ไทบ้าน x bnk48

มีไอเดียที่ดีในการนำเสนอ มีความสนุกและเสน่ห์แบบอีสาน

แต่ส่วนผสมที่เคมีไม่ลงตัวกับบทหนัง และตรรกะที่เต็มไปด้วยบาดแผล ทำให้หนังไทยไม่มีอะไรให้จดจำ ไทบ้าน เดอะซีรีส์เป็นอีกหนึ่งแฟรนไซส์ภาพยนตร์ของไทยเรา ที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์แบบไม่เหมือนหนังไทยเรื่องไหน คือความสนุกของไทบ้าน คือความเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างดูลืนไหล

เหมือนตัวหนังสามารถพาคนดู ไปรู้จักเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ที่เป็นชาวอีสาน และก็ติดตามชีวิตเขาไป แต่มันจะเป็นอย่างไรล่ะ หากแฟรนไซส์ชุดนี้ เติมวัตถุดิบแปลกๆ อย่างวงไอดอลเข้าไป กับวงอย่าง BNK48 หนังมีไอเดียทีดีมากๆ ทีเอาชาวไทบ้าน เป็นตัวซัพพอตเรื่องราวของเหล่าชาววงไอดอล BNK48 และด้วยน้องๆทั้ง 8 คน

ค่อยข้างมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน มันทำให้หนังมีจุดขายที่แปลกใหม่ ซึ่งน้องวง BNK48 ที่โดดเด่นในเรื่องจริงๆ ที่ผมรู้สึกแฮปปี้ก็คงเป็นสองคน นั้นคือ เนยและปูเป้ โดยสองคนมีพาร์ทของตัวเองแบ่งกันอย่างชัดเจน ปูเป้ จะเป็นตัวชูโรงในช่วงแรกๆ และเธอจะคอยเป็นคนตบจังหวะมุกตลอดตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง

แฮปปี้กับความเป็นธรรมชาติของน้องมาก คือถ้าใครไม่เคยรู้จัก ดูหนังสด วง BNK48 แต่เคยดู bnk48 girl don’t cry แล้วรักปูเป้จากสารคดีเรื่องนั้น เรื่องนี้น่าจะให้อารมณ์ไม่ต่างกัน ส่วนอีกคนก็คือ น้องเนย เอาจริงๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ เนยน่าจะเป็นคนทีมีช่วงเวลาแอร์ไทม์มากที่สุด ใครที่หลงรักน้อง คุณจะฟินมากๆ ซึ่งเอาจริงๆ

น้องก็ทำได้ดีมากๆ เช่นกัน พวกการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาน้อง โอเคมากๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเธอคือนางเอกของเรื่องนี้จริงๆ ดูเรื่องนี้เสร็จโดนน้องตกแบบปฎิเสธไม่ได้เลย อีกคนก็คงเป็น พี่ก้อง ห้วยไร่ เอาจริงๆ แม้ผมจะไม่ได้ชอบการครีเอทคาแร๊คเตอร์ของพี่ก้องในหนังเรื่องนี้เท่าไร แต่แกก็สามารถทำหน้าทีได้ดี

ในสิ่งทีทางทีมงานมอบหมายมา มีซีนฮาๆ ขายของและเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คุณสามารถดูไทบ้าน x bnk48 ได้แบบเรื่อยๆ ว่าข้อดีกันมาเยอะ มาถึงข้อทีผมไม่ชอบกันบ้าง ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีเยอะพอสมควรเลย เพราะว่ากันตามจริง ไทบ้าน x bnk48 เป็นหนังที่เต็มไปด้วยบาดแผล คือหนังมันก็ดูเพลินนะ ถ้าคุณอยากเข้าไปดูน้องๆ

ดูหนังสด

แต่หนังแม่งก็ไม่ได้มีจุดขายใดๆเลย ทีสามารถเอาไปต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งสองจักรวาลไม่ว่าจะเป็น ไทบ้าน หรือ BNK48 ทีเหมือนต่างคนต่างเล่น แทบไม่ได้มีจุดเชือมโยงกันเท่าไร ทั้งเพลง ทีเหมือนหนังจะพยายามขายเพลง แบบคิดว่าหนังเรื่องนี้คงเหมือนหนังเพลงเรื่องอืนๆ ทีดูเสร็จ แล้วอยากกลับไปฟังเพลงต่ออย่าง

โดดดิด่ง แต่คือพอดูจบแล้ว หนังไม่ได้ขายจุดนี้ใดๆเลย ดูหนังผ่านเน็ต แม่งไม่ได้ชูเพลงเลย ส่วนอีกเพลง ทีหนังเก็บไว้ ก็รู้สึกว่า ไม่ได้อยากกลับไปฟังเช่นเดียวกัน เพราะตัวหนังแม่งไม่รู้จะกักอะไรหนักหนา กักจนคนดูอย่างผมรู้สึกรำคาญ หนังมันจะไปทิศทางไหนกันแน่ ดูไปหงุดหงิดไป บทหนังก็ไม่ได้ส่งตัวน้องๆ เลย

แถมดูเสร็จอาจจะรู้สึกรำคาญน้องๆเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพราะขนาดผมทีติดตามน้องๆพอควร ดูเสร็จยังรู้สึกเลยว่าบางซีน บางฉากน้องพวกนี้ มันน่าหงุดหงิดจริงๆ คือตรรกะทีหนังส่งให้น้องๆ ทำให้น้องๆดูป่วยมาก ซึ่งมันจะมีอยู่หนึ่งซีนทีแบบอิหยังวะ ทำไมต้องทำแบบนี้วะ มันไม่ใช่เปล่าวะ

ผมก็ไม่ได้รู้จักน้องๆเป็นการส่วนตัว แต่รู้สึกว่าตัวตนทีอยู่ในหนังเป็นตัวตนที่มีความประดิษฐ์พอสมควร มันเป็นประดิษฐ์ให้มีความน่ารำคาญจนเกินไป.. คือน้องๆพวกนี้ มันผ่านชีวิตการทำงานแบบนี้มาเยอะแล้วนะ 2 ปีเกือบ 3 ปี กับวงการบันเทิงไม่น้อยแล้วนะ มันควรเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้

แต่คุณนำส่วนน่ารำคาญของเด็กผู้หญิงนี้มาชูในหนัง เป็นอะไรทีรู้สึกอาจจะทำให้แย่ลงรึเปล่า แถมตัวหนังยังเต็มไปด้วยดาราสมทบ ทีเข้ามาแล้วรู้สึกมันประดิษฐ์ไปหมด จนไร้ซึ่งความเป็นธรรมชาติมากๆ คือมันเป็นสูตรเคมีทีขัดกับไทบ้าน เดอะซีรีส์มากๆ

สรุป ไทบ้าน x bnk48 เป็นหนังทีดูเพลิน แต่ก็อย่างว่า เป็นหนังทีสูตรเคมีไม่ลงตัวกันเลย ใครเป็นโอชิ เนย หรือปูเป้ น่าจะฟิน แต่สำหรับใครเป็นแฟนไทบ้าน รู้สึกเป็นหนังทีต่ำกว่ามาตราฐานพอสมควร 5.5/10

Parasite ชนชั้นปรสิต

Parasite — 10/10 คะแนนหนังโคตรดีหักมุมได้พีคมาก คาดเดาอะไรไม่ได้เลย สนุกขนลุก

โคตรพีคคคคคคคคคจนอ้าปากค้าง ต้องดูเท่านั้นว่ะ ไม่ดูนี่พลาดอย่างแรง หนังแม่งสนุกชิบหาย สนุกจนขนลุก คือตอนนี้สบายใจไประดับหนึ่งแล้วว่า สิ้นปีไม่ต้องมาเครียดในการเลือกหนังยอดเยี่ยมแห่งปีของเพจ เพราะ ดูหนังสด Parasite จองตำแหน่งนั้นไปเรียบร้อยแล้ว หนังแม่งโคตรสนุกและตื่นเต้นชิบหาย

เป็นการดูหนังที่ไม่ได้ รู้สึกว่าเลือดตัวเองสูบฉีด หายใจแรงรัวและถี่ สายตาจ้องเขม็งไปที่หน้าจอแบบ ไม่อยากกระพริบแบบนี้มานานแล้ว ชิบหายยย สนุกมากก โคตรชอบเลย Parasite เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัวชนชั้นล่าง ของเกาหลีครอบครัวหนึ่ง ที่ คิมกีวู ลุกชายของบ้านได้เข้าไปสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้ครอบครัวคนรวย

ตระกูล ปาร์ค ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่พอเข้าไปแล้วเห็นช่องทางทำมาหากิน กีวู จึงวางแผนชวน คนในบ้านเข้ามาทำงานในบ้านนี้ต่อกันเป็นทอดๆ และพวกเค้าทั้งหมดกำลังจะเจอกับความลับบางอย่าง นำมาซึ่งเหตุการณ์ที่พวกเราคาดไม่ถึง ซึ่งจากนี้ไปขอไม่เล่าแล้ว พอแล้ว เพียงพอแล้ว ตัดใจซะดีกว่า ไปดูกันเอาเองในโรงหนังเลย

แจ้งเตือนไว้ อย่าคาดเดาหนัง เพราะคุณไม่มีทางเดาออกแน่นวลละออน้องจะเหนียมอายไปทำไม หันมาใกล้ๆสิจะอายไปไหนกัน ก่อนไปดูนี่ผมได้ยินข่าวคราวมาพอประมาณว่าเรื่องนี้คือ ของดี OTOP จากดินแดนโอปป้า บางประเทศทำรายได้ แซงเทรนทูปูซานไปแล้วด้วย แถมยังนกสีดำวิ่งแอทแทค จากงานเทศกาลหนังเมืองคานส์

ดูหนังสด

กับรางวัลปาล์มทองคำมาอีกต่างหาก ความคาดหวังในการยกตูดอวบๆแน่นๆขาวๆไร้สิวของตัวเองไปนั่งดูเรื่องนี้มันจึงพุ่งสูงในระดับกระฉูดแตก พอได้ดูนี่ต้องบอกว่ามันเซอไพรส์และสนุกไปไกลกว่าที่คาดไว้มากๆ หนังเต็มไปด้วยจังหวะและลุกล่อลูกชนกับคนดู แถมยังเล่าเรื่องได้โคตรตื่นเต้น หนังรางวัลไม่จำเป็นต้องดูยากแบบขี่คอเมียดู

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เห็นแล้วว่า เว็บสตรีมหนัง แมสก็สามารถกระชากปาล์มทองคำมากอดได้ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันมีครบทุกรสชาติยิ่งกว่าส้มตำป้าแต๋ว ( ลุกสาวสวย ) ที่มาขายตลาดนัดแถวบ้านผมทุกวันพุธเสียอีก จังหวะการเล่าเรื่องโคตรดี แถมมุขตลกบางจังหวะก็โคตรฮา บางจังหวะก็ตลกไม่ออก เพราะสถานการณ์มันบีบให้เราสับสน

ว่ากูต้องหัวเราะหรือต้องช็อค หรือต้องอะไรดีวะ จังหวะนี้ คือมันสับสนไปหมด ลุ้นแฟนว่าท้องไม่ท้องตอนมหาลัย ความตื่นเต้นยังไม่เท่า 20 นาทีท้ายของหนังเรื่องนี้เลย จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากคือหลังจากที่ หนังเผยความลับจุดใหญ่บางอย่างออกมา ทำให้เราตั้งตัวไม่ทันและไปไม่ถูกเลยว่าหนังมันจะพาเราไปถึงจุดไหน

เพราะฉนั้นไปดูแบบไม่ต้องคาดเดา ปล่อยให้หนังมันแสดงให้เราเห็นแล้วไปพร้อมๆกับมันจะเป็นอะไรที่สนุกมาก

สรุป ดูเลยยังไงก็ต้องมาดู จังหวัดไหนไม่เข้าก็ขับรถข้ามไปดูจังหวัดอื่นแม่งเลยครับ รับรองว่าคุ้ม เป็นหนังที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง นี่บอกเลยไม่เจอหนังที่ทำให้ตัวเองตื่นเต้นในการพิมพ์รีวิวแบบนี้มานานแล้ว

ป.ล.ชื่อหนังคือสปอยล์อย่างแรง แต่ตราบใดที่คุณยังไม่ดูคุณจะไม่มีทางรู้เหตุผล เพราะฉนั้นไปดูเถอะ

น็อตตัวเดียว ไม่สำคัญเท่าโลโก้รถ

หนังที่สร้างจากเรื่องจริง และมันมีสปอยล์ในตัวอยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ บทความนี้จึงอาจไม่ซีเรียสเรื่องสปอยล์แต่อย่างใด

หนังมันทับซ้อนอารมณ์ของการดำเนินเรื่อง ให้ออกมาเหมือนลักษณะการขับรถของ เคน ไมลส์ (คริสเตียน เบล)ในหนังนั่นแหละ คือมันมีช่วงเหยียบคันเร่ง ช่วงแตะเบรค ช่วงเครื่องรวน มีอุปสรรคนานาประการ มีจิตใจตนเองที่ต้องเหยียบมิดไมล์ให้ทะยานข้ามผ่านไปให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าวายร้ายที่ร้ายกาจที่สุด

กลับไม่ใช่อะไรๆที่กล่าวมานั่นเลย ไม่ใช่ยี่ห้อรถที่สองที่เป็นชื่อของหนังด้วย ทั้งที่มันควรจะเป็นวายร้ายหลักของหนัง อุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดกลับกลายเป็นยี่ห้อที่เป็นชื่อนำของหนังนั่นเอง นี่คือหนังที่อาจทำให้บรรพบุรุษตระกูล Ford สะดุ้งโหยง หัวฟัดหัวเหวี่ยง หากชีวิตหลังความตายมีจริงและพวกเขายังไม่ไปผุดไปเกิด

ผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์ หน้ามึนเหลือเกินที่ทำ ดูหนังฟรี ที่มี Ford เป็นพระเอก แต่ลงเอยด้วยการใช้ประแจตีเข้าไปที่กกระจกหน้าของ Ford ตีมันทั้งๆที่ Ford กำลังฉลองชัยชนะตามท้องเรื่องของหนัง แล้วตามชี้หน้าด่า Ford ซ้ำไปอีกดอกว่าสุดท้ายแล้วมึงก็คือรถจ่ายตลาดของแม่บ้านอเมริกันอย่างที่เคยๆเป็นนั่นแหละ

นี่จึงเป็นจดหมายเหตุชั้นเยี่ยมที่ไม่ใช่แค่บันทึกว่า Ford เคยทาบรัศมี Ferrari มาแล้ว แต่มันยังบอกเล่าให้เรารู้ด้วยว่าทำไม Ford จึงเทียบบารมีรถแรงๆ จากฝั่งยุโรปหลายๆยี่ห้อไม่ติดในยุคนี้ ทั้งที่พวกเขาจะทำก็สามรถทำได้ การอยู่หลังพวงมาลัยไม่ใช่แค่การเหยียบคันเร่งให้มิด จึงจะสามารถคว้าชัยมาได้

แต่มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างรวมไปจนถึงทัศนคติของคนในองค์กร หากจะบอกว่านี่คือการจำลองเอาเกมการเมืองใส่เข้าไปในหนังก็คงไม่ผิดเพี้ยนนัก มันจึงไม่ใช่แค่หนังที่ว่าด้วยการแข่งขันกับคู่แข่งเพียงอย่างเดียว อันที่จริงถ้าจะตั้งชื่อหนังว่า Ford v Ford ก็ย่อมได้ เผลอๆหากตั้งชื่อตามนี้ มันจะเข้ากับสถานการณ์ในหนัง

มากกว่าการตั้งชื่อหนังว่า Ford v Ferrari ด้วยซ้ำไป เพราะอย่างที่บอก นี่เป็นหนังที่ผู้ร้ายไม่ใช่ Ferrari หรือใครอื่นเลย เป็นคนในองค์กรด้วยกันเอง เป็นเกมการเมืองภายใต้ชายคาเดียวกัน “ผู้ร้าย” กับ “คู่แข่ง” ในหนังเรื่องนี้ จึงถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะบางครั้งคู่แข่งในเกมกีฬา เมื่อการแข่งขันจบสิ้น หลังเส้นชัยเรา

ก็สามารถจับมือหรือสวมกอดกับคู่แข่งได้ แต่กับผู้ร้ายแล้ว เราไม่แม้แต่จะสามารถมองหน้ามันได้ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้ามันคือคนในองค์กรเดียวกันด้วยแล้ว แต่นี่ไม่ใช่หนังที่เครียดเอาเป็นเอาตายตามที่กล่าวไปข้างต้น หนังถูกปรุงให้กลมกล่อมรวยอารมณ์ขันแมนๆ คริสเตียน เบล เดินด้วยท่าทางจ๋องๆไหล่ห่อๆตามประสาช่างซ่อมรถ

ดูหนังฟรี

ที่เสื้อผ้าไม่เคยไม่เปื้อนคราบน้ำมัน แต่ให้ความรู้สึกว่าหมอนี่ทำไมมันแมนเอาเป็นเอาตายจังวะ ในขณะที่ แม็ต เดม่อน ในวัยกลางคนที่กำลังถูกใบหน้าของ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก และ จอห์น ซีน่า ลักพาตัวไป เขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มใน Good Will Hunting หรือหนังตระกูล Ocean อีกแล้ว และไม่ใช่คนที่พร้อมจะหักคอใครอย่าง เจสัน บอร์น ด้วย

เพราะก่อนหน้านี้แม้เขาจะรับบทที่โตขึ้นแค่ไหน เขายังทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไอ้หนุ่มจาก Good Will Hunting อยู่ นี่จึงเป็นบทบาทที่ก้าวไปอีกขั้นของ มาร์ค วอห์ล เอ๊ย!! แม็ต เดม่อน เชื่อว่าในระบบการทำงานของทุกองค์กร อย่างเราๆถ้าเป็นพนักงานบริษัท ไม่ว่าจะเป็นในออฟฟิศ ในร้านอาหาร ในอู่ซ่อมรถ หรือแม้กระทั่งร้านลาบข้างทาง

เรามักก่นด่าระดับผู้บริหารกันอย่างมันส์ปากจากการโดนพวกเขากดขี่ คำว่า “โง่” จะถูกสำรอกออกจากปากเราๆเพราะเราเป็นคนที่ลงปฏิบัติงานโดยตรง ไม่ใช่พวกนั่งห้องแอร์ที่เอาแต่สั่งงานไปวันๆ โดยไม่รู้สี่รู้แปดหรือร้อนหนาวใดๆ เรามักเอาแต่ก่นด่าในใจไม่ก็นั่งบ่นกันเองว่า เจ้านายหรือพวกบอร์ดบริหารทำไมมันโง่สิ้นดี เลวบัดซบ นั่นแหละ

ทั้งหมดทั้งมวลเรา จะรู้สึกแบบเดียวกันไป ตลอดการ หนังออนไลน์ เรื่องนี้ ดังนั้น นี่น่าจะเป็นหนังที่อาจโดนใจพนักงานตัวนิดตัวน้อยในออฟฟิศ หรือเด็กเสิร์ฟจากร้านลาบ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ อารมณ์ของหนังจึงเหมือนพาเราไประบาย ก่นด่า ถ่มถุยให้ระบบองค์กรงี่เง่าต่างๆอย่างมันส์มือ มีหลายครั้งที่ในหนังนั้นฝั่งที่เราเอาใจช่วยจะชนะ

เรารู้สึกสะใจ ปรบมือให้จบแสบไปหมด แต่อย่างที่บอก พนักงานตัวจ้อยมันก็ชนะได้แค่บางครั้งบางคราว ท้ายที่สุดเราก็ได้เป็นแค่น็อตตัวหนึ่งในรถแรงๆที่อาจถูกไอ้ตัวเป้งๆสั่งถอดเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นี่จึงถือเป็นหนังที่อาจหาญกล้าที่จะนำเสนอแบบไม่ไว้หน้าใครเลย และน่าภาคภูมิใจแทน ที่หนังไม่ได้เลือกให้ Ford เป็นพระเอก

หากบางคนจะสร้างหนังมาสักเรื่องที่เกี่ยวกับ Ford แน่นอนว่าจะต้องสร้างหนังมาเพื่อเลีย Ford แต่สำหรับเรื่องนี้ หนังเลือกที่จะเชิดชูวีรกรรมของน็อตตัวเล็กๆในรถ Ford แทน แต่ความโหดร้ายคือ บางครั้งน็อตตัวเล็กๆที่หากขาดหายไปอาจทำให้รถไม่สมบูรณ์ แม่งก็ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่ากับโลโก้ของ Ford ที่ติดหราอยู่บนรถทั้งคันนี่สิ นี่แหละที่หนังมันพยายามจะบอกเรา

Jim Carrey จะกลับมาใน Ace Ventura 3

จิมแคร์รีย์ จะกลับมาทำสิ่งที่ถนัดใน ACE VENTURA ภาค 3

Ace Ventura ภาค 3 นักสืบซุปเปอร์เก๊ก มีโอกาสสดใสที่จะได้ถูกสานต่อ โดยมีการเจรจากันอย่างเข้มข้นกับ จิม แคร์รี่ย์ แล้ว และค่ายหนังอย่าง Morgan Creek Entertainment ผู้สร้างภาค 1 และ 2 ยังออกมาสนับสนุนโดยการใช้แอ็คเค้าทน์ Twitt แชร์ข่าว Ace Ventura ภาค 3 พร้อมอิโมจิหน้ายิ้ม

นั่นบอกเราได้ว่า นักสืบสารพัดสัตว์หน้ามึน จะกลับมาอีกครั้งแน่นอน เราจะได้เห็น จิม แคร์รี่ย์ กลับมาทำอะไรๆที่เขาถนัดอีกครั้ง หลังจากโดนโรคซึมเศร้าเข้าเล่นงาน และเจอเหตุการณ์แฟนสาวฆ่าตัวตาย จิม แคร์รี่ย์ ก็ดูเหมือนชีวิตจะเป๋ๆไปเยอะเลย เขาใช้ศิลปะบำบัดจนชีวิตเริ่มกลับมาปรกติสุข

แต่ด้วยความที่อยากฉีกตัวเองออกจากการเป็นดารา ดูหนังฟรี หนังตลก เขาจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะแบกรับบทในหนังดราม่าที่หลากหลาย และดูเหมือนว่าคนจะยังจดจำ จิม แคร์รี่ย์ ในบทบาทของตัวละครหน้าตายที่มักทำหน้าและท่าทางแปลกๆให้คนดูได้ขำกลิ้งอยู่ดี แม้ว่าจิมจะพยายามรับบทในหนังดราม่ามากเท่าไหร่ในช่วงหลังๆ

แต่คนยังคงคิดถึงเขาในแบบที่เขาเป็น 706 ล้านเหรียญ คือรายได้รวมของหนังที่ จิม แคร์รี่ย์ แสดงในปี 1994 ซึ่งเข้าฉายในปีเดียวกันหมดเลย ทั้ง Ace Ventura: Pet Detective ทั้ง The Mask และ Dumb and Dumber หากใครยังจำกันได้ในยุคนั้นถือเป็นปรากฏการณ์ที่โหดสัส เพราะรายได้รวมจากหนังที่ดาราคนเดียวแสดง ปีละ 706 ล้าน

ยุคนั้นถือว่ามหาศาลมาก และตอกย้ำความบ้าด้วยปี 1995 จิม แคร์รี่ย์ มีหนังเข้าฉายแค่ 2 เรื่องคือ Batman Forever กับ Ace Ventura 2 : When Nature Calls สองเรื่องรายได้รวมกันราวๆ 550 ล้านเหรียญ ส่งผลให้อดีตตัวประกอบคนหนึ่งในหนัง คลินท์ อีสต์วู้ด อย่างพี่จิม กลายมาเป็นโคตรดาราที่มีค่าตัวมหาศาล 20 ล้านเหรียญต่อเรื่อง

และได้ส่วนแบ่งจากรายได้ของหนังบางเรื่องด้วย เอาหนังเฮีย Jim Carrey มาพูดถึงบ้างดีกว่า รู้สึกว่าพูดถึงหนังแกไม่เยอะแฮะ ส่วนนี่ก็คืองานแจ้งเกิดแบบเต็มตัวเต็มบาทาเลยนะครับ ในบท เอซ เวนทูร่า นักสืบสารพัดสัตว์ที่เดิมทีแกรับงานสืบแบบก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อย แต่พี่ท่านเก่งจริงนะครับ รู้ใจสัตว์ รู้เรื่องสัตว์ระดับสุดยอด

กินนอนกับสัตว์ด้วยซ้ำน่ะจะว่าไปแล้ว แล้วงานใหญ่ก็เข้าครับ ปลาวาฬอันเป็นมาสค็อตของทีมดอลฟินเกิดหายไป พี่ท่านเลยต้องวิ่งไล่ตามหา แล้วไหนยังต้องตามสืบคดีฆาตกรรมอีกต่างหาก แสดงว่างานนี้ต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง และมันต้องมีแผนร้ายแน่นอน แบบนี้ยอดนักสืบจอมเก๊กคงไม่อาจรอช้า ต้องลากคอมันออกมาให้จงได้

ดูหนังฟรี

บทบ้าแบบเต็มพิกัดที่ทำให้ชื่อของ Jim Carrey เป็นที่จับตา ซึ่งตอนแรกหลายคนก็ไม่ชอบแกนะครับ เพราะมันบ้ามาก จนได้เข้าชิงรางวัลดารานำชายยอดแย่ของราซซี่อวอร์ดแน่ะ แต่ด้านรายได้โกยไป 72 ล้าน จากทุนแค่ 11 ล้านเท่านั้นเอง ในเรื่องพี่ Jim แกบ้าจริง แต่ก็น่ารักนะครับ ไม่ได้ทุเรศหรือเลวร้าย ไม่ได้หยาบคายมากมายด้วย

มิหนำซ้ำบทยังไม่ลืมว่านายเอซคนนี้คือยอดนักสืบ จึงมีการแทรกความฉลาดและไหวพริบในการสืบคดีของเขาไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดที่เยี่ยมนะครับ หนังฮาจริง แต่ไม่ได้ไร้สาระ ไม่ได้หลุดโลกไปเสียทั้งหมด คนดูจึงฮากับท่าทางของเอซ แล้วก็ทึ่งไปกับลีลาการสืบคดีของเขา ที่สืบแบบสังเกตจริง รู้จริง

แค่ท่าทางเขาครื้นเครงเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง หนังได้ Jim แกดึงความสนใจตลอดเรื่องครับ ด้านการสืบคดีก็ใช้ได้นะ ไม่ได้เลอะเทอะเลื่อนลอยอะไร จริงๆ มันก็ออกแนวคินดะอิจิแล้วก็โคนันน่ะครับ ที่พระเอกตามสืบแล้วก็เจอฆาตกรวายร้ายที่แฝงตัวในหมู่พวกเขามาตลอด เพียงแต่การไขคดีแกจะเน้นฮาน่ะครับ

เลยไม่ลุ้นแต่ขำมากกว่า ดาราในเรื่อง หนังถ่ายทอดสด ก็โดนพี่แกแย่งความเด่นไปหมด ตั้งแต่นางเอก Courteney Cox ในบทเมลิสซ่าที่มาสวยเป็นหลัก กับ Sean Young ในบทตำรวจสาวลอยส์ เอนฮอร์น ก็ดูดุดันร้ายกาจ และรำคาญลีลานายเอซมาก (เป็นผมก็รำคาญนะบางทีน่ะ) และก็ยังได้ Dan Marino นักกีฬาตัวจริงมาเล่นรับเชิญให้ด้วย

ถือเป็นหนังที่ทำให้เฮีย Jim และ Tom Shadyac ผู้กำกับดังไปด้วยกัน ตัวหนังก็สนุกครับ แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบมุกฮาแบบแพรวพราว ลีลาตัวละครที่ออกแนวการ์ตูนแบบเกินร้อย แต่ถ้ารับได้ล่ะก็ ผมว่าคุณๆ น่าจะสนุกกับลีลาฮาแตกของนาย Jim คนนี้นะครับ ผมยังอดชอบไม่ได้เลย

หนังฮาแบบน่าจะเลอะเทอะ แต่ไม่เลอะเทอะแบบนี้ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ นะครับ มันต้องคุมอะไรกันพอควร แต่ก็ต้องปล่อยให้นาย Jim แกอิสระอีกเหมือนกันไม่งั้นหนังจะไม่สุด ก็ต้องขอชมทีมงานล่ะครับ ทำออกมาได้ค่อนข้างพอดีจริงๆ อยากขำล่ะก็ ไม่ผิดหวังหรอกครับ

กำเนิด “พายุ” ชื่อไทยในหนังจีน

ในยุคหนึ่งนั้น หนังที่แสดงโดย เจิ้งอี้เจี้ยน จะมีคำว่า พายุ ในชื่อไทยของหนัง

นั่นเป็นเพราะกระแสของหนัง ฟงอวิ๋น ขี้พายุทะลุฟ้า นั้นแรงมากๆ กูยอมคนตั้งชื่อนี้เลย คือในตัวอย่างหนังมันมีฉากหนึ่งที่ เนี่ยฟง ต้องไปทวงขอเอา วานรทิพย์ จาก ธุลีดิน และได้ปะมือกับ ศากยะ เข้าให้ แล้วฉากนั้นเนี่ยฟงก็เหมือนๆกับลอยตัวด้วยพายุหมุนๆ แค่นั้นแหละ เห็นพายุแค่นั้นจริงๆ

แถวบ้านกูเรียกลมหัวกุด ไม่ใช่พายุด้วย แค่แว้บๆไอ้คนตั้งชื่อแม่งเอามาตั้งชื่อหนังละ คือแม่งประจวบเหมาะกับชื่ออังกฤษมันใช้เป็น The Storm riders ด้วยไง แม่งเลยโป๊ะเชะ ทั้งๆที่ในหนังแม่งมีฉากขี่พายุแค่ฉากเดียวสองสามวิ แล้วมันคือการต่อยอดความสำเร็จโดยใช้ชื่อ พายุ ห่าเหวอะไรก็แล้วแต่ เพื่อบ่งบอกว่า

นี่มันคือหนังพี่เจิ้งแกนะ เหมือนๆกับที่เฉินหลงมีคำว่าฟัด ดูหนังออนไลน์ โจวซิงฉือ มีคำว่าคนเล็กนั่นแหละ แล้วฟงอวิ๋นนี่มันเป็นหนังที่สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คล้ำกว่าหนังจีนด้วยกันในยุคนั้นด้วย ดังนั้น ค่ายหนังของไทยเราเลยชอบอิงกระแสเอาชื่อ พายุ ที่เคยฮิตไปใส่หนังพี่เจิ้งแกแทบทุกเรื่อง เห็นหลักๆ นี่ก็มีสามเรื่องที่ดังมากๆในบ้านเรา

โดยค่ายหนังเลือกที่จะกลบตัวตนในอดีตของหนังไปซะ ไม่ต้องรู้กันหรอกว่าหนังมันมีพื้นเพยังไง รู้แค่ว่ามีพี่เจิ้ง กับ สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คระดับโลกก็พอ ซึ่งมันก็ได้ผลดีมากๆ แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่าหนังพี่เจิ้งแต่ละเรื่องนั้น ชอบดัดแปลงมาจากการ์ตูน หรือนิยายกำลังภายในอมตะ ของจีนหลายๆเรื่อง กู๋ หว่า ไจ๋ ก็มาจากการ์ตูนนะ แต่ไม่มีพายุ เพราะเป็นหนังเก่าแก่ก่อนมีฟงอวิ๋น หลักๆก็มี

1. The Storm Riders ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า ดูดม้าทะลุฟรอย อันนี้เป็นจุดกำเนิดพายุในตัวพี่เจิ้งเลย สร้างจากการ์ตูนลายเส้นสวยๆของ หม่าหยงเฉิง ที่ป่านนี้ไม่รู้ว่าแม่งจบไปรึยัง เพราะหลายเล่มเกิน กุแม่งตามไม่ไหว ถอดใจตั้งแต่สิบกว่าเล่มแรกแล้ว แต่มีฉบับนิยายตามมาอีกนะ แม่งเขียนละเอียดกว่าในการ์ตูนอีก

เคยอ่านแล้ว มันจะเล่าเรื่องราวของเนี่ยฟงตั้งแต่เด็กๆเลย วิ่งตามพ่อที่เป็นบ้า พ่อแม่งฆ่าเสือหิมะแล้วเอาหัวใจสดๆของเสือให้เนี่ยฟงแดก ในส่วนของ ปู้จิ้งอวิ๋น นี่ก็น่าสงสารมากๆ แต่เลือนลางจริงๆ จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าสนุกดี สนุกลึกซึ้งกว่าฉบับการ์ตูนและหนัง นั่นแหละ พอมันมาเป็นหนังนี่ลดทอนอะไรหลายๆอย่างไปเยอะ

อย่างบทนางเอก ข่งฉือ นี่ในการ์ตูนหรือนิยายจะเป็นแค่สาวใช้นะ ไม่ใช่ลูกสาวของ สงป้า The Storm Riders ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า มีภาคต่อออกมาด้วยนะ ถ่ายทำที่โรงถ่ายกันตนาบ้านเรานี่เองทั้งเรื่องเลย แต่อย่าให้พูดถึงนักเลยสัส หนังโคตรทำร้ายทำลายความดีงามภาคแรกหมดสิ้น

2. A Man Called Hero ขี่พายุดาบเทวดา อันนี้เดินตามรอยเท้าของ ฟงอวิ๋น เป๊ะๆเลย สร้างจากนิยายของ เจ้า จื้อกัง หนังทำเงินเยอะ แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จในเสียงวิจารณ์ เพราะเน้นแต่ดราม่าเกินไป ส่วนตัวกุชอบบางอย่างในหนังนะ โดยเฉพาะฉากสู้กลางสายฝน แม่งสนุกดี แถมเป็นผลงานเรื่องแรกๆของ เซี๊ยะถิงฟง(แฝดพี่ตูน บอดี้ สแลม) ด้วย

ดูหนังออนไลน์

แม้งานมันจะดูหนักๆไม่สู้กันสะใจอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ถือว่าใช้ได้เพราะแม่งพากันเท่แทบทุกตัว มี บัลล็อค จาก Street fighter มาแจมด้วย ถุย แล้วก็มีทีวีเอาไปสร้างเป็นละครในชื่อเดียวกัน บทของ หัวอิงสง นั้น ก็ได้ เหอเจียจิ้ง (จั่นเจา) มารับบท แล้วก็ดังเปรี้ยงปร้างเลย ซีรี่ส์ทำสนุกใช้ได้ เพราะมีเรื่องให้เล่าเยอะกว่า

3. The Duel พายุดาบดวลสะท้านฟ้า อันนี้หนักเลย คือถ้าเป็นนิยายไทยนี่ฟ้องร้องกันยันลูกบวช ด่ากันยันโคตร มีครั้งหนึ่งที่ พิง ลำพระเพลิง ใส่นางอิจฉาเข้าไปในคู่กรรม เวอร์ชั่น ศรราม แม่งโดนเฉ่งจากแฟนเดนตายไปนักต่อนัก อันนี้คือถ้าใครไม่ได้เป็นแฟนนิยายคงคิดว่าเนื้อเรื่องเป็นหนังจีนกำลังภายในประยุกต์

มีมุขตลกร่วมสมัยอะไรต่างๆนาๆ แต่คนที่อ่านนิยายจีนจะทราบดีว่ามันดัดแปลงมาจากตอนหนึ่งของนิยายกำลังภายใน เล็กเซียวหง ของ โกวเล้ง อันนี้ส่วนตัวชอบมากๆเรื่องนี้ พีคสุดๆก็ทีมพากย์พันธมิตรนี่แหละ คือแม่งมีใส่องค์หญิงที่รับบทโดย จ้าวเหว่ย เข้าไปด้วย มีการเปลี่ยนชื่อเล็กเซียวหง ที่รับบทโดย จางเจียฮุย

ให้เป็นสายลับ 009 เลียนแบบ โปรแกรมหนัง เจมส์บอนด์ไปอีก ในหนังโปรโมตแค่พี่เจิ้ง(ไซมึ้งซวยเสาะ) กับ เฮียหลิว(เฮี๊ยบโกวเซี๊ยะ) แต่จริงๆแล้วตัวเด่นตัวเดินเรื่องคือ เล็กเซียวหง หรือ 009 ที่รับบทโดยจางเจียฮุยนั่นเอง(เริ่มจากเป็นดาราตลก ตอนนี้แม่งเป็นสายดาร์คไปแล้ว) เป็นงานยำนิยายโกวเล้งได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน

แต่มันส์สะเด็ดสะเด่ามากๆ ดูแล้วนึกถึง มังกรหยก หยกก๋าหว่า ที่ “หว่อง กา ไว” ทำล้อเลียน มังกรหยก เพื่อเอาเงินรายได้ไปสร้าง มังกรหยก ฉบับซีเรียสอีกที สนุกดี แถมชื่อตัวละคร ไซมึ้งซวยเสาะ กับ เฮี๊ยบโกวเซี๊ยะ แม่งยังติดในหัวมาจนทุกวันนี้

*** หนังสามเรื่องนี้เป็นงานกำกับฯของ แอนดรูว์ เลา ดังนั้นใครบอกว่า เหลียงเฉาเหว่ย เป็นดาราคู่บุญของ แอนดรวู์ เลา นั้น คือมันก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ที่ลุยกันมาตั้งแต่แรกเริ่มจริงๆก็พี่เจิ้งนี่แหละ คู่บุญของจริง ลุยกับพี่เลามาตั้งแต่ กู๋ หว่า ไจ๋ แล้ว

แล้วยังมีเรื่องอื่นๆอีก อย่าง คู่พายุฟัด , 6 พายุฟัด , คู่พายุกังฟู แล้วก็อีกหลายๆเรื่องที่ขอให้มีพี่เจิ้งโผล่ในหนังก็จะมีพายุในชื่อไทย โดยที่ในหนังแม่งก็ไม่ได้มีพายุให้เห็นแต่อย่างใด

คนที่น่าเห็นใจที่สุด กลับกลายเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดใน Creed 2

ความเกลียดชัง vs ความเข้าใจ

แม้ว่าชีวิตของ อโดนิส หรือ ครีดผู้ลูก จะเติบโตมาด้วยความไม่สมบูรณ์ พ่อของเขาต้องตายบนผืนผ้าใบที่เขารัก ฐานะของเขาจะมีกินบ้างไม่มีบ้าง แต่ทว่าเขากลับเติบโตมาด้วยคนที่เข้าอกเข้าใจรายรอบ ทั้งแม่ แฟนสาว หรือแม้กระทั่งการได้มาเจอกับ ร็อคกี้ ผู้เป็นทั้งคู่ปรับและมิตรที่ดีของคุณพ่อ

แต่ในอีกฟากฝั่งอย่าง ดูหนังออนไลน์ วิคเตอร์ ดราโก้ ลูกที่เติบโตมากับความแค้นและเกลียดชังของพ่อล้วนๆ ดราโก้ผู้พ่อดูเหมือนจะโกรธแค้นคนทั้งโลกด้วยความพ่ายแพ้ของเขาเองที่มีต่อร็อคกี้ สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดมายังลูกชาย สองฟากฝั่งมีพื้นฐานความโกรธแค้นที่คล้ายๆกัน พ่อเป็นอดีตนักมวยที่แกร่งมากทั้งคู่

พ่อของวิคเตอร์ คือผู้ที่ต่อยพ่อของอโดนิสตายคาผืนผ้าใบ แน่นอนว่ามันสามารถสร้างมวลความแค้นให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับการแก้แค้นของอโดนิสได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทว่าอีกฝั่งอย่าง วิคเตอร์ ซึ่งมาพร้อมกับร่างกายกำยำบึกบึน พูดน้อย ต่อยหนัก และมีทุกอย่างที่ตัวร้ายในหนังกีฬาสักเรื่องพึงมี ภาพของหนังทำให้ วิคเตอร์

ออกมาดูน่าสะพรึงกลัว น่าหวาดหวั่นชนิดที่ว่า อโนนิส ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้เลย ทว่าลึกๆแล้วตัวละครตัวนี้กลับเป็นคนที่น่าเห็นอกเห็นใจที่สุดอยู่ในที เขามีสภาพไม่ต่างจากกระปุกสะสมความคั่งแค้นของพ่อ พ่อผู้ซึ่งไม่ได้มองเขาเป็นแค่ลูกชาย แต่คือเครื่องมือเอาคืนคนทั้งโลก โดยเฉพาะแม่ของวิคเตอร์ที่ทิ้งเขาและดราโก้ผู้พ่อไป

ดูหนังออนไลน์

การโยนธงขาวในท้ายเรื่องของดราโก้ผู้พ่อ นั่นคือฉากกระชากน้ำตา ซึ่งเราควรที่จะเสียมันให้กับคู่พระนาง หรือร็อคกี้ที่เป็นฝั่งธรรมะสิ แต่กลายเป็นว่าเราต้องมานั่งร้องไห้สะเทือนใจกับตัวร้ายแทน นี่คือตัวละครที่น่าเห็นใจที่สุด แม้ว่าวิคเตอร์จะมีพ่ออยู่เคียงข้างกาย แต่เขากลับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างลูก เขาไม่ต่างจากหมา

ที่เจ้าของพร้อมจะปลดโซ่เพื่อขย้ำฝั่งตรงข้าม ในขณะที่ อโนนิส มีแค่แม่ ผู้หญิงซึ่งจมอยู่กับความสูญเสียมาพักใหญ่ๆ แม้จะเป็นหนังที่สร้างมาต่อยอด และมีความสูตรสำเร็จ แต่มันคือสูตรสำเร็จที่มีหลายๆอย่างซ่อนไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรับมือกับสิ่งผิดปรกติของลูกที่กำลังจะเกิด ,การปล่อยวางและยอมรับ, การเติบโตเป็นผู้ใหญ่

สิ่งเหล่านี้ เว็บดูหนัง ร็อคกี้ ที่ในสองภาคหลังล้วนมีสถานะไม่ต่างจากพี่เลี้ยง ให้กับอโนนิสทั้งบนสังเวียน และการดำเนินชีวิต ความหลักแหลมของบทภาพยนตร์ถูกเขียนขึ้น มาบนพื้นฐานของการต่อยอด จากภาคก่อนๆได้อย่างไร้ที่ติ ความคั่งแค้นถูกส่งต่อมายังอีกรุ่น แต่ภาพความน่าเห็นใจของตัวร้าย ในหนังกลับทำให้เรารู้สึกแปลกแตกต่างจากชัยชนะ

ที่ผ่านมาของร็อคกี้ หรือแม้แต่ตัวอโนนิสเอง เป็นครั้งแรกที่เราอยากเข้าไปโอบกอดผู้ร้ายในหนังนักมวยหรือหนังเกี่ยวกับกีฬาสักเรื่องแล้วกระซิบบอกเขาว่า ไม่เป็นไรนะวิคเตอร์ เราเข้าใจนาย เพราะนายมีพ่อเหี้ยๆนั่นเองทำให้นายมายังจุดนี้ นึกภาพไม่ออกว่าถ้าหนังไม่ตัดสินใจให้ดราโก้ผู้พ่อโยนธงขาวยอมแพ้ เราจะเสียน้ำตาให้วิคเตอร์มากกว่าที่เป็นแค่ไหน

หนัง Marvel ที่ดีที่สุดยกให้เรื่องนี้ไปเลย

หนัง Marvel ที่ดีที่สุด ของคุณคือ?

ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการให้คะแนนหนังMarvel บางเรื่องสูงลิ่ว แต่ถ้าถามว่าเรื่องที่ขุดขึ้นมาดูซ้ำบ่อยที่สุด สนุกกับมันที่สุด และคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว มันต้องมีในใจซักคนละเรื่องแหละ วันนี้เลยจะมาบอกว่าส่วนตัวแล้วยกให้ Captain America: The Winter Soldier คือหนังที่ดีที่สุดในจักรวาล Marvel

เชื่อไหมว่า Captain America ภาคแรกเป็นหนังที่โคตรจืดหากเทียบกับฮีโร่ตัวอื่นๆ เอาแค่ Iron man ตัวเดียวนี่ก็แดกขาดแล้ว อย่างแรกเลยคือกัปตันแม่งเหาะเหินหรือไม่มีพลังอะไรเลยนอกจากแรงควาย แล้วก็เป็นผู้ใฝ่คุณธรรมที่สุดในบรรดาพวกเหนือมนุษย์ต่างๆ แล้วพอกัปตันเข้าฉายปี 2011

และต่อด้วย ดูหนังสด The Avengers ภาคแรก แม่งเอ๊ย… กัปตันภาคแรกนี่แม่งยิ่งโคตรจืดชืด คือพูดตรงๆแม่งเป็นฮีโร่ที่ไม่น่าทำภาคต่อที่สุดแล้ว ไม่รู้จะเล่าอะไรให้มันเหนือกว่าพวกที่โผล่ๆมาทีหลังใน Avengers ได้ กูก็เลยไม่ได้คาดหวังกับ The Winter Soldier ตอนเข้าฉายปี 2014 ปรากฏว่าเหมือนโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้า

ขอเรียนตามตรง ตั้งแต่ Iron man ภาคแรกจวบจนถึง End game ตั๋วร้อนยกให้ The Winter Soldier คือหนัง Marvel ที่ดีที่สุด คือหนังแม่งเลือกไปทางหนัง Spy แล้วแม่งตีความออกมาได้ตามที่บอกคือ เราจะไว้ใจใครไม่ได้อีกเลย นี่คือทางเลือกที่ผู้กำกับพี่น้องรุสโซ่เสนอให้คนที่อยากเห็นฮีโร่ปล่อยพลังลำแสงเหาะเหินหายตัวได้ดู

ความจริงภาคนี้แม่งน่าจะตั้งชื่อว่า S.H.I.E.L.D.ซะมากกว่า เพราะมันเล่าเจาะลึกถึงหน่วยงานนี้เต็มๆ ทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนประมาณว่านี่คือองค์กรที่เป็นดาบสองคมเหมือนๆที่ทุกคนตั้งข้อกังขามาตั้งแต่ใน The Avengers แล้วนั่นแหละ และหนังยังสานต่อความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ของทุกตัวละครที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาจากเหตุการณ์นิวยอร์คเอเลี่ยนได้ดีมากๆ

แม้จะทุ่มให้กันไม่หมดใจจนเทหน้าตัก มีความเคลือบแคลงสงสัยให้เห็นต่อกัน และกันของทุกๆตัวละคร โดยเฉพาะในรายของ กัปตัน อเมริกา กับ นิค ฟิวรี่ ที่หากใครเป็นแฟนเดนตายมาตั้งแต่ต้น จะรู้ว่าสองคนนี้คือไม้เบื่อไม้เมากันมาแต่ไหนแต่ไร ที่โหดคือขนาด นิค ฟิวรี่ เองแม่งยังมอง นาตาชา โรมานอฟ คนสนิท

และวางใจที่สุดด้วยสายตาแปลกๆเลย โลกของสปายนี่มันสปายกันจริงๆ คือเหมือนยกระดับหนังให้มันมีโทนที่แบบว่าไม่ใช่เอะอะก็ร่วมใจรวมพลังกันท่าเดียว มันต้องมีสงสัยกันเองบ้าง แต่ก็นั่นอีกแหละ เหมือนเพื่อนร่วมงานมึงที่ด่ากันฉอดๆๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆคนที่ไว้ใจกันได้ มันก็คือคนๆเดียวกับที่ด่ามึงฉอดๆๆนี่แหละ

มันจึงเป็นหนังที่ว่าด้วยมิตรภาพบนเส้นเอ็นเล็กๆ อาจดูบางเบา แต่เรื่องความเหนียวแน่นนั้นเราต่างรู้ดีว่าแข็งแกร่งกว่าเชือกเส้นโตเป็นไหนๆ ยืดหยุ่นได้ด้วย เย่อปลาตัวโตๆได้ดีนัก ข้อสังเกตของหนังที่เป็นมุกเป็นกิมมิคเด่นๆในภาคนี้คือการที่เปิดเรื่องมากัปตันมันก็บอกให้ “ระวังซ้าย” กันเลย

ดูหนังสด

มันย้ำในข้อนี้จนกูคิดว่าแม่งต้องมีอะไรเกี่ยวกับฝั่งซ้ายแน่ๆ แล้วก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เหมือนหนังมันวางอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับฝั่งซ้ายไว้ทั้งเรื่อง

> แขนเหล็ก บั๊คกี้ หรือ วินเทอร์ โซลเยอร์ อยู่ฝั่งซ้าย

> นิค ฟิวรี่ มีอะไรเกี่ยวกับซ้าย แถมตาบอดฝั่งซ้ายอีก

> ระบอบซ้ายจัด

> โรมานอฟ คือคนจากรัสเซีย แน่นอนว่าเป็นซ้ายจัด

นี่ไม่รวมว่ากัปตันแม่งก็ชอบถือโล่ห์ด้านซ้ายเพราะมือขวาเอาไว้ต่อยตีหรือถืออาวุธอีก เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ต้อง “ระวังซ้าย ” กันทั้งเรื่อง คือเอาจริงๆมันก็เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตตามประสาคนคิดเยอะคิดแยะ แม้กระทั่งหนังดูเอามันส์กูยังคิด แต่เอาเถอะ ถือว่ามันมีอะไรให้คิดดีกว่านั่งดูฮีโร่ปล่อยแสงใส่กันไปวันๆ

หนังมันบอกถึงภัยของอเมริกาที่จะเกิดจากการเข้าห้ำหั่นของฝั่งซ้ายจัด นอกจากหนังจะไม่เชิดชูอเมริกาเหมือนภาคแรกแล้ว (ธงชาติอเมริกาแทบจะไม่โผล่มาเลยในภาคนี้ ทั้งที่ภาคแรกนี่กูเอียนกับธงมึงมาก) หนำซ้ำยังแอบด่าอเมริกาเองอีกด้วย เออเว้ย แม่งกวนตีนดี ให้หนังกัปตัน อเมริกา ด่าอเมริกา เรียกได้ว่าแพ้ภัยตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้ว

พูดถึงความเป็นงานแอ็คชั่น หากใครเคยดูหนัง Heat ของ ไมเคิล มานน์ นั่นแหละให้มึงเอา 10 คูณเข้าไป แม่งมันส์จริงไรจริง นี่คือข้อดีของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เหาะเหินกันไม่ได้ ปล่อยพลังไม่ได้ มันจึงต้องซัดกันหมัดเป็นหมัด ปืนเป็นปืน กัปตันแม่งใช้มวยไทย K-1 เลย คิวบู๊นี่งดงามดุดัน แต่แอบเสียดายที่ฉากไคลแม็กซ์ของหนัง

กัปตันเสือกโดนนาตาชา กับ ฟัลค่อน แย่งซีนไปซะเฉยเลย สุดท้ายแล้วไอ้พวกฮีโร่บินได้แม่งก็เท่กว่าอยู่ดี ฟัลค่อนเอาฉากไคลแม็กซ์ไปแดกเห็นๆ ตอนดูคิดในใจ สตีฟแม่งไม่โทรหาสตาร์ค ขอชุดกัปตันเหาะได้สักชุดว่ะ ควายแท้ๆ เสียดายตรงที่ในรายของตัวสำคัญ เจ้าของชื่อเรื่องอย่าง พี่วินเทอร์ โซลเยอร์

ขอบอกว่าผิดหวังนิดๆนะ คือกูแม่งอยากให้ ดูหนังผ่านเน็ต ชื่อตอนว่า S.H.I.E.L.D. ก็เพราะหนังใช้บัคกี้ไม่ค่อยคุ้ม คือแม่งเปิดตัวมาโหดมาก แต่หลังๆเหมือนแม่งมาให้คนสมเพชมากกว่าให้คนหวาดกลัวนะกูว่า เบื่อหน่ายทุกทีที่บัคกี้ปวดหัว ถ้าจับจดกันจริงๆ นี่คืองานที่พูดถึงอดีตของแต่ละคนที่เริ่มกลับมาตามหลอกหลอน

หรือกลับมาให้พวกเขาแก้ไขอีกครั้ง เป็นทหาร ถ้าไม่รบ ก็ไม่รู้จะไปทำเหี้ยอะไร แม้กระทั่งองค์กรใหญ่ๆอย่าง S.H.I.E.L.D. ในยามสงบ ไม่มีเอเลี่ยน หรือเทพเถื่อนๆมาคุกคาม ก็เหอะ เป็นหนังบู๊ที่มีกลิ่นอายของงานสืบสวนสอบสวนเข้ามาพอประมาณ ไม่ถึงกับมาก แต่ในด้านความมันส์ ต้องขอบอกว่าสองพี่น้อง รุสโซ่

จากหนังตลกหน้าตายอย่าง Welcome to Collinwood เมื่อหลายปีก่อน บรรจงกำกับฯได้โคตรมีกึ๋น ครบรส ครบเครื่องเรื่องบันเทิงจริงๆ มันเลยกลายเป็นหนังฮีโร่ที่ไม่ได้ปล่อยพลังต่างๆนาๆใส่กันที่รู้สึกว่าแม่งคือฮีโร่ที่สุดและดีที่สุดในบรรดาหนัง Marvel ด้วยกัน ไม่แปลกที่พี่น้องรุสโซ่ได้รับหน้าที่คุมโทนคุมทิศทางของจักรวาล

Marvel ต่อจาก จอส วีดอน ที่กระโดดไปล้างขี้ให้ฝั่ง DC อยู่พักนึง สการ์เล็ต โจแฮนสัน แม้จะอยู่ในอาภรที่มิดชิด แต่ความเอ็กซ์แตกไม่เคยลดลงไปเลย ขอยืมประโยคเด็ดของไอ้ระยำซั่มแม่ในหนัง Kick ass 2 มาใช้หน่อยนะว่า ” No. No. People WANT to win the lottery, People WANT to fuck Scarlett Johansson “

ภาพทับซ้อนอันน่าเศร้าระหว่าง เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง กับจอร์น คอนเนอร์

ส่วนหนึ่งของสาเหตุทำให้ชีวิตของอดีตดาราเด็กดาวรุ่งอย่าง เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง ต้องล้มเหลว

มันไม่ใช่แค่ยาเสพติดหรือความเสเพล แต่ทว่าเขามีชีวิตที่ทับซ้อนกับบทบาท จอห์น คอนเอนร์ ในหนัง Terminator 2 นั่นแหละ ในหนังนั้นจอห์นต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์ เพราะซาร่าแม่ของเขาอยู่ในโรงบาลบ้า และพ่ออย่าง ไคล์ รีส ก็จากไปแล้ว ในชีวิตจริง เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง เองก็ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้อยู่กับลุงและป้า

ซึ่งเมื่อเขาเริ่มย่างสู่วัยรุ่น ลุงและป้าก็เหมือนถูกหวยเพราะหลานชายคนนี้ได้เป็นดาราหนังที่ได้แสดงในหนังฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับระดับหัวแถวอย่าง เจมส์ คาเมรอน เขามีสถานะไม่ต่างจากตัวทำเงินเข้ากระเป๋าผู้ปกครอง โดยที่ไม่ได้สนใจใดๆกับมาตรการป้องกันความมีชื่อเสียงโด่งดังก่อนวัยอันควรให้หลานชายเลย

แล้วชีวิตเด็กหนุ่มก็เดินสู่หุบเหวแห่งเหล้ายา เขามีหน้าที่แค่แสดง ดูหนังสด ปั๊มเงิน แล้วก็กินเที่ยวเสพ ในขณะที่ลุงกับป้าก็ได้แต่นับเงิน จนกระทั่งแม่แท้ๆของเอ็ดเวิร์ดได้กลับมาทวงสิทธิ์ในการเลี้ยงลูกคืน แน่นอนว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ล้วนๆ ซึ่งแม่แท้ๆและลุงกับป้าก็งัดกันจนแม่แท้ๆพ่ายแพ้ไปเพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเธอกลับมา

เพราะความรักที่มีต่อลูกจริงๆหรือว่ากลับมาโกยเงิน ระหว่างที่มีการต่อสู้แย่งชิงในชั้นศาลนั้น เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง ต้องพลาดการเข้าไปมีบทบาทในหนังดังๆหลายเรื่อง เพราะไม่มีสตูดิโอไหนกล้าที่จะดึงตัวเขาไปแสดง เหตุเพราะความวุ่นวายไม่จบสิ้นของครอบครัวเขา แต่งานยุคหลัง Terminator นั้นถือว่ามีงานที่น่าจดจำอยู่เช่นกัน

ทั้ง Pet Sematary 2 , A Home of Our Own , The Grass Harp , Before and After และ American History X แต่ด้วยความที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงไปกับเหล้ายา มันควบคู่ไปด้วยกันไม่ได้กับงานที่หลั่งไหลเข้ามา เขาได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงไร้วินัย แบบที่ว่าถ้าไม่โผล่ตูดมากองถ่ายก็ไม่โผล่เลย บรรลัยไปตามๆกัน

ดูหนังสด

และเขามีลุงกับป้าที่ตั้งค่าตัวไว้สุดโหด โดยเอาความเป็น จอห์น คอนเนอร์ คาแร็คเตอร์หาแดกเป็นที่ตั้ง โดยมีข้อแม้หลายประการว่า ในอนาคตเขาจะได้เป็น จอห์น คอนเนอร์ วัยโตเป็นหนุ่มเคียงข้างสู้ไปด้วยกันกับดาราใหญ่อย่าง อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ ใน Terminator ภาค 3 ทว่าอะไรๆย่อมไม่เป็นอย่างคาดหวัง

เพราะวงการมายาหากไม่รักษามาตรฐานไว้ให้ดี พวกสตูดิโอใหญ่ๆย่อมมีทางเลือกอื่นๆเสมอๆ หนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่เขาพลาดการเข้าไปมีส่วนร่วม และเขายังคงเสเพลทุกๆวันจนสภาพแทบไม่เหลือเค้าหนุ่มน้อยหน้าใสเลย การไม่ได้กลับมาใน Terminator ภาค 3 ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะชีวิตในวงการของเขาจบเห่ไปตั้งนานหลายปีแล้ว

จากการเรียกค่าตัวสุดโหด และความไร้วินัย เว็บสตรีมหนัง เจมส์ คาเมรอน เคยบอกว่า เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง ไม่ใช่นักแสดงที่ดีอะไรมากมาย แต่เขาเลือกเอ็ดมาเล่นใน Terminator 2 เพราะความสดใหม่ และมันประจวบเหมาะกับชีวิตของเอ็ด มีความทับซ้อนกันกับชีวิตของจอห์นอยู่ คือการไร้พ่อแม่ เขาจะเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีเป็นพิเศษ

การหนีเที่ยว การทำตัวขวางโลกพ่อแม่ไม่สั่งสอน นั่นคือทั้งจอห์นและเอ็ดแทบจะเป็นคนๆเดียวกัน แต่ทว่าในความเป็นจริงนั้น เอ็ดเวอร์ด เฟอร์ลอง ไม่ได้มีแม่อย่าง ซาร่าห์ คอนเนอร์ ที่คอยปกป้องและสั่งสอนเขา ไม่ได้มีหุ่น T-800 มาช่วยเขาในชีวิตจริง มีแต่เหลือบไรที่คอยดูดกินไปพร้อมๆ กับการปล่อยปะละเลย

ไม่มีการช่วยให้เขารับมือกับความโด่งดัง นั่นจึงทำให้ เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง กลายเป็นคนที่แพ้ราบคาบ ไม่ได้โตไปยิ่งใหญ่ได้เหมือน จอห์น คอนเนอร์ บุรุษอันเป็นผู้นำต่อสู้กับ Skynet แต่แปลกตรงที่ ไม่ว่าจะเอาใครมารับบท จอห์น คอนเนอร์ ในหนัง Terminator กี่ภาคๆ คนก็เรียกหาแต่ เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง มาจนทุกวันนี้

อาจเพราะไม่มีใครแทนที่เขาได้ แต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเขาเช่นกัน ช่วงพีคๆนั้น เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง โกยเงินจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาอย่างบ้าคลั่ง หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ Calvin Klein และเขาดูดีมากๆตอนนั้น ทั้งที่เหล้ายาวนเวียนในเลือดเขาทั่วร่าง

เกี่ยวกับ คนเหล็กผ่านิวเคลียร์ และความเป็นไปได้ของภาคต่อ

“มันก็ขึ้นอยู่กับแฟนๆ ว่าจะยังอยากเห็นหนังภาคต่อ เรื่องนี้อีกไหม”

อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ พูดถึงความเป็นไปได้ของหนังภาคต่อ True Lies ปี 1994 หรือ คนเหล็กผ่านิวเคลียร์ (จริงๆยุคนั้นใช้ ฅนเหล็ก แต่กูหา ฅ.บนแป้นพิมพ์ไม่เจอ) ในระหว่างการเดินสายโปรโมทหนัง Terminator : Dark fate ซึ่งโครงการภาคต่อนี้มันถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปตั้งแต่ปี 2002 แล้วอันเนื่อง

จากเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ทั้งที่มีการถกกันมาตั้งแต่ปี 1997 แล้วว่าจะมีภาคต่อแน่นอน และนี่คือข้อมูลหลายๆอย่างที่บางคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับ True Lies ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เกิด

– True Lies มันถูกรีเมคมาจาก ดูหนังฟรี ฝรั่งเศสเรื่อง La Totale ปี 1991 เจมส์ คาเมรอน ชื่นชอบมันมาก เรียกได้ว่าเป็นงานหนังพักร้อนหลังจากประสบความสำเร็จจาก Terminator 2: Judgment Day หนังคนเหล็กภาคต่อที่ทำรายได้มหาศาล(จริงๆยุคนั้นใช้ ฅนเหล็ก แต่กูหา ฅ.บนแป้นพิมพ์ไม่เจอ) เจมส์จึงชวนอาร์โนลด์มาทำอะไรขำๆด้วยกัน

– อันที่จริงมันก็ไม่ใช่หนังพักร้อนสักเท่าไหร่นักหรอก เพราะเป็นหนังทุนสร้างบ้าเลือดกว่า 100 ล้านเหรียญ(ซึ่งเยอะมากในยุคนั้น) และการถ่ายทำกินเวลานานเกินกำหนดไปหลายเดือน

– เจมส์ คาเมรอน จ้างทีมเขียนบทเพื่อใส่มุกตลกในหนังต่างหาก เพราะเขาคิดว่าเขาไม่ใช่คนตลก และไม่สามารถจัดการกับหนังแอ็คชั่นคอมเมดี้ได้ดีมากพอ(ไอ้สัสเริ่มไม่ใช่หนังพักร้อนแล้วล่ะ) แต่ทว่าทีมเขียนบทตลก กลับเขียนออกมาไม่ตลกสำหรับเจมส์ เขาจึงลงมือเขียนเองแม่งซะเลย

เขียนให้เด็กมันดู หนังมันจึงออกมาฮาแตกอย่างที่เห็น นี่ขนาดไม่ใช่คนตลกนะเนี่ย

– ชุดชั้นในที่ เจมี่ ลี เคอร์ติส สวมใส่เพื่อเต้นยั่วอาร์โนลด์ นั่นคือชุดของเธอจริงๆที่ขนมาจากบ้าน และนั่นทำให้มันเป็นหนึ่งในฉากเต้นที่เซ็กซี่ที่สุดฉากหนึ่งบนโลกภาพยนตร์

– เจมี่ ลี เคอร์ติส ขอแสดงฉากสตั๊นท์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะฉากโหนค็อปเตอร์

– อาร์โนลด์ บอกว่าสิ่งยากที่สุดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ฉากบู๊ แต่เป็นการที่เขาต้องเรียนเต้นแทงโก้ถึง 6 เดือน

– เครื่องบินรบในหนังคือของจริงล้วนๆ โดยทีมงานได้จ่ายค่าเช่าให้รัฐบาลสหรัฐกว่า 100,736 เหรียญ ตกเป็นเงินกว่า 2,410 เหรียญ ต่อชั่วโมง

– กลางปี 2001 บทหนังภาคต่อร่างแรกร้อนฉ่าถูกเสิร์ฟมายังโต๊ะ เจมส์ คาเมรอน หนวดงาม พร้อมๆกับจะมีการแถลงข่าวเปิดตัว โดยทั้ง เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับจะขนนักแสดงเซ็ตเดิมมาครบเซ็ต(ไม่รวมพวกที่ตายๆไปแล้วนะ)

– เหตุการณ์ 9/11 เกิดขึ้นในปี 2001 นั่นแสดงว่าพวกเขาซวยแล้ว เพราะขืนดันทุรังสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา มันจะต้องเป็นหนังที่กระทบต่อความมั่นคงแน่นอน นั่นเพราะว่า สคริปต์ต่างๆดันไปพ้องกับเหตุการณ์จริง อาทิ มีผู้ก่อการร้ายเป็นชาวตะวันออกกลาง , มีฉากจี้เครื่องบิน , และอื่นๆอีกมากมาย

ดูหนังฟรี

ซึ่งเอาแค่สองฉากที่กล่าวมานั่นก็เพียงพอให้ เจมส์ คาเมรอน เก็บบทหนังเรื่องนี้เข้ากรุแล้ว

– ส่วนหนึ่งเพราะหนังเป็นแอ็คชั่น-คอมเมดี้ ที่ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่ที่ตัวละคร แฮร์รี่ แทสเกอร์ ของ อาร์โนลด์ ฆ่าตายตกตามกันไปนั้น มีภาพลักษณ์เป็นเหล่าตัวร้ายที่ค่อนข้างโง่ (ยังจำฉากยิงปืนบาซูก้ากลับหลังนั่นกันได้ไหม) ซึ่งหากมีการสร้างหนังภาคต่อจริง พวกเขาจะหาทางลงให้ผู้ร้าย

จากตะวันออกกลางไม่ได้เลย จะให้ดูโง่อย่างในภาคแรกก็ใช่เรื่อง แต่จะให้ดูน่าสะพรึงกลัวไปเลยก็ไม่ควรอีกนั่นแหละ พับโครงการคือดีที่สุด

– แม้ว่าเหตุการณ์ 9/11 จะซาไปแล้ว จนมีหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้สร้างกันออกมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่โปรเจ็คTrue Lies ภาคต่อก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลไปอีกเพราะการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียของ อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ พระเอกของเรื่อง เจมส์ คาเมรอน จึงเดินหน้าโปรเจ็ค Avatar จนกู่ไม่กลับถึงทุกวันนี้

– ปี 2005 อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ ,  หนังออนไลน์ เจมส์ คาเมรอน , เจมี่ ลี เคอร์ติส และ บิล แพ็กซ์ตัน ได้มีโอกาสนั่งหารือเกี่ยวกับ True Lies ภาคต่ออีกครั้ง และจะให้มันเป็นหนังต้อนรับการหวนคืนวงการของอาร์โนลด์หลังลาตำแหน่งผู้ว่าฯ แต่โปรเจ็คก็ไม่คืบ

– ด้วยวัยที่ล่วงเลยของนักแสดงนำทั้งหมด ทำให้โปรเจ็คนี้เริ่มห่างไกลความเป็นจริงออกไปอีก

– ปี 2017 บิล แพ็กซ์ตัน เสียชีวิต นั่นแสดงว่าหากมีภาคต่อ เราจะไม่ได้เห็นบทไอ้กะล่อนไซม่อนอีกแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งที่หนังสนุกได้ก็เพราะบทไซม่อนของเขานี่แหละ

– True Lies ภาคแรกทำรายได้ไปทั้งสิ้น 378 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างราวๆ 115 ล้านเหรียญ พร้อมคำวิจารณ์ที่ดี

– สตรีมมิ่ง Disney + ในเครือ Disney มีแผนทำซีรี่ส์ภายใต้การดูแลของ McG ผู้กำกับ Charlie’s Angels เวอร์ชั่นปี 2000 และผู้ปลุกชีพหนัง คนเหล็ก 4 Terminator : Salvation (จริงๆยุคนั้นใช้ ฅนเหล็ก แต่กูหา ฅ.บนแป้นพิมพ์ไม่เจอ)

– ปี 2019 อาร์โนลด์ ในวัยที่ใกล้นอนเลี้ยงหลานที่บ้านเต็มแก่ ก็ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างภาคต่อขึ้นจอใหญ่ควบคู่ไปกับซีรี่ส์ของ Disney +

– หากโปรเจ็คภาคต่อเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่ามันจะไม่ใช่ฝีมือกำกับของ เจมส์ คาเมรอน อย่างแน่นอน เพราะแค่ทำ Avatar ก็แทบจะไม่ได้ขี้ได้เยี่ยวแล้ว แต่เจมส์ก็อาจยังยืนหนึ่งเป็นโปรดิวเซอร์อยู่

*** ปี 2005 หลังจากโปรเจ็คTrue Lies ล่มอีกครั้ง สร้างความผิดหวังให้หนึ่งในนักแสดงใน True Lies ภาคแรกอย่าง ทอม อาร์โนลด์ (ซึ่งไม่ใช่ อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ พระเอกของหนังนะอย่าเข้าใจผิด) อย่างมาก เขาจึงได้นำเรื่องราวของหนังเรื่อง True Lies ไปสร้างเป็นหนังสไตล์ตัวเอง

ซึ่งหนังเล่าถึงเศรษฐีคนหนึ่งที่พยายามสร้างหนังเรื่องหนึ่งให้ออกมาเหมือน True Lies โดยหวังให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาได้เป็นพระเอกเหมือนอาร์โนลด์ให้ได้ จะเรียกว่าเป็นหนังล้อเลียนก็ไม่ผิดนัก ซึ่งในหนังมีทั้ง อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ มีทั้ง เจมี่ ลี เคอร์ติส และถึงขนาดมี ลินดา แฮมิลตัน เมียเก่า เจมส์ คาเมรอน

มาปรากฏตัวในหนังด้วย อันที่จริงเดิมที ทอม อาร์โนลด์ เข้าแคสติ้งบทนี้เพราะแค่อยากเจออาร์โนลด์กับเจมส์แค่นั้น แต่เขาดันได้บทเพราะ โจ เพสซี่ ที่เป็นตัวเต็งในบทอัลเบิร์ตเพื่อนพระเอกได้ถอนตัวไป และจากการแสดงหนัง True Lies นี้เองทำให้ ทอม อาร์โนลด์ , อาร์โนลด์ (ที่เขียนอาร์โนลด์ซ้ำเพราะว่าเป็นคนละอาร์โนลด์) และ เจมส์ คาเมรอน เป็นเพื่อนรักกันจวบจนทุกวันนี้

*** ปี 2018 หลังจากที่คนในวงการเริ่ม มีการแหกไอ้พวกหัวงูทั้งหลาย ที่ชอบล่วงละเมิดทางเพศ โดยอาศัยหน้าที่การงานในวงการ เอลิซ่า ดัชกุ ผู้รับบทเป็น ดาน่า ลูกสาวอาร์โนลด์ ได้ออกมาแฉว่าเธอถูกข่มขืนระหว่างการถ่ายทำโดย โจเอล เครเมอร์ สตั๊นท์แมนผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลความพร้อมของเธอ

โดยในตอนนั้นเธออายุแค่ราวๆ 12 ปี เท่านั้น แน่นอนว่า โจเอล เครเมอร์ ถูกฮอลลีวู้ดตัดหางปล่อยวัด หยุดจ่ายงานใดๆทั้งสิ้น โดยผลงานเรื่องสุดท้ายที่เขามีส่วนร่วมก็คือ Blade Runner 2049 ที่ฉายเมื่อปี 2017 นี่เอง ซึ่งหลังจากที่เธอออกมาแฉ เหล่านักแสดงร่วมในภาคแรกไม่ว่าจะเป็น อาร์โนลด์ หรือ เจมี่ ลี เคอร์ติส ก็ออกมาสนับสนุนในความกล้าหาญของเธอ

ครบรอบ 25 ปี แล้วสำหรับ The Shawshank Redemption

เบื้องหลังความผิดมหันต์ ที่ไม่น่าให้อภัยของฮอลลีวู้ด

รู้ไหมว่า The Shawshank Redemption แม่งคือความเสียหายหนักของฮอลลีวู้ดที่โคตรไม่น่าให้อภัย นั่นเพราะวมันเป็นหนังอมตะที่ติดอันดับตลอดกาลมันแทบทุกสถาบันที่มีการจัดอันดับกันมาบนโลกใบนี้ แต่เสือกขาดทุนย่อยยับเพราะโดนนักวิจารณ์ดังจาก LA Time สับเละ เพียงแค่เพราะว่ามันถูกดัดแปลง

ให้ค่อนข้างต่างจาก ดูหนังฟรี นิยายต้นฉบับของ สตีเฟ่น คิง จนกระทั่ง สตีเฟ่น คิง ออกมาบอกว่า “ในบรรดาหนังที่ดัดแปลงจากนิยายผม ผมชอบเรื่องนี้มากที่สุด” แต่มันก็ไม่ทันแล้ว เพราะหนังทำเงินไปแค่ 58 ล้าน จากทุนสร้าง 25 ล้าน ถึงกระนั้นหนังก็ได้เข้าชิงออสก้าร์ถึง 7 สาขา ถือซะว่าอย่างน้อยก็สร้างเครดิตให้หนังขึ้นเยอะ

แต่ขอโทษนะ มันไม่ชนะแม้แต่สาขาเดียว เพราะดาวเฉิดฉายจริงๆในปีนั้นคือ Forrest Gump กับ Pulp fiction แต่กาลเวลาก็มิอาจทำลายทำร้าย ความดีงามของหนังได้ เพราะในเวลาต่อมาหนังก็ถูกสดุดีโดยเข้าไปอยู่ในลิสต์รายชื่อหนึ่งในหนังที่ควรดูก่อนตายจาก IMDb และอีกหลายๆสำนัก ทำให้ยอดขาย 

DVD หนังเรื่องนี้ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามาจนทุกวันนี้ พร้อมๆกับที่ลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้ถูกซื้อไปฉายทางทีวีและสตรีมมิ่งอยู่เสมอๆ แต่มันก็ยังถือว่าเป็นความผิดพลาดหนึ่งของฮอลลีวู้ดอยู่ดี แฟรงค์ ดาราบอนท์ ผู้กำกับเรื่องนี้คือแฟนเดนตายของ สตีเฟ่น คิง ในทีแรกเขาบุกเข้าไปขอซื้อลิขสิทธิ์เรื่องสั้นอย่าง The Woman in the Room

เพื่อมาทำหนังสั้น คิง ยกให้สร้างไปฟรีๆเพราะชื่นชอบแนวคิดผู้กำกับไฟแรงคนนี้ และเมื่อหนังออกมา คิงประทับใจหนังมากๆ ต่อมา แฟรงค์ ดาราบอนท์ ก็ได้ขอซื้อ Rita Hayworth and the Shawshank Redemption เพื่อที่จะไปเสนอทำหนังเรื่องยาวกับทางค่ายหนังอย่าง Castle Rock Entertainment สตีเฟ่น คิง

ที่ชอบใจผู้กำกับคนนี้อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว เขาขายลิขสิทธิ์ให้แฟรงค์แค่ราคา 5000 เหรียญเท่านั้น เมื่อโปรเจ็คผ่านและได้รับการอนุมัติสร้าง ความขัดแย้งของ แฟรงค์ ดาราบอนท์ กับสตูดิโอเริ่มมีมาให้เห็นเป็นระยะๆ นักแสดงดังๆหลายคนปฏิเสธที่จะแสดงเพราะปัญหาเยอะไป ทั้ง ทอม แฮ้งคส์ , ทอม ครูซ ล้วนแล้ว

แต่ไปรับเล่นเรื่องอื่นที่ดูดีมีอนาคตกว่า สุดท้ายทางสตูดิโอยื่นข้อเสนอราคา 2.4 ล้านเหรียญให้ แฟรงค์ ดาราบอนท์ เพื่อให้เขาเดินออกจากโปรเจ็ค แต่ทว่าเขายืนยันว่าจะทำมันต่อ ท้ายสุดเขางัดกับสตูดิโอครั้งใหญ่อีกโดยการเอา มอร์แกน ฟรีแมน เข้ามาในโปรเจ็คแล้วมอบบท เรด ให้นักแสดงผิวสีผู้นี้ สตูดิโอ

ดูหนังฟรี

ผู้สร้างต่างกุมขมับกันตั้งแต่แม่บ้านยันผู้บริหาร เพราะในหนังสือ เรด คือชายไอริชผิวขาว แต่มึงจะเอาคนดำมาเล่นเนี่ยนะ สุดท้ายทางสตูดิโอก็ต้องยอมความหัวรั้นของผู้กำกับคนนี้ มอร์แกน ฟรีแมน ชอบบทหนังเรื่องนี้มากๆ เขาขอบทอะไรก็ได้จาก แฟรงค์ ดาราบอนท์ แต่ด้วยน้ำเสียงทรงพลังของฟรีแมน แฟรงค์

จึงมอบบท เรด ให้แบบไม่ต้องได้คิดเลย เพราะ หนังถ่ายทอดสด เรื่องนี้ต้องอาศัยเสียงว้อยซ์โอเวอร์บอกเล่าเรื่องราวให้ทรงพลังที่สุด และสุดท้ายบทแอนดี้ก็มาลงตัวที่ ทิม ร็อบบินส์ ซึ่งแน่นอนว่าดาราทั้งคู่แทบไม่ขายในท้องตลาดเลยในขณะนั้น เดิมทีสตูดิโอวางตัว ทอม ครูซ ไว้ในบท แอนดี้ แต่ทว่า แฟรงค์ ดาราบอนท์ 

มองไม่เห็นแววความเป็นคนสิ้นหวังในตัวพระเอกสุดหล่อผู้นี้เลย จากการวิเคราะห์แบบจับแพะชนแกะ เชื่อว่าที่หนังไม่ประสบความสำเร็จในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ น่าจะเป็นเพราะ แฟรงค์ ดาราบอนท์ โดนเล่นการเมืองนั่นแหละ อาจเพราะทางสตูดิโอตัดงบโปรโมท หรืออะไรก็มิทราบแน่ แถมยังเข้าชิงออสก้าร์ไป 7 สาขา ชวดทุกสาขา

นี่มันเหมือนกับถูกกลั่นแกล้งให้ผู้กำกับยอมรับแต่โดยดีว่าหนังมึงไม่ขายจริงๆนะ ไม่ว่ามึงจะทำหนังดีสักแค่ไหนต่อให้ดาราไม่ขาย และหลายๆอย่างไม่ทำตามแผนการตลาดของสตูดิโอ มันก็จะลงเอยแบบนี้แหละ หลายปีต่อมา สตีเฟ่น คิง บอกว่า เช็ค 5000 เหรียญ ค่าลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกนำไปขึ้นเงิน 

เพราะในทีแรก ที่หนังประสบกับปัญหาต่างๆนาๆ เขาตั้งใจจะคืนเช็คใบนี้ให้ แฟรงค์ ดาราบอนท์ อยู่แล้ว เพราะคิดว่าชีวิตมึงเจ๊งบ๊งแน่เมื่อทำหนังเรื่องนี้ ไม่น่าจะมีใครอยากดูหนังคนคุกที่เอาดาราไม่ค่อยขายสองคนมานั่งคุยกัน ทั้งๆที่เนื้อในหนังมันจะดีแค่ไหนก็ตาม แล้วก็เป็นไปตามที่ สตีเฟ่น คิง ทำนายไว้

แต่เขาไม่ได้คืนเช็ค นั่นเพราะว่าเขาชื่นชอบหนังมาก และคาดการณ์ว่าหนังมันจะเดินทางไปของมันเองตามกาลเวลา และหนังมันจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำๆอย่างแน่นอน ชีวิตผู้กำกับ แฟรงค์ ดาราบอนท์ บรรลัยไปหลายปีเหมือนกัน ก่อนที่เขาจะกลับมาฮึดทำหนังจากนิยาย สตีเฟ่น คิง อีกครั้ง

ในสตูดิโอเดิม The Green mile คือหนังเรื่องนั้น และเขาทำตามแผนการตลาดของสตูดิโอ ด้วยทุนสร้าง 60 ล้าน หนังทำรายได้ไปทั้งสิ้น 290 ล้านเหรียญ เพราะในหนังมี ทอม แฮ้งคส์ ผู้ที่จะหยิบจะจับจะแสดงอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด แต่ทว่า แฟรงค์ ดาราบอนท์ ยังคงภาคภูมิใจกับงานเก่าอย่าง The Shawshank Redemption มากกว่าอยู่ดี

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น