พี่มากพระโขนง

คุณยังจำเสียงหัวเราะในวันนั้น ได้กันได้ไหม

เควนติน ทาแรนติโน่ เรื่องนี้พักด่าคนดำแล้วหันมาเหยียดพวกฮิปปี้แทน หนังให้ ริค ดาลตัน (ลีโอ)เป็นตัวแทนคนเบื้องหน้า และ คลิฟฟ์ บูธ (แบรด) เป็นตัวแทนคนเบื้องหลังที่เควนตินส่งไปจูงมือคนดูเพื่อบอกเล่าช่วงเวลางดงามของฮอลลีวู้ดในปลายยุค 60 ยุคที่ยังมี ชารอน เท็ต

เป็นดั่งดอกไม้ที่เริ่มผลิบานในวงการ และในขณะเดียวกันริคกับบูธก็ถูก ส่งลงจอไปถ่มถุยและเอาคืนพวกฮิปปี้กับลัทธิโฉดแมนสัน หนังค่อนข้างไกลตัวเลยแหละ หลายคนกล่าวว่านี่เป็นจดหมายเหตุฮอลลีวู้ด แต่สำหรับตั๋วร้อนแล้ว นี่มันคือจดหมายรักกับนิทานปลอบประโลม ที่เควนตินเขียนถึงสิ่งที่เขาเคารพบูชา

และตกหลุมรัก ทั้งหนัง เพลง ตัวบุคคล สถานที่ที่เรียกว่า ดูหนังฟรี “ฮอลลีวู้ด” มันให้ความรู้สึกราวกับเควนตินกำลังทำหนังดีสนี่ย์โลกสวยในแบบของเขา ทั้งที่บทประพันธ์ดั้งเดิมของนิทานเหล่านั้นมันมีแต่อะไรที่เจ็บปวดแสนสาหัส ตัวละคร ริค ดาลตัน คือคนที่ยังไม่หมดไฟกับวงการภาพยนต์ แต่ทว่าวงการต่างหาก

ที่เริ่มหมดไฟกับเขาแล้ว มีซีนหนึ่งที่เป็นซีนตัวละคร ริค ดาลตัน นั่งคุยระหว่างพักกองกับเด็กสาวนามว่า ทรูดี้ เชื่อว่าเด็กทรูดี้นี่แหละ คือตัวละครที่เควนตินใช้แทนตัวเขาเอง เพื่อบอกกล่าวถึงฮอลลีวู้ดยุคเก่าแก่ ซึ่งคนยุคนี้มักละเลย มองข้าม และหยามเหยียดว่าเชยแหลก ในครั้งแรกที่พบเจอกันของ ทรูดี้ และ ริค

เริ่มจากความกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ด้วยพฤติกรรมแหยงๆของริค มันหมายถึงคนรุ่นใหม่ที่มองไปยังสิ่งเก่าๆแล้วเบือนหน้าหนี แต่หลังจากนั้นก็เกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจ พร้อมกับสนุกสนานไปกับอะไรเก่าๆ จนลงเอยด้วยการปลอบประโลมและชื่นชม นี่คือสุดยอดความคมคาย ที่ถูกเล่าผ่านการนั่งพักกองของสองตัวละคร

ที่หากเป็นผู้กำกับบางคนอาจใช้เวลาสรุปอะไรเหล่านี้กว่าครึ่งค่อนเรื่อง แต่เควนตินใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถเอา ไม้เอก ออกจากคำว่า”เก่า” แล้วเติม ไม้จัตวา ยัดเข้าไปแทนที่ไม้เอกได้ ถึงกระนั้นเสีย หากจะมานั่งโกหกว่าตัวเองอินกับหนังเรื่องนี้เอามากๆ ทุกอย่างเพอร์เฟ็คไร้ที่ติไปหมด ก็คงจะเกินเลยไปเสียหน่อย

เพราะถือว่าเรื่องนี้มันไกลตัวเอามากๆ มันคือจดหมายรักที่เควนตินเขียนถึงฮอลลีวูดยุค 60 ไปโน้นเลย ซึ่งบอกตามตรงแบบไม่เก๋าเท่าไหร่ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ กูก็ทันแค่ฮอลลีวู้ดยุค 90 อาจมี 80 อยู่บ้าง แต่ถ้าให้มานั่งอินราวกับตนเองรู้จักหนัง เพลง และดาราต่างๆที่หนังเรื่องนี้อ้างอิงเอามาใส่ในเนื้อเรื่อง

บอกเลยว่าเอ๋อรับประทาน พาลให้ออกอาการเบื่อได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่บอก เรื่องนี้คือหนังรัก คือนิทานที่เควนตินไม่ได้เล่าอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนงานที่ผ่านๆมา แต่ถึงกระนั้นในส่วนของการแสดง ทั้งลีโอและแบรด ก็ยังถือว่ามีอะไรให้ตรึงตาตรึงใจ การยักย้ายถ่ายเทของ แบรด พิตต์ ทำให้ผู้ชายอกสามศอกด้วยกัน

หวั่นไหวจนแอบถามตัวเองว่า เอ๊ะ!?นี่กูไม่ใช่ใช่มั้ย? ส่วน ลีโอนาโด้ ดิคราปริโอ ถูกเควนตินดึงเอาสเน่ห์ในวัยละอ่อนมาใช้ในตอนที่เขาอายุเยอะแล้วอย่างได้ผล เป็นตัวละครน่าเอ็นดูที่ไม่ได้เห็นเขาในบทแบบนี้มานานแล้ว ในทางโปรดักชั่นงานสร้างต่างๆ นี่คืองานบูชาครูสุดฝีมือของเควนตินแท้ๆเลย

ดูหนังฟรี

เขาเนรมิตรยุค 90 เพื่อให้คนในวงการยุคนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ เห็นกันและจงน้ำตาไหลไปกับมัน แต่แม้จะไม่ได้เกรี้ยวกราด อารมณ์กวนตีนของเควนตินยังคงเต็มเปี่ยม บทสนทนาแสบๆคันๆยังมีให้เห็นมากมาย ถึงกระนั้นสำหรับตั๋วร้อนแล้ว ก็ยังถือว่านี่คือหนังรักของเควนตินที่อาจยังไกลตัวมาก เพียงแต่ความรักในที่นี้

มันเป็นความรักที่เขามีต่อวงการหนัง และ ชารอน เท็ต เราคนดูรุ่นใหม่มีสิทธิ์แค่นั่งฟังนั่งดูสิ่งที่เควนตินจะเล่าราวกับการนั่งฟังนิทาน ซึ่งชื่อหนังนั้นก็คือเจตนาของเควนตินที่ใช้คำนำหน้านิทานมาเป็นชื่อหนัง Once Upon a Time แปลว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…… เราไม่จำเป็นต้องเกิดทันเหตุการณ์ในนิทาน

แต่ก็ต้องนั่งฟังไม่ว่าเหตุการณ์ในนิทานมันจะมีความจริงเท็จแค่ไหน เพราะมันคือ หนังออนไลน์ Once Upon a Time…. ของเควนติน มันคืองานดีสนี่ย์ฉบับเควนติน เห็นได้จากการที่เขาอ้างเอ่ยถึง วอลท์ ดีสนี่ย์ ในหนังเรื่องนี้ด้วย ในรายของ ชารอน เท็ต ผู้อาภัพที่รับบทโดย มาก็อต ร็อบบี้ นั้นเควนตินให้ตัวละครของเธอดูห่างไกลคนดูให้มากที่สุด

เธอเหมือนเป็นดอกไม้งดงามในตู้กระจกที่เราก็ไม่รู้ว่าเธอคือดอกอะไร แต่มันดูงดงามจับต้องไม่ได้เสียเหลือเกิน และถ้าจะมีใครมาเด็ด มาย่ำ มาทำลายมัน มึงต้องเจอกูหน่อย เควนตินเป็นคนบ้าที่ใช้ความรุนแรงสื่อออกมาได้หวานซึ้งจับใจ บิลล์ ใน Kill bill เคยบอกรักเมียด้วยความตายมาแล้ว และเขาระเบิดฮิตเลอร์

เพื่อปลอบใจคนยิวมาแล้วเช่นกัน นี่ไม่รวมกับที่เขาพยายามบอกว่า ควยคนดำใหญ่และน่าอิจฉามากใน Django Unchained อีกนะ นั่นคือวิธีบอกรักในแบบเควนตินๆ อยากจะบอกว่าตอนจบเรื่องนี้สำหรับตั๋วร้อน เป็นอะไรที่น่าเศร้ากว่าในข่าวจริงๆเสียอีก มึงทำได้ไงวะเขียนให้จบแบบนี้แต่เศร้ากว่าเหตุการณ์จริง

นี่ยังคิดเล่นๆว่านี่ถ้ากูเกิดทันยุคนั้นมันจะน้ำตาไหลพรากขนาดไหนที่ได้เห็นรถรา ผู้คน เพลง หนัง ดารา ฯลฯ ในยุค 60 กลับมาโลดแล่นบนจออย่างมีชีวิตชีวา และในตอนที่ หนูน้อยทรูดี้ กระซิบบอก ริค หลังจากแสดงด้วยกับจบซีนนั้นแหละ คือสิ่งที่เควนตินพยายามจะบอกกับวงการหนัง

และคนดูที่เขารัก แต่ก็มิวายให้ตัวละครริคของลีโอนาโด้ พูดกับหนูน้อยทรูดี้คืนไปเหมือนกันอย่างเจ็บๆคันๆว่า…

Once Upon a Time in Hollywood 2019

จดหมายรักฉบับเควนติน

เควนติน ทาแรนติโน่ เรื่องนี้พักด่าคนดำแล้วหันมาเหยียดพวกฮิปปี้แทน หนังให้ ริค ดาลตัน (ลีโอ)เป็นตัวแทนคนเบื้องหน้า และ คลิฟฟ์ บูธ (แบรด) เป็นตัวแทนคนเบื้องหลังที่เควนตินส่งไปจูงมือคนดูเพื่อบอกเล่าช่วงเวลางดงามของฮอลลีวู้ดในปลายยุค 60 ยุคที่ยังมี ชารอน เท็ต เป็นดั่งดอกไม้ที่เริ่มผลิบานในวงการ

และในขณะเดียวกันริคกับบูธก็ถูกส่งลงจอไปถ่มถุยและเอาคืนพวกฮิปปี้กับลัทธิโฉดแมนสัน หนังค่อนข้างไกลตัวเลยแหละ หลายคนกล่าวว่านี่เป็นจดหมายเหตุฮอลลีวู้ด แต่สำหรับตั๋วร้อนแล้ว นี่มันคือจดหมายรัก กับนิทานปลอบประโลมที่เควนติน เขียนถึงสิ่งที่เขาเคารพบูชาและตกหลุมรัก

ทั้งหนัง เพลง ตัวบุคคล สถานที่ที่เรียกว่า ดูหนังฟรี “ฮอลลีวู้ด” มันให้ความรู้สึกราวกับเควนตินกำลังทำหนังดีสนี่ย์โลกสวยในแบบของเขา ทั้งที่บทประพันธ์ดั้งเดิมของนิทานเหล่านั้นมันมีแต่อะไรที่เจ็บปวดแสนสาหัส ตัวละคร ริค ดาลตัน คือคนที่ยังไม่หมดไฟกับวงการภาพยนต์ แต่ทว่าวงการต่างหากที่เริ่มหมดไฟกับเขาแล้ว

มีซีนหนึ่งที่เป็นซีนตัวละคร ริค ดาลตัน นั่งคุยระหว่างพักกองกับเด็กสาวนามว่า ทรูดี้ เชื่อว่าเด็กทรูดี้นี่แหละคือตัวละครที่เควนตินใช้แทนตัวเขาเอง เพื่อบอกกล่าวถึงฮอลลีวู้ดยุคเก่าแก่ ซึ่งคนยุคนี้มักละเลย มองข้าม และหยามเหยียดว่าเชยแหลก ในครั้งแรกที่พบเจอกันของ ทรูดี้ และ ริค เริ่มจากความกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก

ด้วยพฤติกรรมแหยงๆของริค มันหมายถึงคนรุ่นใหม่ที่มองไปยังสิ่งเก่าๆแล้วเบือนหน้าหนี แต่หลังจากนั้นก็เกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจ พร้อมกับสนุกสนานไปกับอะไรเก่าๆ จนลงเอยด้วยการปลอบประโลมและชื่นชม นี่คือสุดยอดความคมคาย ที่ถูกเล่าผ่านการนั่งพักกองของสองตัวละคร ที่หากเป็นผู้กำกับบางคน

อาจใช้เวลาสรุปอะไรเหล่านี้กว่าครึ่งค่อนเรื่อง แต่เควนตินใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถเอา ไม้เอก ออกจากคำว่า”เก่า” แล้วเติม ไม้จัตวา ยัดเข้าไปแทนที่ไม้เอกได้ ถึงกระนั้นเสีย หากจะมานั่งโกหกว่าตัวเองอินกับหนังเรื่องนี้เอามากๆ ทุกอย่างเพอร์เฟ็คไร้ที่ติไปหมด ก็คงจะเกินเลยไปเสียหน่อย เพราะถือว่าเรื่องนี้

มันไกลตัวเอามากๆ มันคือจดหมายรักที่เควนตินเขียนถึงฮอลลีวูดยุค 60 ไปโน้นเลย ซึ่งบอกตามตรงแบบไม่เก๋าเท่าไหร่ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่กูก็ทันแค่ฮอลลีวู้ดยุค 90 อาจมี 80 อยู่บ้าง แต่ถ้าให้มานั่งอินราวกับตนเองรู้จักหนัง เพลง และดาราต่างๆ ที่หนังเรื่องนี้อ้างอิงเอามาใส่ในเนื้อเรื่อง

บอกเลยว่าเอ๋อรับประทาน พาลให้ออกอาการเบื่อได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่บอก เรื่องนี้คือหนังรัก คือนิทานที่เควนตินไม่ได้เล่า อย่างเกรี้ยวกราดเหมือนงานที่ผ่านๆมา แต่ถึงกระนั้นในส่วนของการแสดง ทั้งลีโอและแบรด ก็ยังถือว่ามีอะไรให้ตรึงตาตรึงใจ การยักย้ายถ่ายเทของ แบรด พิตต์ ทำให้ผู้ชายอกสามศอกด้วยกัน

หวั่นไหวจนแอบถามตัวเองว่า เอ๊ะ!?นี่กูไม่ใช่ใช่มั้ย? ส่วน ลีโอนาโด้ ดิคราปริโอ ถูกเควนตินดึงเอาสเน่ห์ในวัยละอ่อนมาใช้ในตอนที่เขาอายุเยอะแล้วอย่างได้ผล เป็นตัวละครน่าเอ็นดูที่ไม่ได้เห็นเขาในบทแบบนี้มานานแล้ว ในทางโปรดักชั่นงานสร้างต่างๆ นี่คืองานบูชาครูสุดฝีมือของเควนตินแท้ๆเลย

เขาเนรมิตรยุค 90 เพื่อให้คนในวงการยุคนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นกันและจงน้ำตาไหลไปกับมัน แต่แม้จะไม่ได้เกรี้ยวกราด อารมณ์กวนตีนของเควนตินยังคงเต็มเปี่ยม บทสนทนาแสบๆ คันๆ ยังมีให้เห็นมากมาย ถึงกระนั้นสำหรับตั๋วร้อนแล้ว ก็ยังถือว่านี่คือหนังรัก ของเควนตินที่อาจยังไกลตัวมาก

ดูหนังฟรี

เพียงแต่ความรักในที่นี้ มันเป็นความรักที่เขามีต่อวงการหนัง และ ชารอน เท็ต เราคนดูรุ่นใหม่มีสิทธิ์แค่นั่งฟังนั่งดูสิ่งที่เควนติน จะเล่าราวกับการนั่งฟังนิทาน ซึ่งชื่อหนังนั้นก็คือเจตนา ของเควนตินที่ใช้คำนำหน้านิทานมาเป็นชื่อหนัง Once Upon a Time แปลว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…… เราไม่จำเป็นต้องเกิดทันเหตุการณ์ในนิทาน

แต่ก็ต้องนั่งฟังไม่ว่าเหตุการณ์ หนังถ่ายทอดสด ในนิทานมันจะมีความจริงเท็จแค่ไหน เพราะมันคือ Once Upon a Time…. ของเควนติน มันคืองานดีสนี่ย์ฉบับเควนติน เห็นได้จากการที่เขาอ้างเอ่ยถึง วอลท์ ดีสนี่ย์ ในหนังเรื่องนี้ด้วย ในรายของ ชารอน เท็ต ผู้อาภัพที่รับบทโดย มาก็อต ร็อบบี้ นั้นเควนตินให้ตัวละคร

ของเธอดูห่างไกล คนดูให้มากที่สุด เธอเหมือนเป็นดอกไม้งดงามในตู้กระจกที่เราก็ไม่รู้ว่าเธอคือดอกอะไร แต่มันดูงดงามจับต้องไม่ได้เสียเหลือเกิน และถ้าจะมีใครมาเด็ด มาย่ำ มาทำลายมัน มึงต้องเจอกูหน่อย เควนตินเป็นคนบ้าที่ใช้ความรุนแรง สื่อออกมาได้หวานซึ้งจับใจ บิลล์ ใน Kill bill

เคยบอกรักเมียด้วยความตายมาแล้ว และเขาระเบิดฮิตเลอร์เพื่อปลอบใจคนยิวมาแล้วเช่นกัน นี่ไม่รวมกับที่เขาพยายามบอกว่า ควยคนดำใหญ่และน่าอิจฉามากใน Django Unchained อีกนะ นั่นคือวิธีบอกรักในแบบเควนตินๆ อยากจะบอกว่าตอนจบเรื่องนี้สำหรับตั๋วร้อน เป็นอะไรที่น่าเศร้ากว่าในข่าวจริงๆ เสียอีก

มึงทำได้ไงวะเขียนให้จบแบบนี้ แต่เศร้ากว่าเหตุการณ์จริง นี่ยังคิดเล่นๆว่านี่ถ้ากูเกิดทันยุคนั้นมันจะน้ำตาไหลพรากขนาดไหนที่ได้เห็นรถรา ผู้คน เพลง หนัง ดารา ฯลฯ ในยุค 60 กลับมาโลดแล่นบนจออย่างมีชีวิตชีวา และในตอนที่

หนูน้อยทรูดี้ กระซิบบอก ริค หลังจากแสดงด้วยกับจบซีนนั้นแหละ คือสิ่งที่เควนตินพยายามจะบอกกับวงการหนังและคนดูที่เขารัก แต่ก็มิวายให้ตัวละครริคของลีโอนาโด้ พูดกับหนูน้อยทรูดี้คืนไปเหมือนกันอย่างเจ็บๆคันๆว่า…

ย้อนอดีตกับพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

เกิดทันได้ดูหนัง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ในรายการหนังดังวันเสาร์นี่คือพวกมึงอายุไม่ใช่น้อยๆกันแล้วนะ จำได้ว่ากูทันได้ดูหนังกลางแปลง ไอ้ด่างเกยชัย , ผีสองนาง , ปลุกมันขึ้นมาฆ่า ฯลฯ อะไรพวกนี้ แล้วก็ซ้ำอีกหลายๆรอบในหนังดังวันเสาร์ กับ หนังดังเช้าๆวันธรรมดา คือถึงขนาดสำออยป่วยหยุดโรงเรียนเพื่อดูก็มี ผีสองนาง กับ ไอ้ด่างเกยชัย

นี่ช่อง 7 เอามาฉายโคตรบ่อย โดยเฉพาะ ดูหนังออนไลน์ ผีสองนาง จำได้ว่าในโปสเตอร์หน้าโรง งูแม่งน่ากลัวสัสๆ มันพูดถึงความรักระหว่างคนกับสองพี่น้องงูนางพญา แต่ในหนังจริงๆงูแม่งเป็นงูง่อยๆ 555555 แต่ถือเป็นหนังที่สนุกมากในยุคนั้น ส่วนไอ้ด่างเกยชัยนี่เป็นหนังจระเข้เรื่องแรกๆที่คนไทยทำเลย

เด็กยุคมิลเลนเนี่ยม น่าจะทันดูพี่บิณฑ์แกเป็นนายทองเหม็นใน บางระจัน แล้วหลังจากนั้นมาแกก็มาเอาดีทางกำกับหนังอย่างที่เห็น แล้วก็ทำงานช่วยสังคมไปเรื่อย โดยส่วนตัวตอนแรกๆกูก็กดติดตามเพจแกอยู่นะ แต่มึงคิดดูว่าภาพอนาถตาเวลาแกไปเยี่ยมคนป่วยนั่นนี่เด้งมาหน้าเฟซ แรกๆกูก็ทำใจได้แหละ

แต่เยอะเข้าก็ไม่ไหว กูเลยเลิกตาม แล้วอัพเดตข่าวสารทางด้านอื่นแทน หนังแกกูก็ไปดูมันทุกเรื่อง ในฐานะที่เป็นยอดนักบู๊ของบ้านเรายุคก่อนๆ คือแกเป็นดารากึ่งหนังสายแถวบ้านนอก แล้วก็เป็นดาราที่คนเมืองยังพอติดตามได้ เป็นคนละสายกับพวก พันนา ฤทธิไกร อะไรพวกนี้

เพราะพี่บิณฑ์แกเป็นพระเอกละครทีวีด้วย สมัยรุ่งๆ นี่ แกคืออีกเจนเนอร์เรชั่นของพระเอกรุ่นพี่อย่าง สรพงษ์ ชาตรี เพราะเคยเล่นเป็นไอ้ลือใน รอยไถ เหมือนๆกัน(พี่ไทด์ เอกพัน ฝาแฝดแกก็เคยเล่นฉบับละคร) จนทุกวันนี้พี่บิณฑ์แกแก่ลงแต่ยังถือว่ามีเค้าเดิมอยู่ กล้ามยังบึ๊กเหมือนเดิม

ถ้าเกิดในเมืองนอกแกน่า จะยังเป็นนักบู๊แถวหน้าอยู่เหมือนๆกับ เฉินหลง หรือ อาร์โนลด์ อะไรพวกนี้แหละ จำได้เมื่อก่อนตามประสาเด็กๆ ยังแยกแยะไม่ออกว่าคนไหนท็อป คนไหน ไทด์ น้องชายฝาแฝดแก เพราะสองคนนี้เหมือนกันมาก แต่ทางฝั่งพี่เอกพันนั้นแกจะเป็นสายพระเอกหนังปอบ

ดูหนังออนไลน์

พวกบ้านผีปอบ พันธุ์ผีปอบ ผีแม่หม้าย อะไรพวกนี้ แล้วก็ตามประสาเด็กบ้านนอก ก็จะมาตั้งเป็นแฟนคลับ ว่าพี่น้องคู่นี้ใครดีกว่าใคร กลุ่มหนึ่งก็บอกพี่ท็อปเท่กว่า เล่นดีกว่า ส่วนอีกกลุ่มเล็กๆก็จะชอบพี่ไทด์ เพราะเล่นหนังผีปอบ คนบ้านนอกชอบหนังผีปอบ แต่ถ้าวัดปริมาณผลงานและความดังจริงๆ

พี่บิณฑ์แกจะมีงานเยอะและดังกว่า ส่วนหนึ่งคือยุคหลังๆพี่เอกพันแกจะหัวเริ่มไปละ ในขณะที่พี่บิณฑ์ยังผมดกดำอยู่ ทั้งคู่ทำงานรับใช้สังคมมายาวนานในมูลนิธิเก็บศพ ควบคู่กันไปกับงานในวงการ แล้วก็ถือเป็นไอดอลที่ทำให้ดารารุ่นน้องหลายๆคนยึดแบบตาม อย่างเช่น ต่าย สายธาร หรือ อภิชาติ พัวพิมล ฝันดี-ฝันเด่น ก็ใช่

การออกมาสนับสนุน โปรแกรมหนัง รัฐบาลตุ๊ดตู่นี่ ก็ทำให้แกเสียคะแนนนิยมไปเยอะเหมือนกัน แต่พอแกออกมาตัดพ้อช่วงน้ำท่วม จ.อุบล คนก็แห่บริจาคให้แกเอาไปแจกจ่ายชาวบ้าน ถือเป็นเจตนาที่ดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ ใครใคร่โอนไปช่วยช่องทางพี่บิณฑ์ก็โอนไป แต่อย่าลืมว่ายังมีอีกหลายต่อหลายช่องทาง

ที่สามารถช่วยได้ แต่ก็นั่นแหละ ทำแบบนี้มีทั้งผลดีผลเสีย ที่เสียหนักๆเลยคือ มันทำให้คนที่สมควรต้องรับผิดชอบตรงจุดนี้เคยตัว และเพิกเฉยต่อปัญหา เวลามีเรื่องอะไรมาประชาชนแม่งก็พากันช่วยตัวเอง(ไม่ได้หมายถึงการชักว่าวแต่อย่างใด) พากันบริจาคกันเอง

โดยส่วนตัวมองเจตนาพี่บิณฑ์นั้นดีมากๆ คือมันรองบรัฐบาลไม่ได้ ชาวบ้านต้องการขวัญและกำลังใจ แต่ถามนิดนึงว่าผู้เกี่ยวข้องทำไมถึงให้รอกันวะ อันนี้กูโคตรไม่เข้าใจ

Rambo : Last blood 2019

เหมือน Taken เขย่ารวมกับ Home alone

มันคือ Taken ผสมพันธุ์กับ Home alone (เวอร์ชั่นไส้กระจุย)หนังควรตั้งชื่อไทยว่า โหดเหี่ยวผู้น่ารัก อนาถใจที่ซีนดราม่า ลุงสไลแสดงสีหน้าให้เราสะเทือนใจไม่ได้อีกแล้ว การศัลยกรรมหนักๆทำให้ลุงแสดงซีนดราม่าแล้วหน้าลุงดูเหมือนคนตกใจตลอดเวลา พอเปลี่ยนมาทำหน้าปรกติ

ก็เหมือนคนแก่กำลังง่วงนอน ไม่งั้นกูคงร้องไห้ ดูหนังออนไลน์ ใส่ซีนดราม่าไปแล้ว คือแสดงสีหน้าไม่ได้พอๆกับการถอดเสื้อโชว์ก็ไม่ได้เช่นกัน หนังมาตามสูตรเน้นๆ แต่จะแคร์ทำไม ไปนั่งดูลุงแทงคอคนเล่นแค่นี้ก็หายคิดถึงสำหรับแฟนๆ แม้ว่าลุงจะดูไม่ใช่จอห์น แรมโบ้ คนเดิมก็ตาม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่ได้ถอดเสื้อโชว์กล้าม

แต่จะโพกหัวด้วยผ้าแดงให้รำลึกภาคเก่าหน่อยก็ไม่ได้นะลุงนะ ก็เข้าใจว่าการหนีออกจากตัวตนเดิมที่เป็นมันยาก ลุงเลยตัดสินใจทำผมทรงสั้น และไม่มีผ้าแดงโพกหัวอีกแล้ว แถมกลายสภาพเป็นตาแก่กร้านโลกที่พูดมากขึ้นกว่าปรกติ เพราะเขาค้นพบสิ่งล้ำค่าในชีวิตนั่นคือหลานสาววัยกำลังโต

การถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆให้หลานสาวได้เรียนรู้นั่นคือการบำบัดอาการเสพติดสงครามของตนเอง นี่ถ้าไม่คิดมากมันก็เป็นหนังบู๊ลุงสไลเรื่องหนึ่ง แต่หากเพ่งมองดูดีๆงานนี้เม็กซิโกโดนเต็มๆแบบทุกๆครั้งที่เป็นมา อเมริกันคือสายตาของแรมโบ้ ที่จ้องมองไปยังประเทศต่างๆ ที่มีทีท่าว่าเป็นอริกับอเมริกัน

ดูหนังออนไลน์

แล้วก็เสียบคอหอยมันซะ ราวกับ เว็บดูหนัง โดนัลด์ ทรัมป์ แอบมาออกทุนสร้างให้ แล้วทำหนังชี้หน้าด่าสังคมเม็กซิโกแม่งซะเลย บางทีการได้เห็นไอ้เม็กซิโกโดนวีรบุรุษสงครามอย่างแรมโบ้ใช้แท่งเหล็กเสียบกลางหัวเน้นๆ อาจทำให้ไอ้กันบางคนรู้สึกดีมีความใคร่ เอาเป็นว่าคิดมากไปก็ไม่เป็นผลดี ในเมื่อนี่คือหนังแรมโบ้

มีระดับความเอ็นจอยอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการสร้างความโกรธแค้นที่รอวันเอาคืนในหนัง แม่งระยำตำบอนจนคนมีลูกมีเต้าเป็นสาวเป็นนางต้องเบือนหน้าหนี หนังแก้แค้นแม่งจะทำงานกับคนดูได้ดีก็ต้องสร้างความโกรธแค้นให้คนดูให้ได้มากที่สุดนี่แหละ แล้วไปเช็คบิลกันทีหลัง

แต่….ปรากฏว่าเรากลับรับรู้ได้แค่ความโหดเหี้ยมเท่านั้น แต่เดาทางออกจนหมดเปลือก แทบไม่มีลุ้นอะไร แถมยังมีอะไรต่อมิอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างการพาร่างเหี่ยวๆบุกเดี่ยวไปหาแก๊งเม็กซิกัน คือมึงเป็น จอห์น แรมโบ้ นะเว้ย ช่วยรอบคอบกว่านี้นิดนึง ไม่ใช่แค่แรมโบ้ที่ไม่รอบครอบ

พวกโจรนี่แม่งก็มีสภาพไม่ต่างจากหนูที่วิ่งไปติดกับดัก แต่ต่างกันตรงที่หนูมันยังไม่รู้อะไร แต่พวกโจรในหนังมันรู้ทั้งรู้มึงยังจะเดินดุ่มๆ กันเข้าไปไอ้สัส อารมณ์เหมือนหยอดตู้คีบตุ๊กตาที่ห้างเดอะ มอลล์ บางกะปิ ยังไงยังงั้น อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แค่ไปดูลุงแทงคอคนเล่นก็คุ้มแล้ว หลายๆ

ฉากนี่แม่งเถื่อนโหดได้ใจ แต่เตือนไว้เลยว่าไม่ใช่ล่อกันทั้งเรื่องเหมือนภาค 2 ,3, 4 เพราะเหมือนหนังจะรู้ตัวดีว่าลุงแก่แล้ว เลยยัดเอาดราม่ามาเยอะๆแล้วมาตีบวกเน้นๆเซอร์วิสแฟนหนังบู๊ในช่วงสุดท้ายของหนัง ก็ถ้าคิดมากตามประสาคนคิดเยอะและปากเหี้ย แก่นของหนังเหมือนจะบอกว่า

เถื่อนก็เถื่อนในบ้านมึงนะ ข้ามมาบ้านกูพวกมึงโดนลุงโบ้แทงคอแน่ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้กล่าว

Tekken: Kazuya’s Revenge

เจ็บซ้ำๆ กับคนเดิมๆ เหมือนกูเป็นโรคจิต

เนื่องในโอกาสที่วันนี้ครบรอบ 17 ปี กับหนังในตำนานอย่าง Ballistic: Ecks vs. Sever ฟ้ามหาประลัย ของผู้กำกับไทยในตำนานที่ไปสร้างชื่อกระหึ่มในฮอลลีวู้ด จึงขอยกเอารีวิวเก่าหนังของแกอีกเรื่องที่เขียนไว้นานแล้วมาให้อ่านกัน ยังติดตามผลงานกันอย่างต่อเนื่องนะผู้กำกับวิชช์เนี่ย

ถึงแม้ว่าวีรกรรมที่เคยไปทำให้ ดูหนังสด อันโตนิโอ แบนเดอรัส กับ ลูซี่ ลิว ถึงขั้นหัวเสียความดันขึ้นหากมีใครเอ่ยถึงหนัง Ballistic: Ecks vs. Sever ให้ได้ยิน นั่นแหละผู้กำกับไทยในตำนานคนนั้นแหละ ที่ตามดูงานแกส่วนหนึ่งเพราะพยายามให้โอกาส และหวังว่าฝีมือแกจะดีขึ้นกว่าเดิม เพราะตอนทำฟ้ามหาประลัยนั้น

อายุแกเพิ่ง 24 มุมมองต่างๆอาจยังไม่เฉียบ เลยคิดว่าพอโตขึ้นแกคงทำหนังดีขึ้นแหละ แต่ไม่เลยเจ้าค่ะ ไม่มีเลยเจ้าค่ะ โปรเจ็คนี้สร้างจากเกมต่อสู้ชื่อดังและเป็นภาคต่อ ด้วยทุนสร้างต่ำเตี้ย แต่ก็พอที่จะสร้างหนังบู๊ดีๆได้หนึ่งเรื่องนั่นแหละเพราะถ่ายในไทย เดิมทีต้องเป็นปรัชญา ปิ่นแก้ว กำกับฯ

ซึ่งก็น่าจะออกมาพอๆกันแหละ เห็นได้จากงานอินเตอร์ของแกอย่าง Elephant White แต่เครดิตเก่าอย่าง องค์บาก นี่ก็น่าจะทำให้พี่ปรัชทำได้ดีแน่ๆในทางตีต่อยแบบนี้ แต่ไปๆมาๆหนังมาตกอยู่ในมือผู้กำกับฯในตำนานคนนี้ได้ไงไม่รู้ กูยอมใจคนให้ทุนสร้าง ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ว่าหนังมันเกรดบีเกรดซีเลยนะ

ถ่ายทำส่วนใหญ่ในไทย มันพูดถึงเมือง Tekken city ที่มีผู้นำลัทธิเอาคนมาอยู่รวมกันแล้วสร้างนักสู้ขึ้นมา ฟังดูยิ่งใหญ่มากในความรู้สึก ภาพตัดไปในเมืองที่ว่า กูแทบอยากเอาหัวโขกทีวีไปซักแปดสิบสามครั้ง เมือง Tekken ที่มึงบรรยายว้อยซ์ โอเวอร์ ไว้อย่างเท่อย่างน่าสะพรึงกลัวนั่นมันอยู่ไหน กูเห็นแต่แคมป์คนงานเขมร

ไซด์ก่อสร้างพม่า เดี๋ยวๆๆ นี่มึงไม่มีปัญญาหาดาราสมทบหรือโลเกชั่นขนาดต้องไปแอบถ่ายแคมป์คนงานก่อสร้างจริงๆเหรอวะ ไม่ได้พูดเกินจริงนะมึง คือไอ้ที่มึงบรรยายไว้ประกอบกับซาวด์ดนตรีที่เว่อร์วังของมึงนี่ไม่ได้เข้ากับภาพที่กูกำลังเห็นนี่เลย พฤติกรรมไร้เหตุผลต่างๆ ของตัวละครถูกใส่เข้ามาอย่างน่าตลก

ดูหนังสด

ทุกอย่างดูขัดตาไปหมด เออ…กูรู้ว่ากูไม่ควรไปคาดหวังห่าเหวอะไรกับหนังอย่างนี้ตั้งแต่แรกที่คิดดูแล้วล่ะ แต่เฮ้ย..มึงช่วยใส่ใจนิดนึงไหนๆก็มีโอกาสได้ทำหนังขนาดนี้แล้ว คนตาดำๆที่เขาไร้โอกาสอย่างมึงมีอีกเป็นล้านที่เขาอยากทำ ไม่รู้มึงไปชวนนายทุนดมกาว หรือพาไปตีกะหรี่มา เขาถึงยอมให้มึงทำหนัง พอๆๆๆ

นี่ขนาดจะดูเอาขำเอาฮาเหมือนๆตอน ดูหนังผ่านเน็ต ต้มยำกุ้ง2 ยังช่วยอะไรไม่ได้เลย สารภาพผิดตามประสาคนเหี้ยเลยว่ากูเจ็บใจจนแทบจะไม่ให้อภัยตัวเองที่เปิดดูเรื่องนี้ทางออนไลน์แบบไม่ต้องเสียเหี้ยไรเลย เสียแค่ค่าไฟค่าเน็ตนิดหน่อย แต่ความรู้สึกของกูรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลืองพลังงาน มีผู้คนนับล้านๆ

ในประเทศที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีแม้แต่น้ำจะแดก แต่กูเสือกมาผลาญทรัพยากรเหล่านี้เพียงเพื่อจะดูหนังส้นตีนๆสักเรื่อง รู้สึกผิดต่อคนเหล่านั้นจนนึกภาวนาอยู่ในใจ ให้อภัยกูด้วย กูผิดไปแล้วที่ไม่เห็นค่าในสิ่งที่พวกคุณไม่เคยได้สัมผัส หากพอจะทำอะไรให้คนเหล่านั้นได้กูก็พร้อมที่จะลงมือทำทันที

นึกได้ดังนั้น พอกูดึงสติกลับคืนมา กูลุกขึ้นปิดหนังลง ความรู้สึกดีๆได้แผ่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องอีกครั้ง โลกของกูกลับมาโสภาเหมือนเดิม คล้ายๆกับได้ปลดเปลื้องพันธนาการจากอะไรสักเจ็ดแปดอย่างออกจากตัว กูได้ช่วยประหยัดทรัพยากรโลกให้คนเหล่านั้นแล้ว!! (ปาดน้ำตา) คือหากส่งหนังเรื่องนี้

เข้าชิงรางวัลออสก้าร์ปะทะกับหนัง กะเทยในตำนาน ของ เจ๊โพส อาโนลด์ แบบไม่มีหนังเรื่องใดเข้าชิงเลยในปีนั้น กูว่างานนี้หนังเจ๊โพสอาจได้เป็นงานคลาสสิคขึ้นหิ้งเฉกเช่นเดียวกับ The Gogfather ไปเลยแน่ๆ หนังเจ๊โพสบางครั้ง ก็ดูเอาฮาเอาความบ้าบอของมันได้ไปเรื่อย อย่างน้อยทุกครั้งที่มีใครในหนัง

เรียกชื่อ อาโคยๆๆ มันยังได้เสียงหัวเราะทุกทีที่ได้ยิน แต่ไอ้หนังเหี้ยนี่มันไม่ได้ให้อะไรต่อโลกมนุษย์เลย พอเหอะนะพี่วิชช์นะ ไปหาอะไรทำนอกจากทำหนังเหอะ อย่าพยายามอีกเลย กูไหว้ล่ะ แล้วนี่ยังไม่จบนะ ยังมีหนังของแกอีกสองสามเรื่องที่ตามดู เดี๋ยวจะมาเขียนให้อ่านกัน

เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเอาอย่างกับการดูหนังเถื่อนในเว็บออนไลน์ แต่สารภาพเลยจะเปิดดูแค่กับหนังที่หาดูไม่ค่อยได้แล้วในแบบถูกลิขสิทธิ์ T_T แล้วไหนบอกว่าลุงเลียม นีสัน เล่นทุกภาคไง ภาคนี้ไม่เห็นมีแกแสดงเลย หลอกลวงกันจริงๆ

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ แบรด พิตต์

เกี่ยวกับผู้ชายชื่อ Bradley Pitt

– ชื่อเต็มๆของเขาคือ William Bradley Pitt

– ชื่อ Brad Pitt คือชื่อที่ตัดทอนมาจากชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียกเขาสมัยเรียนนั่นคือ Brad Pitbull

– ฉายา Pitbull ได้มาเพราะเขาคือไอ้ตัวแสบที่บ้ากีฬาและการโต้วาทีได้แบบดุเด็ดเผ็ดร้อน(ไม่แปลกใจเลยที่โตมาจะพล่ามในหนังได้มันส์มาก)

– พ่อของเขาคือวิลเลี่ยม หัวหน้าขนส่งท้องถิ่น ส่วนคุณแม่เจน เป็นที่ปรึกษาและอาจารย์ประจำโรงเรียนรัฐ

– เขาเกิดที่โอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา แต่สายเลือดเขามีทั้ง ไอริช ,เยอรมัน ,สก็อต และ เชอโรกี อินเดียนแดง

– เขาเป็นหนุ่มการศึกษาดีที่จบวารสารศาสตร์จากมหาลัยมิสซูรี่

– ก่อนเข้าวงการ เขาทำงานเป็นทั้ง คนขับลีมูซีน นักเต้นระบำ คนขนย้ายของ และ เคยสวมชุดไก่ตัวโตไปยืนต้อนรับลูกค้าในร้านขายไก่ทอด El Pollo Loco

– แสดงหนังเรื่องแรกเป็นตัวประกอบไร้เครดิตใน ดูหนังสด No way out ปี 1987 ที่นำแสดงโดย เควิน คอสเนอร์

– เขารับบทเป็นโจรหนุ่มนามว่า JD ในหนัง Thelma & Louise ปี 1991 เขาแย่งบทนี้มาจาก จอร์จ คลูนี่ย์ ซึ่งต่อมาเขาทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่จอร์จมักย้ำเสมอว่าเขาไม่มีวันให้อภัยที่แบรดแย่งบท JD ไปจากเขาแน่ๆ

– เขาปฏิเสธบทในหนัง American Psycho เพราะเล็งเห็นว่าแฟนๆของเขาคงไม่อยากดูเขาเลื่อยขาคนในหนังแน่ๆ (ลุคเขายังใสๆอยู่เลยตอนนั้น) ก่อนที่บทนี้จะตกไปสู่ คริสเตียน เบล

– เขาโดนประเทศจีนแบนเพราะแสดงหนังตอ่ต้านจีนอย่าง Seven Years in Tibet หนังของเขาไม่ได้เข้าฉายในจีนมาอย่างยาวนาน เคยมีคนอุตริเอารูปขนาดใหญ่ที่เขาโฆษณารถ Toyota ขึ้นไปติดไว้ในสนามบินที่จีน ปรากฏว่าวุ่นวายกันใหญ่และถูกรัฐบาลจีนสั่งปลดแทบไม่ทัน

จนกระทั่งปี 2016 เขาก็ได้รับการปลดแบน พร้อมกับเดินทางไปจีนครั้งแรกในรอบหลายปีเพื่อโปรโมทหนัง Allied

– เขาคือพรีเซนเตอร์โฆษณารถ Toyota ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสามารถดันยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ทว่าในมาเลเซีย โฆษณาของเขาถูกแบน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเซ็กซี่เกินไป ไม่เหมาะเผยแพร่ในสังคมมาเลเซีย

– เขาปฏิเสธบทในหนัง Apollo 13 และ Heat เพื่อที่จะมาเล่นหนัง Seven

– เขาเคยหมั้นกับ กวินเน็ธ พัลโทรว์ เพราะพบรักกันในกองถ่าย Seven แต่รักก็จบลงไป

– บทเขาในหนัง Seven ที่เห็นว่าเขาเจ็บแขนนั้นคือเขาเจ็บจริงๆ เกิดจากอุบัติเหตุในฉากไล่ล่า และเขาต้องทนเจ็บแขนไปตลอดการถ่ายทำ

– เขาแต่งงานกับ เจนิเฟอร์ อนิสตัน เขาฟ้องบริษัท Damiani International ด้วยข้อหาละเมิดแบบแหวนแต่งงานของเขาที่เขาออกแบบมาจำเพราะในแบบตัวเอง โดยเขาพบว่าทางบริษัททำแหวนแบบคล้ายๆที่เป็นแหวนแต่งงานของเขาออกมาขาย

– เขาแอบเรียนภาษากรีก เพื่อเซอร์ไพรส์ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน เมียรัก เพราะเธอมีเชื้อสายกรีก และมักพาเขาไปพบปะญาติๆบ่อยๆ ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้รับบทเทพเจ้าชาวกรีกใน Troy

– เขาพูดภาษาญี่ปุ่นได้นิดหน่อย

ดูหนังสด

– แบรดคือเจ้าของบริษัทสร้างหนัง Plan B Entertainment ที่ร่วมกันทำกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน อดีตหวานใจ สร้างหนังมาตั้งแต่ปี 2004 เรื่องแรกคือ Troy สร้างเพื่อเอาใจเมียที่มีเชื่อกรีก

– เดิมทีเขาปฏิเสธบทหนัง Mr. & Mrs. Smith เพราะเขาจะได้แสดงคู่กับ นิโคล คิดแมน แต่เขาคิดว่าเคมีของเขาไม่ตรงกับคิดแมนเท่าไหร่ ปรากฏว่าผู้สร้างเปลี่ยนเอา แองเจลิน่า โจลี่ มาเล่นแทน แบรดจึงกลับเข้ามาสู่โปรเจ็ค และตำนานรักสามเส้าก็เกิดขึ้นจากหนังเรื่องนี้แหละ

– เขาแสดงหนังสามเรื่องโดยมีเลข 7 อยู่ในชื่อหนัง คือ Se7en (1995), Seven Years in Tibet (1997) และ Sinbad: Legend of the Seven Seas (2003)

– เขาเล่นหนังสามเรื่องที่มีเลข 12 ในชื่อเรื่อง คือ Twelve Monkeys (1995), Ocean’s Twelve (2004) และ 12 Years a Slave (2013)

– เขาเป็นแฟนเดนตายแก๊ง Jackass โดยที่เขาเคยขอสวมชุดลิงเพื่อแสดงในรายการของแก๊งนี้มาแล้ว เขาบอกแก๊งว่า ” ฉันเคยสวมชุดไก่ในร้านขายไก่ง่อยๆฉันยังเคยทำ ให้ฉันสวมชุดลิงในรายการของพวกนายมันเจ๋งกว่าแน่นอน”

– เขาไปหาหมอฟันเพื่อให้หมอทำฟันบิ่นให้ก่อนเข้าฉากในหนัง Fight Club และเมื่อถ่ายทำเสร็จเขาก็ไปทำให้ฟันของเขามันกลับมาตามเดิม

– เขาใช้เวลาหนึ่งวันในแผนกจิตเวชของฟิลาเดลเฟีย เพื่อศึกษาพฤติกรรมคนป่วยทางจิตก่อนที่เขาจะแสดงในหนัง Twelve Monkeys และมันทำให้เขาได้รางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่องนี้

– เขาสนิทกับ จอร์จ คลูนี่ย์ ชนิดที่ว่าเปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่อง จากการที่เขาแสดงหนัง Ocean’s Eleven ด้วยกัน เขาบอกว่าถ้าต้องแต่งงานกับผู้ชายซักคนบนโลก จอร์จ คลูนี่ย์ คือคนๆนั้น

– เขาสนับสนุนคนรักเพศเดียวกัน

– เขากับโจลี่มักใช้เวลาว่างจากการรับงาน เดินทางไปยังพื้นที่กันดารของโลก อาทิ ประเทศแถบแอฟริกา เขาเข้าไปเยี่ยมเยือนผู้ป่วย HIV แบบไม่ถือตัว และมักเดินทางไปประเทศที่มีภัยพิบัติ รวมถึงชอบเดินทางไปกัมพูชา เวียดนาม ฯลฯ

– เขาทุ่มเงินราว 10 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อเซ็กส์เทปของโจลี่กับชายอื่นเพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่ เพราะแคร์ความรู้สึกลูกๆ

– มีครั้งหนึ่งที่เขาหว่านเงินขอซื้อต่อภาพเซ็ต Horseplay จากช่างภาพอย่าง เดวิด ลาแชปเปล เป็นภาพที่บรรจงถ่ายทำโจลี่ในร่างเปลือยเปล่าที่ทำท่าคล้ายๆกับกำลังพรอดรักกับเจ้าม้าขาวตัวหนึ่ง เป็นภาพที่เดิมทีต้องลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Rolling stone แต่เนื่องจากเป็นภาพเซ็ต

ที่ส่อไปในทางอนาจารเกินงาม จึงถูกระงับไม่ให้ตีพิมพ์ เขาไม่ได้ซื้อเพราะเหตุผลอ่อนไหวใดๆทั้งนั้น เขาแค่เห็นว่ามันเซ็กซี่ดี

– เขาขายรูปครอบครัวครบทุกคนให้กับนิตยสาร Hello! และนิตยสาร People ในราคา 14 ล้านเหรียญ รายได้ทั้งหมดเข้าการกุศล

– เขามักกินอะไรต่อมิอะไรเวลาแสดงหนังหลายๆเรื่อง แต่แทนที่จะน่ารำคาญ มันกลับกลายเป็นสเน่ห์จนผู้สร้างหลายๆคนขอร้องให้เขาทำมันในหนังหลายๆเรื่องในยุคหลังๆ

– เขามีใบอนุญาตนักบิน เขามักขับเครื่องบินในตอนที่เขาเครียด

– เขายังไม่เคยได้ออสก้าร์ในฐานะนักแสดง แต่ในฐานะโปรดิวเซอร์ เขาได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนัง 12 Years a Slave ที่เขาสร้าง

– ปี 2019 หนังของเขาสองเรื่องเข้าฉายไล่เรี่ยกันคือ เว็บสตรีมหนัง Once Upon a Time… in Hollywood และ Ad Astra

– รู้ไหมว่าการจะดูหนังสองเรื่องในช่วงเวลาใกล้ๆกันมันทำใจลำบากขนาดไหนกับเศรษฐกิจแบบนี้ แต่คนไทยโชคดีที่มีการซื้อตั๋วผ่าน AirPay ซึ่งแม้แต่ แบรด พิตต์ ก็ไม่สามารถซื้อตั๋วหนังในราคาถูกขนาดนี้ได้(แต่แกเหมาโรงได้)

– แบรด พิตต์ คงไม่รู้หรอกว่าหนังทุนสร้างมโหฬารของเขา ถูก AirPay เอามาลดราคาซะเสียหมา ลดซะจนนึกว่ามันเป็นหนังทุนน้อย มีอย่างที่ไหน

– ถ้า แบรด พิตต์ มีวาสนาได้มาดูหนังเมืองไทย เขาจะซื้อตั๋วหนังผ่าน AirPay ในครั้งแรกที่ใช้แอพฯนี้ เขาจะได้รับเงินคืน 100% สูงสุดถึง 200 บาท ทั้ง เครือ SFและ Major คือพี่แบรดแทบไม่ต้องเสียอะไรเลยจริงๆ ปรกติก็รวยอยู่แล้วยิ่งรวยไปอีก

– แบรด พิตต์ จะต้องตกใจจนตาถลน กับราคาป๊อปคอร์นของโรง Major เพราะหากเขาใช้ AirPay ซื้อป๊อปคอร์น เขาจะซื้อได้ในราคาแค่ 145 บาท แต่เขาต้องซื้อพร้อมตั๋วหนัง Major เท่านั้นนะ

– ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ AirPay หากเป็นแฟนเดนตายแบรด พิตต์ แล้วไม่อยากพลาดหนังทั้งสองเรื่องของเฮียที่เข้าฉายชนกัน

บอดี้การ์ดหน้าหัก 2019

เสียดายวัตถุดิบ ที่หนังมีมากๆ

เหมือนน้าหม่ำแกตั้งโต๊ะประชุมแล้วถามเพื่อนฝูงว่า มึงจะฝากขายอะไรในหนังมั้ย กูจะทำหนังบู๊ไปขายประเทศเพื่อนบ้านข้างๆเนี่ย พี่โหน่ง ชะชะช่า ยกมือเป็นคนแรกแล้วบอก ” ฝากบะหมี่โหน่งไปขายหน่อย อยากเปิดสาขากัมพูชากับลาว” ถัดไปก็วงคาราบาว “เออฝากขายคอนเสิร์ตให้พวกกูหน่อย” เอกชัย ศรีวิชัย

ก็เอากะเขาด้วย คือยัดๆเพลงอมตะของพวกกูใส่ไปในหนังก่อน เผื่อคนเขมร คนลาวได้ยินแล้วเขาชอบ และอยากดูคอนเสิร์ต ปั๊มน้ำมันยี่ห้อหนึ่งก็มา สงสัยไปเปิดตลาดที่ประเทศแถวๆนี้ด้วย คืออันไหนขายลาว ขายเขมร พี่แกยัดได้หมด มันก็เลยกลายเป็นมหกรรม การไทอินครั้งใหญ่ในจักรวาล

คนใกล้ตัวน้าหม่ำ โดยมี ดูหนังฟรี ฉากหลังเป็นการบู๊สะบั้นหั่นแหลก บู๊ไปด้วยขายของกันไปด้วย เออ…ลืมอีกอันคือ ธนาคารออมสิน ยุคนี้จึงเป็นยุคที่น้าหม่ำมีสถานะไม่ต่างจากสุดยอดดาราการตลาดเข้มข้นอย่าง ดเวย์น จอห์นสัน ที่ทำหนังแอ็คชั่น โดยให้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของการตลาด ให้ได้มากที่สุด

อเมริกาก็ขายได้ จีนยิ่งขายดี ส่วนน้าหม่ำก็น่าจะกินเรียบในระแวกเพื่อนบ้าน เพราะมีทั้งภาษาลาว ภาษาเขมรในหนัง ว่ากันที่คิวบู๊ ดูดีมาก ฉากลอบสังหารบนถนน ,ในร้านก๊วยเตี๋ยว ทำออกมาดูอินเตอร์ คือนี่ถ้าเน้นไปที่ปมตัวละครโดยที่ไม่ต้องเอาหลายๆ ตัวมาให้เปลืองหนังจะตอบโจทย์กว่านี้มาก

แต่ดูเหมือนหนังไม่ให้เวลากับตัวละครหลายๆตัวที่น่าสนใจเลย อย่างป๋าเทพ หรือแม้กระทั่งน้าแอ๊ด น้ารี่ คือถ้าให้พวกเขาเน้นไปที่บท ไม่ว่าจะบทตลกหรือจะออกลูกโหดก็ดี ไม่ใช่มานั่งแซวตัวเองแบบนี้เหมือนดูละครชิงร้อยชิงล้าน คือพูดง่ายๆอยากเห็นอะไรที่มากกว่าให้พวกแกมานั่งแซวตัวเองกัน 

ดูหนังฟรี

บางตัวละครเหมือนจะเน้น ไปๆมาๆก็เอามาให้พระเอกยิงเล่นฉากเดียวสองฉาก คือรู้สึกว่าหนังมันจะแอบๆทับรอยเดิมของ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม อยู่เหมือนกัน แต่ทำได้ไม่ฮาเท่า คือในหน้าเหลี่ยมนี่มันได้ตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาเล่นด้วยไง แม่งเลยพากันแย่งซีนและมีซีนน่าจดจำเยอะ แต่เพ่งมองกันดีๆ

หน้าหักดูเหมือนจะมีตัวขายไม่กี่ตัว น้าหม่ำ ,ป๋าเทพ ,ดิม แท็ททูฯ แล้วนอกนั้นก็เหมือนมาเดินๆโผล่ๆเหมือนตลกบางคนว่างงานแล้วน้าหม่ำโยนบทให้ คือจะใจร้ายไปไหมถ้าจะบอกว่าเอาตลกดีๆมาเล่นบทตัวประกอบสามร้อย โดยที่ไม่ให้เขาโชว์ฮาเลย อย่าง เจ๊กิ๊บ กะเทยที่เคยอยู่กับ หนู คลองเตย นี่ก็มาแบบเสียของจริงๆ

อย่าว่าแต่ตัวสมทบเลยที่ หนังออนไลน์ ไม่ได้ให้เวลา แม้กระทั่งตัวหลักอยากน้าหม่ำเองหนังก็บอกแค่ว่าเคยเป็นหน่วยรบพิเศษเหมือนๆที่เคยใช้มาแล้วในหน้าเหลี่ยมนั่นแหละ แต่ไม่ได้เล่าถึงปูมหลังอะไรเลยว่าทำไมมาเป็นยาม ชีวิตเป็นมายังไง คือเล่าสักนิดก็ดี สรุปเลยคือ ห่างไกลกับคำว่าหนังดี

แต่บทต่อล้อต่อเถียงระหว่างน้าหม่ำกับดิม ถือว่าเป็นอะไรที่เพลินเลย ถ้าให้ดีคือไม่ต้องใส่ฉากแอ็คชั่นนั่นนี่หรอก แช่กล้องไว้ให้สองคนนี้ พูดกวนตีนกันก็น่าจะบันเทิงกว่านี้นะ เรียนตามตรงว่าโคตรเสียดายวัตถุดิบที่หนังมี แต่เหมือนจะใช้งานได้ไม่เต็ม คือเหมือนมีมะเขือยาวแล้ว เอาไว้แค่เกาหลังอ่ะ

คือมันต้องทำอะไรๆได้มากกว่าแค่เกาหลังสิ อันนี้ความรู้สึกโคตรแปลก คือน้าหม่ำนี่แกไม่ใช่คนหล่อ หุ่นก็ไม่ใช่นักกล้ามอะไรนะ แต่พอแกบู๊ หน้าตาท่าทางแกแม่งเท่สัสๆ สีหน้าแววตาตอนยิงปืน ตอนท้าทายโจรไรงี้ คือเหมือนแกแสดงหนังมาเยอะจนแตกฉาน แม้แกจะอยู่ในหนังที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ออร่าก็จับแกมากๆในฐานะดาราบู๊

Ford v Ferrari

“เป็นแค่รถซื้อแกง มึงจะแรงได้ไง”

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า Ford v Ferrari มาเงียบๆ แม้จะฟอร์มดีฟอร์มเทพแค่ไหนทั้งดาราและทีมผู้สร้าง ก็คิดดูเอาเถิดว่า คริสเตียน เบล ปะทะกับ แม็ต เดม่อน แถมยังมีผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์ ที่เพิ่งทำเอาคอหนังฮีโร่บ่อน้ำตาแตกใน Logan มาแล้ว ไหนจะงานเก่าของผู้กำกับอย่าง Walk the line นั่นอีก

คือถ้าโรงไม่แตก ดูหนังฟรี บ็อกซ์ ออฟฟิศ ไม่ทะลุก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว แต่….ช้าก่อน!! หนังเกี่ยวกับรถแข่งถ้าไม่ใช่แก๊งหัวโล้นที่ทำมาแปดเก้าภาคเรื่องนั้น แม่งก็ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่หรอก เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับ Rush หนังฟอร์มดีชิบหายที่ คริส เฮมเวิร์ธ กำลังพีคๆกับบท Thor แถมยังมีผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด

สายบิ๊ลท์ที่เก่งเรื่องการกระชากอารมณ์และต่อมน้ำตาอีก ฉายรอบปฐมทัศน์นักวิจารณ์ปรบมือกันขรม หนังถูกคาดการณ์ว่าได้ทั้งเงินทั้งกล่องแน่ๆ แต่ขอโทษนะ ปรากฏว่าหนังทำรายได้ไม่ถึง 100 ล้าน และถือเป็นการหักปากกานักวิจารณ์ให้เงิบกันทั้งบางได้เลย Ford v Ferrari เรื่องนี้ก็เช่นกัน ฟอร์มดีมาก

แต่มันทะแม่งๆยังไงไม่รู้ พูดถึงตัวหนังนั้นเชื่อขนมกินได้เลยว่ามาเพื่อเอาเท่ เอาลุ้น เอาพลังบวกให้กับคนดู เชื่อว่าจะได้ครบถ้วนแน่นอน เดือดกันตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแล้ว คือถ้าใครศึกษาเรื่องยานยนต์เนี่ยจะรู้เลยว่าในยุคนั้น Ford แม่งห้าวเป้งมากๆทั้งที่ตัวเองเป็นแค่รถจ่ายกับข้าวของคุณแม่บ้าน

แต่อาจหาญพัฒนารถเพื่อเอามาท้าชิงทั้ง F1 ทั้ง Ferrari เดี๋ยวจะย้อนอดีตคร่าวๆให้อ่านกันว่าเดิมทีก่อนจะมาเป็นเหตุการณ์ใน Ford v Ferrari เนี่ยมันเป็นยังไง ในปี 1962 ก่อนเหตุการณ์ใน Ford v Ferrari ราว 4 ปี บริษัท Ford ได้คิดสโลแกนเพื่อขายรถรุ่นใหม่เอี่ยมของพวกเขาขึ้นมาว่า “Sweetheart of the Supermarket Set”

ดูหนังฟรี

มันคือการปฏิวัติรถจ่ายตลาดของบรรดาแม่บ้าน เดิมทีรถ Ford ถูกค่อนขอดจากคนทั่วไปว่า เป็นแค่รถจ่ายตลาด เป็นรถสำหรับแม่บ้าน จนกระทั่งในปี 1962 ได้มีการผลิตรถรุ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วส่งไปทดสอบสมรรถนะในสนามแข่ง โดยมีรถแข่ง Formula-1 มาร่วมทดสอบด้วย เป็นหน้าที่ของยอดนักแข่งรถยุคนั้น

อย่าง แดน เกอร์นี่ย์ ที่ต้องมารับหน้าที่เหยียบมิดไมล์เพื่อทดสอบสมรรถนะของทั้งรถจ่ายตลาด กับ รถ F1 และแน่นอน เป็นฝ่ายรถ F1 ที่สามารถทำเวลาได้ดีกว่า แต่ทว่าทางฝั่ง Ford ที่แม้จะเป็นผู้แพ้ ก็ได้รับเสียงฮือฮาเกรียวกราวจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ไปร่วมเป็นสักขีพยานเช่นกัน เพราะรถจ่ายกับข้าวหน้าตาประหลาดคันนี้

สามารถทำเวลาได้เกือบเทียบเท่ารถ F1 หนังถ่ายทอดสด กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าแพ้ไปแค่ฉิวเฉียดเพียงไม่กี่วินาที จากความพ่ายแพ้ฉิวเฉียดของ Ford นั่นแหละคือผลกระทบโดยตรงต่อทางเหล่าผู้เชี่ยวชาญของ F1 พวกเขาเริ่มรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง ที่รถจ่ายตลาดเกือบทำเวลา เอาชนะรถที่เร็วที่สุดในปฐพีในขณะนั้นได้

ทั้งที่ตัวถังใหญ่กว่า และ ความกว้างของล้อก็น้อยกว่า จึงได้มีการปฏิวัติวงการ F1 ครั้งใหญ่ เพราะอาการเสียหน้าจากการที่เกือบแพ้ให้รถจ่ายตลาดของ Ford นั่นเอง แนวคิดมันส์ๆของ Ford ที่ต้องการให้รถจ่ายตลาดของแม่บ้านมีความแรงขึ้น เนื่องจากยุคนั้นมีการเริ่มต้นออกมาเรียกร้องสิทธิสตรี

เพศแม่ไม่ใช่เพศที่เป็นช้างเท้าหลังอีกต่อไป แล้วรถจ่ายกับข้าวมันจะเร็วแรงไม่ได้เชียวหรือ ถัดจากปีที่ทดสอบอีก 2 ปี คือ ปี 1964 รถจ่ายตลาดรุ่นใหม่นามว่า Ford Mustang มัสแตง ไอ้ม้าป่าพยศ จึงถูกวางขาย และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี นั้นทาง Ford ได้ปรับเปลี่ยนตัวถัง

รูปทรง และขนาดของล้อให้มีความเป็นรถยนต์มากขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเอาไปเทียบสมรรถภาพกับ F1 อีกครั้ง เจ้าม้าพยศซื้อกับข้าวคันนี้อาจเอาชนะรถที่มีไว้แข่งอย่าง F1 ก็เป็นได้ ก็สมควรที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาปฏิวัติกันใหม่ เพราะขืนยังคิดว่าตนเองเร็วที่สุดในโลก สักวันก็จะมีรถจ่ายตลาดรุ่นใหม่ๆผุดขึ้นมาท้าดวลกับพวกเขาอีก

*** ในหนัง Ford v Ferrari มียอดนักแข่งอย่าง อเล็กซ์ เกอร์นี่ย์ มารับบทเป็น แดน เกอร์นี่ย์ คุณพ่อของตัวเองด้วย

Knives Out (2019)

บ้านทรายทอง เวอร์ชั่นฆาตกรรม

เป็นหนังแนว Whodunit(ใครในนี้คือผู้ร้ายตัวจริง) ที่สับขาหลอกได้ทั้งเกือบๆจะเหวอ และเกือบๆจะน้ำเน่าอยู่เหมือนกัน เรียนตามตรงว่าไม่ได้ยากเกินคาดเดาสำหรับคอหนังแนวๆนี้ แต่มันมีทีเด็ดตรงวิธีการของมันนี่แหละ ทั้งลำดับการฆ่า และการสืบสวนสอบสวนที่ส่งผลให้หนังสามารถตรึงคนดู

ให้อยู่กับความสงสัยใคร่รู้ได้อยู่หมัดชนิดที่ว่าปวดฉี่ก็ห้ามลุกไปฉี่กันเลยทีเดียวเดี๋ยวจะพลาดบางอย่างที่สำคัญไป แต่แอบไม่ซื้อวิถีน้ำเน่าบ้านทรายทองของหนังสักเท่าไหร่แม้ว่ามันอาจเกิดขึ้นได้จริงก็ตามที่ ในพาร์ทของอารมณ์ตลกร้าย ปากคอเราะร้ายจิกกัดฟัดเหวี่ยง ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังมันสนุก

คือถึงแม้จะมีแต่ตัวละครเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวกันทั้งบ้าน แต่กลับไม่ได้ทำให้รำคาญหูรำคาญตาเลย แบบที่ว่ายิ่งมึงต่อล้อต่อเถียงกันเท่าไหร่หนังยิ่งมันส์ เพราะเรื่องที่มันเถียงๆกันอยู่นี่คือการเอาเรื่องจริงของสันดานมนุษย์มาพูดทั้งนั้น แดเนียล เคร็ก เหมือนเก็บกดมาจากหนังสร้างชื่ออย่าง 007 อันที่จริงช่วงหลังๆ

มีบทอะไรแบบนี้มาให้แกเล่นเพื่อสลัดคราบ ดูหนังออนไลน์ เจมส์ บอนด์ ตลอดเหมือนกัน แต่เสือกหนีไม่พ้นอยู่ดี อย่าง Lucky Logan นั่นแกก็ชื่อ โจ แบง ซึ่งชื่อย่อมันก็ JB เหมือนๆ เจมส์ บอนด์ นั่นแหละ เรื่องนี้ก็มีซีนล้อ 007 อยู่เช่นกัน มันจึงถือเป็นอีกมุกหนึ่งในสถานการณ์จริงจังที่ค่อนข้างฮาแตก ส่วนคนอื่นๆ

ในหนังไม่ว่าจะป้าเจมี่ หรือ คริส อีแวนส์ เองก็ถือว่าเหมือนได้ทำอะไรสนุกๆนอกเหนือจากงานหลักอย่างการเป็นกัปตันอเมริกา แม้บางอย่างหนังอาจจะยังขาดความสมเหตุสมผล แต่ก็ถือเป็นจุดเล็กๆที่ไม่ได้ส่งผลให้หนังมันดูแย่อะไร คือกลายเป็นว่าหนังมันทำหน้าที่เหมือนกับจะบอกว่า หนังฆาตรกรรมแนวๆนี้

ไม่จำเป็นต้องอินดี้ หรือใช้การแสดงอันสมจริงราวกับไม่ได้แสดง ก็สามารถเป็นหนังฆาตรกรรมที่ดีได้ มีตัวละครล้นๆเว่อร์ๆก็ใช่ว่าคนดูจะจับผิดพฤติกรรมจนเดาทางออก แต่แม้จะเดาตัวคนร้ายออก เราก็เดาวิธีการของมันไม่ได้อยู่ดีว่ามันทำยังไง ฆ่าแบบไหน หรือพูดอะไร มันจึงถือเป็นหนังฆาตรกรรม Whodunit แมสๆที่ดูสนุก

ดูหนังออนไลน์

ไม่ได้มาแนวเอื่อยๆจิตวิทยาจนคนดูต้องปีนกระไดดูแต่อย่างใด ขอหักคะแนนความบ้านทรายทองไปนิดนึง เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง พจมาน สว่างวงศ์ แม่งไม่มีจริง โดยเฉพาะถ้ายิ่งเป็นพจมานที่ไม่ได้สืบสายเลือดวงศ์ตระกูลโดยตรง มันยิ่งไม่ค่อยซื้อไอเดียนี้เลย ถือเป็นผลงานปีนี้ที่น่าจับตามองอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้

สำหรับ Knives Out หนังแนวอาชญากรรมที่รวมดาวเด่นของวงการแบบคับคั่ง และเป็นหนังของ คริส อีแวนส์ หลังจากปิดฉากฮีโร่หันมาลองบทบาทใหม่ๆ แล้วยังมี แดเนี่ยล เคร็ก สายลับที่กำลังรอภารกิจใหม่ มาร่วมแจมในหนังเรื่องนี้ด้วย ฮาแลน ทรอมเบย์ นักเขียนนิยายแนวสืบสวนชื่อดัง

ที่ได้เชิญแขกคือครอบครัวในงานเลี้ยงวันเกิดอายุครบรอบ 85ปี ก่อนที่จะถูกพบเป็นศพในเวลาต่อมา ทำให้นักสืบ เบอร์นัว บลังค์ ที่รับผิดชอบคดีนี้จึงเริ่มลมือสืบสวนและเชื่อว่าคนในครอบครัวหรือแขกในงานวันเกิเมื่อวันจะต้องมีใครคนหนึ่งเป็นคนร้ายอย่างแน่นอน สำหรับหนังเรื่อง Knives Out

จะได้ ไรอัน จอหน์สัน ที่เคยฝากผลงานการกำกับอย่าง โปรแกรมหนัง Star Wars: The Last Jedi และ Looper นั่งแท่นเก้าอี้ผู้กำกับ ส่วนทางด้านนักแสดง ถือว่างานนี้เป็นการรวมเหล่านักแสดงมากความสามารถมาประชันบทบาท นำทีมโดย คริส อีแวนส์ พ่อกัปตันอเมริกา ที่ขอท้าทายบทบาทใหม่ๆ และ แดเนี่ยล เคร็ก สายลับเจ้าเสน่ห์

กับการมารับบทบาท นักสืบ เบอร์นัว บลังค์ นอกจากนี้ยังมี โทนี่ คอลเลตต์, เจมี่ ลี เคอร์ติส, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, อนา เดอ อาร์มาส ไมเคิล แชนนอน, ลาคีธ สแตนฟิลด์, แคทเธอรีน แลงก์ฟอร์ด, เจเดน มาร์เทล ที่จะมาสร้าสีสันให้กับเรื่องราวในครั้งนี้

Star Wars: The Rise of Skywalker

หนังส่งสริมการพักผ่อนแห่งปี

ความกล้าหาญในการเขียนบทให้ ดาร์ธ เวเดอร์ เป็นพ่อแท้ๆของสองพี่น้องสกายวอล์คเกอร์ ในไตรภาคแรก และการเล่าเรื่องชีวิตของอนาคินก่อนจะดำดิ่งสู่ด้านมืดจากเด็กน่ารักน่าอุ้มกลายเป็นเด็กแว้นผู้ทรนงและเงี่ยนสุดๆในไตรภาคหลัง(เป็นเรื่องราวก่อนไตรภาคแรก) มันคือเรื่องราวที่ชวนติดตาม ทะเยอทะยาน

ไม่สนฝีสดแปดใดๆว่าอาจทำร้ายทำลายจิตใจคน ดูหนังออนไลน์ ตุ๊กตุ่นดาร์ธ เวเดอร์ ที่เด็กยุคนั้นซื้อมาเพราะว่ามันคือตัวร้ายที่เท่ โหดเหี้ยม น่ากลัว แต่เมื่อ จอร์จ ลูคัส ตัดสินใจเล่าเรื่องราวของอนาคินเป็นภาคปฐมบท ……. ดาร์ธ เวเดอร์ ในมือเด็กๆซึ่งเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กลับกลายเป็นมีความขลังและน่าเห็นใจขึ้นไปอีกอย่างเหลือเชื่อ

ตุ๊กตุ่นลอร์ดเวเดอร์ที่เด็กๆเอามาเป็นกระสอบทรายโดยให้ตุ๊กตุ่นของลุค สกายวอล์คเกอร์ , ตุ๊กตุ่นฮัน โซโล หรือแม้แต่ตุ๊กตุ่นชิวเบคก้าได้เรียงคิวกระทืบกันอย่างถ้วนหน้า ก็กลายเป็นตุ๊กตุ่นที่มีความน่าเห็นใจ นั่นเพราะว่าสตอรี่ความพลิกผัน ของหนังมันใส่เรื่องราวด้านมืดด้านสว่างเข้าไป จนทำให้ตุ๊กตุ่นลอร์ดเวเดอร์ในมือของเด็กๆ

ถูกมองด้วยสายตาเปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาได้ดูภาค The Phantom Menace เป็นต้นมา ทุกคนจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่มันคือหนังที่ต้องดูกันต่อยาวๆเพราะเราอยากรู้ว่าไอ้หนังที่ฉาบด้วยฉากสงครามยวดยานยิงกัน ดาบไลท์เซเบอร์กวัดแกว่งฟันกันอุตลุต ตัวละครแต่ละตัวจะมีชีวิตผกผันไปในทิศทางไหนบ้างโดยเฉพาะตัวหลักๆ

แม้แต่ในไตรภาคล่าสุดเองก็เถอะ การมาของ เรย์ ยังคงเป็นปริศนาธรรมถึงสองภาคเต็มๆ รวมไปถึงการที่หนังกล้าหาญที่จะให้ลูกแท้ๆ อย่างเบนกระซวกพ่อแท้ๆ ด้วยไลท์เซเบอร์ มันยิ่งถือเป็นหนังที่ห้าวหาญเล่นกับความเป็นลูกทรพีได้พอๆ กับที่ลุคตีกับพ่อตัวเองในไตรภาคแรก แต่ทว่าปัญหามันเกิดตรงที่หนัง

ไม่สามารถสร้างความเข้มขลังให้ตัวละครใดๆในไตรภาคล่าสุดได้เลย ทั้งที่หนังเต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษล้ำๆที่เหนือกว่ายุคโน้นทุกตรง พูดกันตามตรงว่า จาร์ จาร์ บิงคส์ ที่เขารำคาญๆกันเนี่ย กลายเป็นมีมิติและน่าจดจำมากกว่าตัวละครใหม่ๆหลายๆตัวในไตรภาคล่าสุด The Rise of Skywalker

เหมือนกับว่า เจ.เจ.อับบรามส์ มาทำให้มันจบๆไป โดยที่อาจเป็นงานเสียหมาเรื่องหนึ่งของเขา และก็เป็นไปตามนั้น หนังเลือกที่จะ Play safe ทุกอย่างเท่าที่ Disney จะบัญชาได้ ปรัชญาของหนังหนึ่งเดียวคือความเงี่ยนของเบนที่มีต่อเรย์ ไม่ว่ามึงจะไปโผล่ที่ไหนกูจะตามไปสู่ความคิดมึง แล้วพยายามยัดเยียดด้านมืด(หรือความเงี่ยนก็ไม่รู้)

ดูหนังออนไลน์

ใส่หัวมึง คือเหมือนไอ้เบนมันรับรู้ว่าอีเรย์เป็นลูกกะหรี่ แล้วก็คงคิดว่าอีเรย์จะร่านเป็นกะหรี่เหมือนๆกับบุพการีของมันมั้ง เลยพยายามที่จะตามเอาอีเรย์ให้ได้ ตามติด ตามจังไอ้เหี้ย มึงคนหรือหมาหิวขี้เนี่ย เรียนตามตรงว่า เผลอหลับใส่ภาคปิดตำนานสุดยอดมหากาพย์ โพ้นจักรวาลเรื่องนี้บ่อยมาก

จนอยากจะหลับให้มันรู้แล้ว รู้รอดแล้วไปรอดูอีกทีตอนลงสตรีมมิ่งเอา ขอยกให้เป็นหนังส่งเสริมการพักผ่อนแห่งปี ไม่ก็ขอยกให้ เป็นสุดยอดหนังซอมบี้แห่งปีอีกเช่นกัน แม่งมาทางนั้นจริงๆ บางซีนนี่แทบจะเป็น Harry Potter มีผีเหมือนผีประจำบ้านฮอกวอตส์โผล่มาด้วยอีเหี้ย!! คิดไม่ถึงว่านี่จะเป็นไอเดียที่ออกมาจากหัวของยอดผู้กำกับ

เจ.เจ.อับบรามส์ หรือแม้กระทั่ง จอร์จ ลูคัส เจ้าของ เว็บดูหนัง เอง คือลุงแกปล่อยอะไรแบบนี้มาอยู่ในหนังของตัวเองได้ยังไง หนังทำให้ด้านมืดมีสภาพเหมือนกับไข้หวัด คือเป็นๆหายๆได้สบายๆ ไร้ความขลังอีกต่อไปแล้ว เหลือแต่ความเงี่ยนนี่แหละที่เป็นแล้วไม่หาย และมันตอกย้ำให้รู้ว่า ถ้ามึงทำหนังออกมาเพื่อควบคู่ไปกับการขายของเล่นกันจริงๆ

ไตรภาคนี้ หุ่น BB-8 ก็น่าจะพอขายดีได้ควบคู่กันไปกับตุ๊กตุ่นดาร์ธ เวเดอร์ นั่นแหละ อีกนานแสนนานคนก็ยังกลับไปซื้อดาร์ธ เวเดอร์ มาเล่นมาตั้งโชว์กันอยู่ และคนจะลืมๆไตรภาคล่าสุดนี้ไปเองแบบเลือนลาง เข้าใจว่าการก้าวพ้นของเก่าที่ทำไว้ดีมากๆมันทำยาก แต่มึงเอ้ย ถึงแม้ว่าจะทำยากก็ไม่ได้แปลว่ามึงจะเล่าเรื่องให้มันตรงทื่อขนาดนี้

สงครามแห่งโพ้นจักรวาลงัดกันมานานแสนนาน พอจะยกพลไปถล่มมึงเหมือนชวนกันไปแดกข้าว เอาแค่นี้ก็รับรู้ถึงความมักง่าย ทำร้ายทำลายอะไรต่อมิอะไรที่เขาสร้างๆ กันมาแล้วล่ะ แล้วเหมือนจะอยากก้าวพ้นของเดิมแต่พลังมีไม่มากพอ เสือกไปพลั้งมือฆ่าตัวชูโรง ที่ยังพอมีอะไรที่น่าจดจำอย่าง ฮัน โซโล แต่ความเก๋ายังไม่ถึง

เลยต้องไปชวนลุงๆจากภาคก่อนๆมาโผล่ทำเท่ซักซีนสองซีน แต่โผล่มาแทนที่จะเท่ สภาพดูไม่จืดเลยสัสเอ๊ย มาเป็นผีประจำบ้านฮอกวอตส์เลย นี่คือความเห็นของคนในฐานะที่ไม่ใช่ติ่งลิเกอวกาศเรื่องนี้แบบเข้มข้นนะ แต่ก็ตามดูมาทุกภาค

แล้วก็เป็นความเห็นในฐานะคนที่หลับเป็นพักๆใส่หนังด้วย อีซีนดีๆเจ๋งๆมันอาจจะมีให้เห็น แต่ไอ้สัส กูหลับไปก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนพลาดอะไรไปเลย นี่แหละอาจเป็นข้อดีข้อเดียวในหนัง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น