชั่นแนวเดิมๆแทบไม่มีใครอยากดู นอกเสียจากมันจะเป็นหนังเกรด B ส่งลงแผ่น

ดูหนังออนไลน์

จริงอยู่ที่ ปิแอร์ มอเรล ทำหนัง Taken ฟันกำไรไปเน้นๆ 226 ล้านเหรียญ

จากทุนสร้างเพียง 25 ล้าน แต่ From Paris with Love มันเหมือนเป็นหนังคั่นโปรแกรมก่อนการมาของ Iron Man 2 ที่ทุกคนรอคอย , Inception ที่แฟนๆเด็จพ่อโนแลนใจจดใจจ่อ , ฝั่งเด็กๆก็รอคอยการ์ตูนอย่าง Frozen แล้วก็มีขบวนหนังดังๆ ล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด ถ้าเปรียบเป็นภาษาดนตรี From Paris with Love

จึงมีสภาพไม่ต่างจากวงเปิดเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องความสนุกนั้น From Paris with Love แทบไม่เป็นสองรองใคร ว่าแล้วก็อยากให้ฝรั่งเข้าใจพากย์ไทยที่ทีมพันธมิตรพากย์กันจริงๆ แม่งทำให้หนังเพิ่มความมันส์ระห่ำไปสิบตีนถีบ เว็บดูหนัง คือมันส์กันตั้งแต่ตั้งชื่อไทยว่า ” คู่ระห่ำ ฝรั่งแสบ ” กันเลยทีเดียว From Paris with Love ทำรายได้จากยอดขาย DVD ในปีนั้นกว่า 11 ล้านเหรียญ ติดอันดับ 3 เป็นรองแค่ Alice in Wonderland กับ Shutter Island กระแสวิจารณ์จากลบเพิ่มมาเป็นบวกเพราะคนที่ได้ดูจาก DVD ล้วนพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าหนังมันส์และน่าเสียดายที่ไม่ได้ดูในโรง ลุค เบซง กับ ปิแอร์ มอเรล มีแผนที่จะทำภาคต่อ From London With Love และ From Prague With Love พวกเขาบอกว่ามันอาจไม่ใช่ภาคต่ออันทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่อะไร แต่มันคือหนังที่พวกเขารักที่จะทำ

ปิแอร์ มอเรล เสียศูนย์ไปกว่า 5 ปี ก่อนจะกลับมาคว่ำกับ The Gunman ปี 2015 และ Peppermint ปี 2018 ในขณะที่งานสร้างชื่ออย่าง Taken ภาค 2-3 ในกำมือผู้กำกับคนอื่น ยังคงทำรายได้ถล่มทลายแม้หนังภาคต่อๆมาจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม

ความพยายามอันไม่สูงเปล่า ของเฮนรี่ คาวิลล์

เฮนรี่ คาวิลล์ ในยุคที่เพิ่งเริ่มสร้างชื่อ เขาเข้าฝึกสกิลหมัดมวยและบ่มเพาะร่างกายอย่างหนักหน่วง 

เพราะหวังว่าสักวันจะมีโอกาสสวมบทบาทนักรบโบราณเฉกเช่นเดียวกับในหนัง 300 ของผู้กำกับ แซ็ค สไนเดอร์ มันคือหนังที่ เฮนรี่ คาวิลล์ คลั่งไคล้หลงไหลเอามากๆ โอกาสมาถึงเมื่อ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับที่มีสไตล์คนหนึ่งแห่งวงการ( The Cell กับ The Fall) ก็เสนอโปรเจ็คให้ เฮนรี่ คาวิลล์ มารับบท”เธซีอุส” มนุษย์ที่ เทพซีอุส เลือกให้ต่อสู้กับ ไฮเพอร์เรียน

ในหนังมหากาพย์แนวคล้ายๆ 300 ชื่อเรื่องว่า Immortals แต่เฮนรี่ถูกชักชวนเข้ามาในตอนที่หนังยังไม่มีใครลงทุนสร้าง เฮนรี่ คาวิลล์ มุ่งมั่นอย่างหนักหน่วงและรอคอยที่จะได้สวมบทบาทนี้ เขาเข้าคอสฝึกการต่อสู้ ดูหนังสด และเพาะร่างกายกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และต้องทำให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์ ตลอดระยะเวลาในการระดมทุน 6 เดือน ในช่วงแรกๆไม่มีใครลงทุนเลย เพราะเกรงว่าจะเป็นหนังที่ทำตามรอยความสำเร็จของ 300 เฮนรี่ถูกคำสั่งให้หยุดเพาะกล้ามเนื้อและฝึกการต่อสู้ได้แล้ว เพราะไม่มีค่ายไหนซื้อหนัง เฮนรี่ คาวิลล์ ยังคงใช้เงินทุนตัวเองในการฝึกฝนอยู่เช่นเดิม เขาบอกผู้กำกับ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ว่าได้หยุดฝึกไปแล้ว แต่ทว่าเหมือนมีบางอย่างดลใจให้เขาฝึกต่อไป วันหนึ่ง ทาร์เซ็ม ซิงห์ บอกเฮนรี่ว่า “นายกลับมาฝึกต่อได้แล้ว” แต่ทาร์เซ็ม ซิงห์ ไม่รู้เลยว่าตลอดระยะเวลาหลายเดือนมานี่เขาไม่เคยหยุดฝึก นั่นเพราะเฮนรี่ คาวิลล์ เล็งเห็นว่าหนังมันต้องถูกสร้างเข้าสักวัน

ดูหนังสด

เมื่อ ทาร์เซ็ม ซิงห์ หาทุนได้สำเร็จ พร้อมเปิดกล้อง เขาแปลกใจที่ร่างกายของ เฮนรี่ คาวิลล์ มันดูเปลี่ยนแปลงไปราวกับว่าเขาไม่เคยหยุดฟิตเลย

เฮนรี่ คาวิลล์ สารภาพว่าเขาไม่เคยหยุดฝึกเลย และตอนนี้เขาพร้อมมากที่จะถ่าย แต่คำตอบที่ได้จาก ทาร์เซ็ม ซิงห์ กลับเป็นคอมเม้นต์เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ” งั้นนายทำ 8 pack ให้ได้อีกนิดนะ เราต้องการ 8 pack ไม่ใช่ 6 pack ก่อนวันถ่ายจริง” เพราะในครั้งแรก ทาร์เซ็ม ซิงห์ เคยบอกไว้แล้วว่าต้องเป็น 8 ไม่ใช่ 6

มาไกลขนาดนี้แล้วจำต้องเดินหน้าต่อ เฮนรี่ คาวิลล์ กลับไปเสก 8 pack ให้ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ได้ในระยะเวลา 3 เดือน เตรียมงานสร้างเสร็จ แล้วเขาก็ได้รับบท”เธซีอุส”ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้หนังจะทำรายได้ไปกว่า 226 ล้านเหรียญ ดูหนังผ่านเน็ต จากทุนสร้าง 76 ล้าน ทว่า Immortals กลับไม่เป็นที่ถูกใจจากนักวิจารณ์สักเท่าไหร่ แน่นอนว่าคนทำหนังต้นแบบ 300 อย่าง แซ็ค สไนเดอร์ ต้องได้ดู Immortals อยู่แล้ว ความเพอร์เฟ็คของ เฮนรี่ คาวิลล์ ใน Immortals นี่แหละคืออีกข้อที่ทำให้ แซ็ค สไนเดอร์ ตัดสินใจมอบบทซูเปอร์แมนให้เขาใน Man of steel จากแฟนหนังเดนตาย กลายมาเป็นนักแสดงนำของผู้กำกับ 300 นี่ถือเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่าแถมยังต่อยอดได้ชนิดที่ว่ายอมรับนับถือใจ เฮนรี่ คาวิลล์ จริงๆ เพราะหากจะนึกถึงนักแสดงสักคนที่หล่อเหลา มีร่างกายที่เพอร์เฟ็คสุดๆแถมมีสกิลหมัดมวยพ่วงเข้าไปอีก ชื่อของ เฮนรี่ คาวิลล์ มักถูกนึกขึ้นได้เป็นเบอร์ต้นๆ ในหนังอย่าง The Man from U.N.C.L.E. และ Mission: Impossible – Fallout นั่นคือข้อพิสูจน์

โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้นเขาบู๊ได้มันส์ ดุดันจนเราอยากเห็นเขาเล่นหนังแอ็คชั่นแนวนี้ในบทนำเดี่ยวๆ ในวัย 37 ปี เชื่อว่า เฮนรี่ คาวิลล์ ยังไปได้อีกไกล แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในจักรวาล DC แล้วก็ตาม

บทหนัง Back to the Future ถูกปฏิเสธ จากสตูดิโอต่างๆ ถึง 44 ครั้ง

ไม่มีใครหลงไหลหนัง Back to the Future (1985) ได้เท่า บ๊อบ เกล ผู้ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้ว

ในวันหนึ่งหลังจากที่เขากลับไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนเก่าของพ่อและแม่ เขาค้นพบสมุดบันทึกของคุณพ่อ แล้วคิดในหัวว่าถ้าเขาย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ เขากับพ่อจะเป็นเพื่อนกันได้ไหมนะ นั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บ๊อบ เกล เริ่มเขียนโครงเรื่องเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ย้อนเวลากลับไปเจอพ่อแม่ตัวเองเมื่อสมัยเป็นวัยรุ่น

และมันพัฒนาขีดสุดจนถึงขั้นเป็นหนังไซไฟ-กึ่งประวัติศาสตร์ บ๊อบเขียนบทร่วมกับเพื่อนรักอย่าง โรเบิร์ต เซเมคคิส แล้วมอบหน้าที่ให้เพื่อนรักกำกับมัน โดยที่ตัวบ๊อบเองนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ แต่อะไรที่มันง่ายขนาดนั้นมันก็ไม่เป็นตำนาน เพราะบทหนัง Back to the Future ถูกปฏิเสธจากสตูดิโอผู้สร้างหลายๆเจ้ารวมกันกว่า 44 ครั้ง รวมไปจนถึง ดูหนังสด Disney ค่ายที่รักษาภาพลักษณ์ยิ่งชีพ เพราะพวกเขาไม่มีวันซื้อบทหนังที่แม่ตัวเองตกหลุมรักลูกชายแน่ๆ เพราะเหตุเดียวกันนี้เอง สตูดิโออื่นๆล้วนปฏิเสธเพราะเนื้อหาค่อนข้างบาป บ๊อบ เกล ไม่เชื่อว่าประเด็นสุ่มเสี่ยงนี้จะมีผลต่อความสนุกของหนัง เพราะก่อนหน้านั้น Star Wars ก็มีฉากพี่น้องแท้ๆจูบปากกัน มันยังกลายเป็นตำนานหนัง แห่งมวลมนุษยชาติได้เลย ในเวลานั้น สตีเว่น สปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ โรเบิร์ต เซเมคคิส และ บ๊อบ เกล เขามีบริษัทหนังอย่าง Amblin Entertainment อยู่แล้ว แต่ทว่า บ๊อบ และ โรเบิร์ต ไม่คิดที่จะเอางานไปขายให้ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เพราะเกรงเรื่องการใช้เส้นสาย พูดง่ายๆว่าพวกเขาเกรงใจเพื่อนนั่นแหละ และโรเบิร์ตคิดไม่ตกหลังจากถูกปฏิเสธจากค่ายหนังทั้งฮอลลีวู้ด เขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าหนัง Back to the Future เรื่องนี้จะไปโลด ถ้าหากว่ามันดับ เขาอาจหมดสิทธิ์ทำหนังอีกต่อไป เพราะในยุคนั้น โรเบิร์ต เซเมคคิส ถือว่ากำลังสร้างชื่อ โครงการ Back to the Future ถูกพับเก็บไป พร้อมๆกับที่ โรเบิร์ต เซเมคคิส ดีลงานกับ ไมเคิล ดั๊กลาส ได้สำเร็จกับหนังผจญภัย Romancing the Stone ที่ ไมเคิล ดั๊กลาส ลงทุนสร้างเอง มันคือหนังที่ทำกำไรงดงาม ด้วยทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญ Romancing the Stone ฟันกำไรไปเน้นๆ 115 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ชื่อของ โรเบิร์ต เซเมคคิส เป็นผู้กำกับที่น่าจับตา เนื้อหอมหำหอมขึ้นมาทันที

ดูหนังสด

ความมั่นใจจาก Romancing the Stone นี่แหละที่ทำให้ โรเบิร์ต เซเมคคิส

กลับไปกระชากตัว บีอบ เกล ลุกมาจากเตียง ไอ้เกลอเอ๊ย…เราจะมาสร้าง Back to the Future กัน และระหว่างที่พับโปรเจ็คไป บ๊อบ เกล เองก็ได้เกลาบทหนังของเขาให้มีความคมคายยิ่งขึ้น ทั้งคู่เข้าพูดคุยกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก แล้วหนังก็พร้อมจะเปิดกล้องทันที เพราะสปีลเบิร์กชอบบทหนังเรื่องนี้มาก

เดิมทีหนังวางตัว ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ เป็นตัวเลือกแรกในการรับบท มาร์ตี้ แม็คฟลาย แต่เพราะโครงการล่าช้า คิวของเขาจึงไม่ว่าง บทจึงตกเป็นของดารารุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง อีริค สโตลท์ซ การถ่ายทำเริ่มขึ้นทันที แต่ทว่า บ๊อบ และ โรเบิร์ต คิดว่าพวกเขาคิดผิดที่มอบบทนี้ให้ อีริค สโตลท์ซ เนื่องจากเขาไม่มีพลังพอ เว็บสตรีมหนัง สำหรับการเป็น มาร์ตี้ แม็คฟลาย และเขากลัวที่จะต้องเล่นสเก็ตบอร์ด บ๊อบอธิบายว่า ” อีริค สโตลท์ซ เขาเป็นนักแสดงที่ดี แต่เขาแค่มาแสดงเป็น มาร์ตี้ แม็คฟลาย แต่ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ เขาคือ มาร์ตี้ แม็คฟลาย” ฟิล์มหนังที่ถ่ายทำไปถูกล้างไพ่ใหม่หมด พวกเขาไม่เอาฉากในส่วนของ อีริค สโตลท์ซ ทุนสร้างจึงงอกมากถึง 4 ล้านเหรียญ พร้อมๆกับที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก กุมขมับ พวกมึงกำลังเล่นอะไรกันอยู่ แต่ในเมื่อเพื่อนทั้งสองแน่ใจว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ สปีลเบิร์ก จึงต้องยอม ไม่ใช่แค่ สปีลเบิร์ก ที่ปวดหัว ในทางฝั่งของ คริสโตเฟอร์ ลอยด์ ผู้รับบท ดร.เอ็มเมตต์ บราวน์ เองก็ปวดหัวและไม่ค่อยแน่ในกับหนังเรื่องนี้ตั้งแต่อ่านบทแล้ว แถมยังมาเจอปัญหาเปลี่ยนตัวพระเอกอีก เพราะการล้างไพ่เปลี่ยนตัวพระเอกนี่เอง ทำให้พวกเขาต้องเร่งถ่ายทำเพิ่มเป็นเท่าตัว ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ ต้องแบ่งเวลามาถ่ายหนัง Back to the Future มีค่าดำเนินการเสียเวลามากมายงอกขึ้นมา และท้ายที่สุดทุนสร้างที่วางไว้เพียง 14 ล้านเหรียญ มันงอกออกไปเป็น 19 ล้านเหรียญ การถ่ายทำราบรื่นดี ยิ่งถ่ายพวกเขายิ่งรู้ว่ากำลังทำอะไร คริสโตเฟอร์ ลอยด์ จากที่ไม่แน่ใจกับบทหนัง เหมือนเริ่มมองเห็นภาพ เขาการันตีด้วยตัวเองเลยว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังที่สุดยอด Back to the Future ทุนสร้าง 19 ล้านเหรียญ หนังที่มีปัญหาระหว่างการสร้างเรื่อยมาเรื่องนี้ มันทำเงินไปทั้งสิ้น 389 ล้านเหรียญ ส่งผลให้มีภาคต่อตามมาอีก 2 ภาค มันล้วนทำเงินทะลุทะลวงทั้งสิ้น แถมเป็นสุดยอด Pop Culture หนึ่งที่คนทั่วโลกไม่เคยลืมในยุค 80 ฝ่ากระแสเนื้อหาหมิ่นเหม่สำหรับเด็ก ซึ่งค่ายหนังหลายๆค่ายมองว่าหนังไม่มีทางประสบความสำเร็จได้

ในชีวิต บ๊อบ เกล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังมากนัก เขาแค่ขายลิขสิทธิ์ให้ทีวี ช่องเคเบิ้ล หรือบริษัททำของเล่น ของที่ระลึกต่างๆ เท่านี้ก็ใช้เงินไม่ไหวแล้ว และเขายืนกรานว่า ถ้าเขากับ โรเบิร์ต เซเมคคิส ยังไม่ตาย ใครก็ห้ามเอา Back to the Future ไปรีเมค หรือ รีบูท ทั้งนั้น

โรเบิร์ต แพทตินสัน บอกอย่าเดาแนวหนัง Tenet เลย

พี่ซีดนี่แกก็บิ๊ลท์เก่งไอ้สัส เด็จพ่อโนแลนมึงจะฆ่าบอร์ดบริหาร Warner อยู่รอมร่อแล้ว

เพราะโนแลนบอกหนัง Tenet ต้องฉายด่วน มันจะต้องเป็นโปรแกรมใหญ่เปิดหลังโควิดระบาด มันจะเป็นหนังที่สร้างความเชื่อมั่นว่าโรงหนังยังไม่ตาย ยังสบายดี แต่ทาง Warner บอกเลื่อนเหอะพ่อ ไม่ไหวอย่าฝืน เจ๊งมามันจะเข้าหน้ากันไม่ติด โปรแกรมก็เลยต้องเลื่อนจาก 31 กรกฎาคม เป็น 12 สิงหาคม 2020 ที่ซวยเช้ดเห็นจะเป็น Mulan


เพราะวางโปรแกรมไล่ๆกัน แต่พอ Tenet เลื่อน จึงกลายเป็น Mulan ต้องเป็นหนังใหญ่ฉายเปิดหลังโควิดแทน เรื่องของเรื่องคือ คริสโตเฟอร์ โนแลน เคยออกมาแหกหลีหนังที่สร้างลง ดูหนังฟรี Netflix ว่าแม่งไม่เวิร์ค และพ่อจะไม่มีทางทำหนัง ลงจอสี่เหลี่ยมที่โลกเรียกว่าทีวีเป็นอันขาด อย่างเด็จพ่อต้องจอใหญ่ IMAX เท่านั้น เกิดดราม่ากันไปยกหนึ่ง โดยฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับโนแลนบอกเด็จพ่อมึงใจแคบสัส วกกลับมาที่พี่ซีด โรเบิร์ต แพทตินสัน ที่บอกว่าแกบิ๊ลท์เก่งก็เพราะเพิ่งให้สัมภาษณ์สดๆร้อนๆว่าอย่าเดาทางหนังกันเลย “คุณคิดว่ามันจะเป็นหนังแนวที่เฉพาะเจาะจง แต่หลังจากดูไปเรื่อยๆมันจะพัฒนาจนคุณไม่มั่นใจว่าใช่หนังแนวที่คุณคิดไหม คุณจะต้องร้อง”โอ้ว…นี่กูอยู่ในหนังแนวอะไรกันวะเนี่ย” มันเหมือนการปั่นจานขนาดใหญ่ไปรอบๆแล้วจานก็โผล่มาอีกใบ อีกใบๆๆ มันเหมือนเรากำลังนั่งดูมายากลอันน่ามหัศจรรย์”

ดูหนังฟรี

พี่ซีดยังเล่าต่ออีกว่า

“ผมอ่านบทครั้งแรกผมทึ่งในความเฉลียวฉลาดของบทหนังเรื่องนี้มาก และคิดว่าเขาจะสร้างมันออกมาได้ยังไง มันซับซ้อนมาก และผมรู้สึกโคตรโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในหน้าที่ส่วนของการจัดการวางแผนการถ่ายทำ” พูดง่ายๆคือหนังมันมีวิธีเล่าเรื่องที่ซับซ้อน จนพี่ซีดรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นแค่นักแสดง

ไม่ต้องไปจัดการวางแผนอะไรๆเหมือนที่เด็จพ่อโนแลนทำ เอาจริงๆก็น่าเห็นใจและน่าหมั่นไส้เด็จพ่อนะ เสือกไปขวางลำหนังเข้าฉายสตรีมมิ่งตั้งแต่ต้น ใครมันจะไปรู้วะว่าจะมีโควิดระบาดไปทั่วโลก คือพอพูดไปแล้วศักดิ์ศรีมันค้ำคอ หนังออนไลน์ เลยต้องพยายามออกมารณรงค์ให้คนแห่ไปดู Tenet เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโรงหนังยังไปได้ถ้าหนังมีคุณภาพ แต่ในความเป็นจริง Warner แม่งแทบจะอยากเอาลงฉายแบบตรีมให้รู้แล้วรู้รอด แต่ใครๆก็รู้ว่าโนแลนแม่งเกลียดหนังสตรีมมิ่งแค่ไหน เรามารอดูกันต่อไปว่าจะยังไง


เพราะถ้าถามว่าโรงหนังตอนนี้มันปรกติไหม บอกเลยขนาดกูอยู่เมืองไทย ยังไม่ระบาดหนักเท่าอเมริกา จะเข้าโรงหนังแต่ละทีกูยังเสียวๆ ออกมาจากโรงไอแค่กเดียวกูก็หลอนว่ากูติดยังวะ?แล้ว

Rudderless (2014) คนเราต่อให้พังแค่ไหน ก็ช่วยซ่อมคนอื่นได้

ในความหม่นมืดเศร้าหมองของมันกลับมีด้านสว่างในหนังมากมาย

และมันไม่ได้ถูกแยกออกจากกันเลย ความหม่นเศร้ามันดำเนินไปพร้อมกับรอยยิ้ม นี่จึงเป็นงานฟีลกู้ดแบบดาร์คๆที่หากมือไม่ถึงจริงไม่สามารถเล่าเรื่องควบคู่ไปแบบนี้ได้ แต่บังเอิญประสบการณ์การเล่นหนังมานับไม่ถ้วนทั้งตลาดจ๋า และ อินดี้จัด ทำให้ดาราลุงอย่าง วิลเลี่ยม เอช.เมซี่ กำกับฯเรื่องนี้ออกมาเรียบง่าย

แต่แฝงไปด้วยความแพรวพราวในการใช้ของเป็น โดยเฉพาะการดึงพลังและสเน่ห์ของดารา ถึงขนาดที่ทำให้ บิลลี่ ครูดัพ ที่อยู่ในสภาพโทรมสุดๆมีสเน่ห์จนทำให้นึกถึง เจฟฟ์ บริดเจส ใน Crazy Heart ไม่ก็ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ ดูหนังฟรี ใน A Star Is Born หนังเปิดเรื่องมาที่การยิงกันตายของมหาวิทยาลัย พ่อผู้สูญเสียลูกชายไปจากเหตุการณ์ร้ายใจสลาย เขาทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อไปใช้ชีวิตหลักลอยไร้อนาคต จนกระทั่งเมียเก่าได้นำกีต้าร์ กับเนื้อเพลงพร้อมแผ่นซีดีที่ลูกชายเขาแต่งและอัดไว้มาให้ ชีวิตเขาจึงเปลี่ยนไป เขากลับมามีไฟโดยการตั้งวงดนตรีและเล่นเพลงที่ลูกชายเขาแต่งไว้ก่อนตาย เป็นหนังพล็อตง่ายๆแต่กระชากอารมณ์ตั้งแต่เรื่องย่อกันเลยทีเดียว ในขณะที่จิตใจของตัวละครถูกเยียวยาจนเกือบหายดี แต่คนดูที่เพิ่งเจอะเจอกับความสะเทือนอารมณ์ในการสูญเสียนั้นยังต้องทำใจควบคู่ไปกับเสียงเพลงและรอยยิ้มของตัวละคร

ดูหนังฟรี

มันจึงเหมือนนำพาให้คนดูเข้าสู่โหมด “ยิ้มทั้งน้ำตา”

ในหลายๆฉาก ถ้าให้เปรียบกับหนังดนตรีด้วยกัน เรื่องนี้ก็มีส่วนผสมของทั้ง Begin again และ Once มีใส่ประเด็นคล้ายๆ We Need to Talk About Kevin เข้ามานิดๆ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัว จนนี่มันกลายเป็นหนังที่ทำให้ทั้งเศร้าและรู้สึกดีไปพร้อมๆกัน หนังบอกคนดูให้มองสภาพแวดล้อม ที่อาจหล่อหลอมให้เกิดเหตุการณ์ร้าย

แทนที่จะแช่งชักหักกระดูกกันอย่างเดียว พ่อแม่ล้วนมีส่วนรับผิดชอบในกรณีที่ลูกเติบโตมาแล้วเป็นอย่างที่เขาเป็น ไม่ว่าจะทั้งดีและร้าย รวมไปจนถึงบอกให้เราเข้าใจโลกความเป็นจริงว่าการเยียวยาจิตใจนั้น หนังถ่ายทอดสด บางครั้งบางทีเราอาจให้คนอื่นช่วยเยียวยา ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะยื่นมือดึงคนอื่นบ้างเช่นกัน แม้ว่าเราจะพังแค่ไหนก็ตาม นี่คือบทบาทการแสดงที่ดีที่สุดของ บิลลี่ ครูดัพ (ด็อกเตอร์ แมนฮัตตัน จาก Watchmen) อาจรวมไปถึงนักแสดง แอนตัน เยลซิน (เชคอฟ จาก Star Trek)ในบทที่เปรียบเสมือนลูกชายที่ตายไปแล้วของเขา กลับมาให้เขาแก้ไขและทดแทนในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำมันให้ลูกชายเลยทั้งชีวิต เขาทั้งคู่เติมเต็มสิ่งที่ขาดและสูญเสียให้กัน ร่วมร้องร่วมเล่นเพลงของลูกชายที่ตายไปร่วมกับลูกชายอีกคนที่เพิ่งรู้จักกัน เป็นหนังเพลงนอกกระแสที่ไม่ได้โด่งดังอย่างที่ Begin again หรือ Once เป็น แต่ขอแนะนำอย่างมากๆๆ อยากให้หามาดูกัน แล้วจะรู้ว่ายิ้มทั้งน้ำตามันเป็นยังไง มันคือหนังที่ บิลลี่ ครูดัพ กลับมาเล่นหนังเพลงจริงๆจังๆหลังจาก Almost Famous ปี 2000 โน้นเลย

น่าเศร้าคือ แอนตัน เยลซิน ที่ในหนังนั้นรับบทเป็นเด็กวัยรุ่นที่มาช่วยเติมเต็มและทดแทนลูกชายของพระเอกที่ตายไป แต่ในชีวิตจริง แอนตัน เยลซิน เสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุรถไหลอัดเขาเข้ากับรั้วบ้าน

เขารับบท ไอ่แมงมุม โดยไม่เคยอ่าน Spider-man

โทบีย์ แม็คไกวร์ ถูกผู้กำกับ อังตวน ฟูกัว ปฏิเสธบทนำในหนัง Training Day อย่างไร้เยื่อใย

เพราะว่าแววตาของ อีธาน ฮอว์ก มีความก้าวร้าวมากกว่าเขา ทั้งที่ โทบีย์ แม็คไกวร์ ทุ่มเทใช้ชีวิตตามติดหน่วย ปปส.ถึง 2 เดือน เพื่อเรียนรู้งานตำรวจ และเขาฟิตหุ่นพร้อมฝึกใช้ปืนอย่างหนักหน่วงเพื่อรับบท เจค ฮ้อยต์ เจ้าหน้าที่ฝึกหัด ซึ่งโทบีย์ยอมรับตามตรงว่าเขาเสียใจมาก และเขาไม่โทษใคร เพราะแววตาของ อีธาน ฮอว์ก

มันมีบางอย่างที่ตัวเขาไม่มีจริงๆ มีบทหนังที่สร้างจากคอมมิคส่งมาถึงมือ โทบีย์ แม็คไกวร์ มันคือการ์ตูนที่เด็กอเมริกันรู้จักมันดี นั่นคือ Spider-man ทว่า โทบีย์ แม็คไกวร์ แทบไม่รู้จักการ์ตูนไอ้แมงมุม เรื่องนี้เลย แต่สรีระของเขาในตอนนั้น ดูหนังออนไลน์ มันพร้อมเป้นอย่างมาก ที่จะสวมชุดรัดๆแดงๆชุดนั้น ผลพวงมาจากการฟิตหุ่นเพื่อรับบทใน Training Day นั่นเอง แถมพ่วงด้วยศิลปะป้องกันตัวที่เขาได้รับการฝึก ทำให้ โทบีย์ แม็คไกวร์ เอาชนะ ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอ , เฟรดดี้ ปริ๊นซ์ จูเนียร์ และ ฮีธ เลดเจอร์ ซึ่งถือเป็นตัวเต็งที่จะได้รับบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในตอนนั้น ย้อนกลับไปวัยเด็ก โทบีย์ แม็คไกวร์ นั้นบ้านจนมาก เขาไม่ใช่เด็กที่เติบโตมากับการปั่นจักรยานเที่ยวเล่นกับเพื่อน หรือ อวดหนังสือการ์ตูนประจำสัปดาห์กัน แต่เด็กชายโทบีย์คือลูกชายคนงานก่อสร้างและพ่อครัว ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องการที่จะเติบโตมาเป็นพ่อครัวแบบคุณพ่อของเขา ทว่าคุณแม่ไม่ยอมอะไรแบบนั้น เธอจ่าย 100 เหรียญเพื่อให้ลูกชายเข้าคอสการแสดง และนั่นคือการจุดประกายความเป็นนักแสดงให้เด็กบ้านจนคนหนึ่ง

ดูหนังออนไลน์

โทบีย์ แม็คไกวร์ ตัดสินใจเลิกเรียนไม่จบมัธยมด้วยซ้ำ

เขามุ่งหน้าสู่ฮอลลีวู้ด เขาออดิชั่นได้บทบาทเล็กๆในหนังและทีวีซีรี่ส์ จนกระทั่งโอกาสครั้งใหญ่มาถึง เมื่อเขาได้บทเพื่อนในแก๊งของ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ดาราเด็กชื่อดังในตอนนั้น หนังมีชื่อว่า This Boy’s Life นั่นเองทำให้ โทบีย์ แม็คไกวร์ เริ่มมีชื่อในลิสต์นักแสดงเด็กที่มีผลงานโดดเด่นแห่งยุค

จนกระทั่งเขามาเฉิดฉายสุดๆกับ The Cider House Rules ปี 1999 บทบาทจากหนังเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้ชื่อเขาไปอยู่ในบัญชีนักแสดงวัยรุ่นที่น่าจับตา จนกระทั่งเขาเกือบมีโอกาสประกบคู่ เดนเซล วอชิงตัน ใน โปรแกรมหนัง Training Day แต่ก็ต้องเสียบทนี้ไปให้ อีธาน ฮอว์ก เหมือนพระเจ้าไม่ยอมปล่อยให้เด็กหนุ่มอย่าง โทบีย์ แม็คไกวร์ เลือนหายไปจากวงการหนังง่ายๆ วันหนึ่งเขาได้รับสายจากเอเจ้นท์ว่าผู้กำกับ แซม ไรมี่ สนใจที่จะให้เขามาเล่นหนังซูเปอร์ฮีโร่ Spider-Man เขาตอบกลับไปว่าแทบไม่รู้จัก ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เลย แต่นั่นแหละสิ่งที่ แซม ไรมี่ ต้องการจากเขา การแสดงทุกๆภาคส่วนของ โทบีย์ แม็คไกวร์ ใน Spider-man คือมุมมองจากสายตาของ แซม ไรมี่ ล้วนๆ โทบีย์ แม็คไกวร์ คือร่างทรงตัวแทนของ แซม ไรมี่ 100% คนในกองถ่ายจะคุ้นเคยกันดีกับภาพที่ แซม ไรมี่

เอาหนังสือการ์ตูน Spider-Man มากางให้ โทบีย์ แม็คไกวร์ ดูกันสดๆ บรีฟบทกันสดๆในกองถ่าย และนั่นเองมันทำให้หนุ่มน้อยผู้ไม่เคยอ่าน Spider-Man เลย อย่าง โทบีย์ แม็คไกวร์ เปลี่ยนไป เขาคือ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ที่ดีที่สุดในหัวใจใครหลายๆคนจริงๆ

ฉากเล็กๆ ที่บอกนิสัยใจคอ ของตัวละคร : Low Season

Low Season สุขสันต์วันโสด ตอนฉายโรงนี่ได้กระแสปากต่อปากไปเยอะเลย

พอลงฉายทาง Netflix ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่คนจะดูซ้ำ หรือบางคนก็อาจจะเพิ่งได้ดูจาก Netflix นี่แหละ มันมีฉากหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นแค่ฉากแดกเหล้ากันธรรมดาๆ แต่หากมองถึงเจตนาของตัวละคร นับได้ว่าบทหนังฉลาดดีทีเดียวที่เลือกใช้ฉากนี้วัดระดับความพังและนิสัยใจคอของบางตัวละคร รวมไปจนถึงการที่ฉากนี้มัน บอกให้คนดูรู้ว่าใครกำลังซ่อมใจพังๆให้ใครบ้าง

พี่โอม (โจ๊ค อัครินทร์) ตัวนี้น่าจะดูเป็นพี่ที่แกร่งที่สุดในบรรดาคนใจพังๆในเรื่องแล้ว แต่เชื่อไหมว่าฉากนี้พี่โอมยังคงแสดงให้เห็นว่าแกเหงาจริง เหงาเหี้ยๆเลยแหละ เพราะฝนตกยังชวนน้องๆ แดกต่อแล้วพยายามคิดกติกาเกม เอาปากรองน้ำฝนใส่แก้วมาให้เล่น ดูหนังออนไลน์ คือถึงขนาดยอมให้คนชนะอยู่ฟรีในโฮมสเตย์ 1 เดือนนี่คือป๋าสุดๆแล้ว แต่ลึกๆพี่โอมแม่งก็พยายามซ่อมใจน้องๆนั่นแหละ ปากก็บ่น แต่ถือเป็นพี่ใหญ่ที่น่ารักมาก เจ๊นุ่น (โฟร์ ศกลรัตน์ ) คนนี้พังมาก พังพินาศและยังกลับมาไม่ได้ แม้จะเป็นรุ่นกลางที่มาอยู่ในโฮมสเตย์แห่งนี้ แต่เมาทีไรอีเจ๊นุ่นแม่งกลับไปพังทุกทีเพราะยังลืมผัวเก่าไม่ได้ และไม่รู้ชาตินี้จะลืมรึเปล่า เอาตามตรงถ้าเจ๊นุ่นมีตัวตนจริงถือเป็นผู้หญิงที่แอบน่ารำคาญและเห็นแก่ตัวใช้ได้ เพราะเธอจะมีวิธีโกงเพื่อนๆน้องๆและเวลาเมาแล้วพัง ทุกคนจะวุ่นวายเดือดร้อนไปกับเธอ เป็นมนุษย์ที่เก็บปัญหาไว้ไม่ค่อยอยู่ ต้องระบายเสมอๆ และผู้หญิงแนวๆนี่มักเผลอตัวเผลอใจให้ชายได้เรื่อยๆ เผลอๆอีเจ๊นุ่นแม่งโดนพี่โอมไปแล้วเหมือนกัน วิทยา (นิกกี้ ณฉัต) แน่นอนว่าคนที่จะมาพยายามซ่อมใจพังๆของเจ๊นุ่นคือไอ้วิทยา ตัวละครที่กลวงที่สุดในบรรดาเพื่อนๆนี่แหละ มันหลงรักเจ๊นุ่นและพร้อมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเจ๊นุ่น เหมือนมันก็พยายามซ่อมเจ๊นุ่นด้วยวิธีโง่ๆของมันนั่นแหละ อาจเพราะชอบจริงหรือแค่เงี่ยนใส่เจ๊นุ่นก็ไม่รู้ได้ แต่ฉากเอาปากรองน้ำฝนถ้าสังเกตกันให้ดี ไอ้วิทยามันไม่ได้บ้วนน้ำใส่แก้วตัวเองเลย มันไปบ้วนใส่แก้วเจ๊นุ่นเพราะต้องการให้คนที่ตนเองชอบชนะในเกมนี้ ในขณะที่เจ๊นุ่นนั่นแทบไม่ต้องการความช่วยเหลือจากได้วิทยาเลย เธอคิดว่ากูมีวิธีโกงของกู โดยที่คนอื่นจะเดือดร้อนยังไงกูไม่สนโว้ย ฉากนี้ถือเป็นฉากโชว์แมนของไอ้วิทยาเพียงแต่ใครไม่สังเกตอาจไม่เห็น และเชื่อว่าถ้ามึงได้เจ๊นุ่นมาเป็นเมียจริงๆ ในอนาคตมึงอาจตกนรกทั้งเป็นไปตลอดชีวิต แต่เอาเข้าจริงๆก็สมกันดี คนหนึ่งโง่และยอม อีกคนก็ร้าย คือเห็นมาเยอะมากในชีวิตจริง คู่รักแบบนี้

ดูหนังออนไลน์

หลิน (พลอย) กับ พุธ (มาริโอ้) ฉากนี้ คู่พระนางคู่นี้เริ่มมีซัมติงให้เห็น

แม้จะมีการช่วยเหลือกันเล็กน้อย โดยที่พุธพยายามเอามือรองน้ำฝนให้ไหลเข้าปากหลินให้มากกว่าเดิม นี่คือพุธแอบตกหลุมรักหลินไปแล้ว ก็ไม่แปลกอะไรเพราะหลินคือสาวพังๆที่น่ารักใช้ได้ ซึ่งเมื่อไอ้พุธมันกวาดสายตาดูรอบๆก็ไม่มีใครแล้วนี่ คนนี้แหละที่กูจะเอามาซ่อมใจกู หลินจึงถือเป็นอู่ซ่อมใจที่ไอ้พุธมันเลือกโดยไม่รู้ตัว

คือถ้ามองกันแบบร้ายๆเลย แม้ว่าหลินจะเป็นนางเอกของเรื่อง การจีบหลินของไอ้พุธนั้นค่อนข้างที่จะเป็นการ”ฉวยโอกาส”ไปหน่อย ใจเขาเพิ่งพังมามึงก็แอบหม้อเขาซะแล้ว มันเลยมีผลให้บทสรุปอาจจะทำให้คนดูขัดใจ นั่นคือ เว็บดูหนัง หลินกลับไปหาแฟนเก่า เหมือนไม่แคร์ไอ้พุธเลย อ้าว…ก็มึงรีบอ่ะพุธ มึงไม่ให้โอกาสเขาได้ตั้งตัวเลย คือเป็นสถานการณ์ที่คนดูขัดใจแต่มันคือเรื่องจริง จริงมากๆด้วย คนพังมามันยังไม่อยากเริ่มกับใครหรอก ต่อให้มึงจะหล่อแบบมาริโอ้ก็เหอะ(แต่ก็ไม่แน่สำหรับบางคน อย่างเจ๊นุ่นนั่นแหละ) เอาจริงๆแอบเห็นความหม่นมืดในฉากนี้อยู่เหมือนกัน นั่นคือตัวพี่โอมนี่แหละ ตัวเหี้ยเลย เพราะในความเป็นจริงพี่โอมแม่งทำธุรกิจโฮมสเตย์ การสร้างความประทับใจให้ลูกค้าแม้ว่าจะถือเป็นน้องเป็นนุ่ง พี่โอมก็มีความเป็นนักธุรกิจเคลือบแฝงอยู่ แอบจัญไรด้วย เพราะพี่โอมเล็งเห็นแล้วว่าพวกนี้น่าจับคู่กันจริงๆ ไอ้วิทยา กับ อีนุ่น / ไอ้พุธ กับ อีหลิน ขายเหล้าให้พวกมัน มอมแม่งให้เมาแล้วพวกมึงอาจจะได้กันคืนนี้ คืนต่อไป หรือคงซักคืนแหละ พอได้กันไปถึงเวลาครบรอบอะไรซักอย่างพวกมึงก็กลับมาฉลองกันที่โฮมสเตย์กูอีก แถมมีกระแสปากต่อปากกันไปว่าไปพักที่นี่แล้วได้ผัว มันก็เป็นผลดีต่อธุรกิจพี่โอม หลักๆแล้วคือพี่โอมอยากให้น้องๆได้กันนั่นแหละ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการต่อยอดธุรกิจ มองอีกมุมคือก็ได้ช่วยซ่อมใจให้พวกมึงด้วย ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วไอ้วิทยาจะโดนอีนุ่นกดขี่ข่มเหงไปตลอดชีวิตนั่นมันก็เรื่องของพวกมึง หรืออีหลินจะกลับไปหาผัวเก่า นั่นมันก็เรื่องของพวกมึง สุดท้ายพวกมึงก็จะกลับมาเช่าบ้านกูอยู่ดี มีคนจ่ายเงิน มีเพื่อนแดกเหล้าด้วย สบายเลยไอ้พี่โอม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็ถือว่าเป็นการช่วยซ่อมกันและกันอยู่ดี

ใครกลับมาได้ก็ถือว่าโชคดี แต่ใครยังพังอยู่ก็ดีต่อธุรกิจ ดังนั้น ภายใต้ฉากขำๆเฮฮาระหว่างพี่น้อง มันแอบมีหลายๆอย่างซ่อนอยู่เยอะเลย มองกันแบบโลกไม่สวย การซ่อมตัวเองบางครั้งมันก็ต้องใช้เงินด้วย นี่แหละสังคมความเป็นจริง

Turtles Can Fly ปรารถนา ไฟสงครามและความอยู่รอด

” หนังสงครามที่ดีต้องมีเนื้อหาต่อต้านสงคราม “

ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ และ Turtles Can Fly หนังจากการร่วมทุนร่วมใจสร้างของ อิรัก และ อิหร่าน เรื่องนี้คืออีกหนึ่งหนังคะแนน 10/10 สำหรับตั๋วร้อนที่อยากให้คนได้ดูตาม ในขณะที่เด็กหลายๆ คนบนโลกกำลังวิ่งเล่นไล่ เตะบอลกันสนุกสนาน เด็กในแคมป์ผู้อพยพชาวเคิร์ด

บริเวณชายแดนระหว่างตุรกีกับอิรัก กลับต้องทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว Turtles Can Fly เล่าเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ผจญภัยกับเอเลี่ยนแบบใน Super 8 ไม่ได้เจอศพนิรนามอย่างใน ดูหนังสด Stand by me หรือไม่ได้เจอะเจอกับความสยดสยองของตัวตลกแบบใน IT แต่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสงครามที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อขึ้น มันเป็นเรื่องของพวกผู้ใหญ่ล้วนๆ เด็กบางคนในแก๊งต้องสูญเสียแขนขาพิกลพิการอันเนื่องจากอะไรคนดูคงจะทราบดี อาชีพหาเลี้ยงตัวเองของพวกเขาคือความเสี่ยงแบบไม่น่าให้อภัย ผู้ใหญ่มักใจร้ายโดยไม่สนใจหัวอกของเด็กๆ ตลอดระยะเวลาที่หนังดำเนินไปนั้นแม้ว่าเด็กๆจะพยายามให้มันเป็นหนังฟีลกู้ดสักแค่ไหน แต่ภาพที่ปรากฏบนจอนั้นมันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเฉกเช่นรอยยิ้มของเด็กๆเลย มันหดหู่ ห่อเหี่ยวเมื่อรู้ว่าพวกเขาแบกตะกร้าออกไปในแต่ละวันเพื่อเก็บทุ่นระเบิดราวกับเก็บเห็ดและผลไม้ พวกเขาจะได้กลับมาในสภาพครบ 32 หรือกลับมาแบบมีลมหายใจไหม

ดูหนังสด

มันเป็นภาพตีแผ่เหตุการณ์ก่อนสงครามที่ จอร์จ ดับเบิ้ลยูบุช

สั่งการ ทว่าพวกเขา ในแคมป์อพยพไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ กลับไม่ได้ข่าวสารอะไรเลยว่าโลกภายนอกมันกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่กลุ่มเด็กเซียนเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ สามารถหาสัญญาณจานดาวเทียมรับข่าวสารจากโลกภายนอกได้ และพวกเขารู้แล้วว่า สงครามกำลังจะเกิด อเมริกาเตรียมทิ้งบอมอิรัก

เพื่อล้มล้างอำนาจ ซัดดัม ฮุซเซน โดยมีพวกชาวบ้านและเด็กๆอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามนั้น หนังเหมือนจะพยายามเอื้อมมือจากจอมาฉีกยิ้มคนดู แต่ยอมรับตามตรงมันเป็นอะไรที่ยิ้มไม่ออกเลยจริงๆ หากเด็กเปรียบเหมือนผ้าขาว ดูหนังผ่านเน็ต เด็กในหนังเรื่องนี้ล้วน เหมือนผ้าขาวสะอาดที่ห่อหุ้มมีดคมๆ เอาไว้จนมีดนั้นทิ่มแทงผ้าจนขาดรุ่งริ่ง แต่ผ้านั้นยังขาวบริสุทธิ์ ผุดผ่องอยู่เสมอๆ หากแต่ความโหดร้ายในหนังเรื่องนี้คือ เรากำลังเฝ้ามองดูมีดนั้น ทิ่มแทงฟาดฟันกันจนเลือดสาดซัดเปื้อนผ้าขาวจนไม่เหลือเค้าความสะอาดบริสุทธิ์อยู่เลย

หดหู่อย่างรุนแรง เอาแค่เห็นตัวละคร บางคนที่เป็นเด็กแขนขากุด ก็น้ำตาแทบไหลพรากๆแล้ว ไหนจะภาพเด็กน้อยกลาง วงล้อมทุ่นระเบิดนั่นอีก มันสะท้อนให้เห็นว่าเราโชคดีแค่ไหนที่ไม่ได้เกิดในพื้นที่นั้นๆ

ลาก่อน สุดยอดผู้กำกับ โจเอล ชูมัคเคอร์

แม้ว่าตั๋วร้อนจะแซวหนัง Batman ของ โจเอล ชูมัคเคอร์ บ่อยๆ

ว่าเป็นมนุษย์ค้างคาวที่ดูบ้ากาม(ทั้ง วัล คิลเมอร์ และ จอร์จ คลูนี่ย์) รวมไปจนถึงชุดค้างคาวที่ใส่หัวนมลงไปในชุด นั่นมันคือจุดด่างพล้อยของหนัง DC แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โจเอล ชูมัคเคอร์ คือเกย์ที่ทำหนังเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากBatmanได้โคตรแมน ป้าโจเอลเปิดตัวมาตลอดว่าป้าเป็นเกย์

จากการพูดติดตลกว่าป้าเคยมีเซ็กส์กับหนุ่มๆมากว่า 2 หมื่นคนทั้งชีวิต ทุกคนรู้ว่าป้าพูดเล่น แต่ท่าทางจริงจังของป้ามันเสียวๆว่าจะเป็นเรื่องจริงอยู่นะ เพราะป้าเติบโตมาจากวงการแฟชั่น พบปะหนุ่มๆนายแบบมากมาย ดูหนังฟรี จนกระทั่งป้าผันตัวเข้าวงการทำหนัง นั่นคือเรื่องส่วนตัวขำๆของแกที่เปิดเผยมาตลอด ทันได้ดู Flatliners ของ โจเอล ชูมัคเคอร์ จากม้วน VDO ยุคนั้นถือเป็นหนังเขย่าขวัญต้นแบบกันเลยทีเดียว เป็นงานเขย่าขวัญสั่นประสาทที่ดูสนุกเอาเรื่อง(ถูกรีเมคไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้) ตามด้วยหนัง ไมเคิล ดักลาส ประสาทแดกกลางเมือง Falling Down ซึ่งถือเป็นงานสุดพีคของแก ก่อนที่ป้าจะมาจับงานสืบสวนสอบสวนแนว courtroom dramas อย่าง The Client แล้วก็มาจับหนังทุนมหาศาลอย่าง Batman Forever ในที่สุด การรับงานสานต่อจาก ทิม เบอร์ตัน นั้นไม่ง่ายเลย ป้าโจเอลพยายามนำเสนอให้แตกต่างจากของทิม แต่โดนสับเละว่า Batman ของป้ามันค้างคาวลูกกวาด

ดูหนังฟรี

ป้ามาเปิดเผยทีหลังว่า Batman ของป้าแค่ทำตามใบสั่งสตูดิโอ

ที่ต้องการอยากให้หนังออกมาเป็นโทนการ์ตูนและเป็นมิตรกับเด็กๆมากที่สุด เพราะโดยส่วนตัวแล้วหากทำตามไอเดียของป้า 100% เชื่อว่ามันจะเป็น Batman ที่ไม่ออกมาผีบ้าผีบอขนาดนี้ จะอย่างไรก็ดี ด้วยความที่ยุคนั้นเราเองก็ยังเด็ก เลยถือว่า Batman ของ โจเอล ชูมัคเคอร์ ถือเป็นหนังสนุก

สำหรับเราทั้งสองภาค Batman & Robin นั้นทุกวันนี้ยังเปิดดูขำๆอยู่เลย ส่วนตัวแล้วที่ชอบเอามากๆคือหนังขึ้นโรงขึ้นศาล A Time to Kill และหนังสถานการณ์บีบคั้นอย่าง Phone Booth โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้นหนังมาพร้อมกับ หนังออนไลน์ คอนเซ็ปต์เท่ๆ อย่างการที่ชายคนหนึ่งถูกปืนเล็งจากที่ไหนสักแห่ง โดยที่เขาติดอยู่ในตู้โทรศัพท์ หนังทุนสร้างต่ำเตี้ยแค่ 13 ล้านเรื่องนี้ทำเงินไปเกือบๆ 100 ล้าน ปี 2004 หนังอย่าง The Phantom of the Opera น่าจะเป็นงานไว้ลายของป้าในฐานะผู้กำกับหนังใหญ่ที่ทำหนังได้สนุก(แต่นักวิจารณ์ยังตามจองล้างจองผลาญ) หนังใหญ่เรื่องสุดท้ายของป้า Trespass ปี 2011 เป็นช่วงที่ นิโคลัส เคจ เองก็เริ่มร่อแร่ และ นิโคล คิดแมน เองก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังได้มากนัก แล้วป้าโจเอลก็วางมือ

จากวงการไป ในที่สุดด้วยวัยที่ชราเต็มที โจเอล ชูมัคเคอร์ พบว่าตนเองเป็นมะเร็งและต่อสู้เรื่อยมาอย่างยากลำบาก ก่อนที่จะจากไปในวัย 80 ปี วันที่ 22 มิถุนายน หรือเมื่อวานนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งของวงการภาพยนตร์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น