คนไฟบิน (ฅนไฟบิน) Dynamite Warrior

ที่สุดแห่งการดีไซน์ตัวละครแบบบ้าระห่ำ กาวสิบกระป๋อง

พูดถึงหนังยำใหญ่ใส่สารพัดที่เข้าข่ายหนังซูเปอร์ฮีโร่ บ้านเราขอยกให้นี่เลย “ฅนไฟบิน” ของผู้กำกับฯ เฉลิม วงศ์พิมพ์ เจ้าของฉายา “ผู้กำกับหนังจบอารมณ์ไม่จบ” ของจริงจากการที่แกทำตอนจบของ 7 ประจัญบาญ ภาคแรก ให้กลายเป็นตอนจบของหนังที่คนเดินหัวเราะออกมาจากโรงทั้งที่หนังจบไปแล้ว

ดูหนัง

แบบไม่กล้ามองหน้ากันเลย คือถ้าเผลอหลุดก๊ากหน้าโรงนี่คนแถวนั้นหาว่ากูบ้าแน่ เสียงน้าค่อมยังก้องอยู่ในหู ” แม่!! ” คือมึงต้องกลั้นขำจนกว่าจะขึ้นรถได้แล้วไประเบิดหัวเราะในรถต่อ “ฅนไฟบิน” เป็นงานต่อยอดสร้างแอ็คชั่นสตาร์คนใหม่ตามหลัง จา พนม ที่เปรี้ยงปร้างไปก่อนหน้านี้จาก องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง คือศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับ จา พนม เด็กในคาถาของ อ.พันนา ที่งานนี้ต้องได้มาซัดกับ อ.พันนา ในฐานะพระเอกกับตัวร้าย หนังมีกลิ่นอายหนังกำลังภายในจีนอยู่พอสมควร เพราะบทนายฮ้อยสิงห์ ของ สามารถ พยัคฆ์อรุณ มองเผินๆแอบคล้ายอาจารย์หวงเฟยหงเหมือนกัน เพราะมีเหล่าลูกศิษย์ขนาบข้างเป็นร่างทรงเสือ กับ ลิง อันนี้ดีไซน์ตัวละครไว้โคตรเท่ เท่ตรงที่มันอิงจากความเชื่อปรัมปราของคนไทยแล้วตีความออกมาเป็นฮีโร่แอ็คชั่นเท่ๆ แบบปลุกเสือ ปลุกลิง จากรอยสักของลูกศิษย์ที่ดูเหมือนไม่เอาไหน ก็กลายเป็นเดรัจฉานในร่างคนที่เหาะเหิรและมีพลังราวกับ ดูหนัง X-MEN ซึ่งหากใครสังเกตงานกำกับฯของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ กันดีๆ จะเห็นได้ว่าการออกแบบตัวละครในหนังเขาแกจะจัดจ้านมาก เด็กๆที่ดูสามารถจับจองเป็นตัวนั้นตัวนี้ได้หมดตั้งแต่ 7 ประจัญบาญ มาแล้ว ไม่ได้เจาะจงว่าคนที่ดูหนังของแกจะอยากเป็นแค่พระเอกเสมอไป ส่วนตัวกูชอบผู้กององอาจของพี่ปั๋งสุดๆ ฟากฝั่งของตัวร้ายเองก็เท่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการหยิบเอาตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ มาตีความให้เป็นโจรปล้นควย(ภาษากลางคือควายนั่นแหละ) ซึ่งรับบทโดย สมเดช แก้วลือ นักแสดงร่างยักษ์ท่าทางน่ากลัว ที่ต่อมาแกก็โด่งดังถึงขนาดได้แสดงหนังจีน ฟงอวิ๋น ภาค 2 ตัวละครก่องข้าวน้อยนั่นตีความได้สนุกมือมาก เพราะก่อนออกปล้นมันจะรอให้คาราวานควายหุงหาอาหารให้เสร็จก่อน พอมันหิวมันก็จะมีพลัง อาละวาดได้แบบที่ยากจะรับมือด้วยแอกคู่ อาวุธประจำกายของมัน อีกคนคือ ปอบดำ ที่รับบทโดย อ.พันนา ตัวนี้แอบขัดใจบ้างในช่วงท้ายๆที่เข้าสวมร่างพระยาแหว่งไปแล้ว แต่ยังแยกร่างออกมากระทืบพระเอกได้กลางวันแสกๆ แต่ทว่าลีลาบู๊กับความเหี้ยมเกรียม(เกรียมจริงๆ)ของ อ.พันนา ถือว่ายังพริ้วเหมือนเดิม ตบท้ายด้วยบทพระยาแหว่ง ที่รับบทโดย ลีโอ พุฒ เรื่องนี้การจะพูดสำเนียงอีสานโคราชว่ายากแล้ว พี่พุฒแกยังต้องดัดเสียงให้ขึ้นจมูกเหมือนคนลิ้นไก่สั้น เพดานโหว่อีก ในฐานะที่ตั๋วร้อนเองก็เป็นโรคเดียวกันกับพระยาแหว่ง จึงโคตรจะชอบตัวละครตัวนี้ พี่พุฒแกตีบทได้ขาดกระจุย ทั้งสำเนียง และเสียงที่เปล่งออกมากูนึกว่าแกเป็นจริงๆ แล้วดีไซน์ตัวละครตัวนี้ดูเป็นพวกลูกคนรวยเอาแต่ใจจนสันดานเหี้ย มันคือผู้นำความเจริญเข้ามาในชุมชนแต่ก็มาพร้อมกับการทำลายรากเหง้าและความถูกต้องเช่นกัน นี่คือตัวละครที่เป็นตัวแทนนายทุนที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ โจรบั้งไฟ ที่รับบทโดย เดี่ยว ชูพงษ์ การใช้บั้งไฟอันเป็นสิ่งที่คู่กับชาวอีสานมาช้านานเพื่อเป็นอาวุธนี่มันเกินขอบเขตเหนือจินตนาการไปแล้ว คือฉากแรกที่แกขี่บั้งไฟเข้าบุกขบวนคาราวานนี่กูก็รู้โดยอัตโนมัติว่ากูไม่น่าจะหาความสมเหตุสมผลกับหนังเรื่องนี้ได้อีกต่อไป หลังจากนี้ก็ปล่อยให้หนังมันโม้ให้สุดทางแล้วกัน กูยินดี เหมือนนั่งฟังเพื่อนคนอีสานสักคนโม้นั่นโม้นี่ให้ฟัง คือแม่งโม้ไปโม้มา ไอ้สัสกูสนุกเฉย มีซีนหนึ่งที่บักเซียงหรือโจรบั้งไฟมันเขินผู้สาวจนแค้นเข่า (ภาษากลางคือกินข้าวเหนียวเยอะและเร็วไปจนข้าวไปจุกที่ลิ้นปี่จนสะอึก) ผู้กำกับแกเข้าใจล้อเลียนคนอีสานได้น่ารักดี หนังมีทั้งกลิ่นอาย หนังกำลังภายในยุคแมนจูอันเป็นยุคที่ความเจริญเริ่มกลืนแผ่นดินจีน ,มีกลิ่นหนังคาวบอย การยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ฉ้อฉล , มีความเป็นโรบินฮู้ด ,มีความเป็น โปรแกรมหนัง ซูเปอร์ฮีโร่ ปลุกเสกของขลังแบบไทยๆ รวมไปจนถึงการคาราวะตำนานต่างๆทางภาคพื้นอีสาน ทั้งดนตรีประกอบที่ใช้เสียงแคนเสียงพิณ ใช้นักแสดงสมทบบางตัวที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่คนอีสานเคารพและรู้จักกันดี ตัวอย่างเช่น พ่อใหญ่หน้ายาน แห่งวงหมอลำเพชรพิณทอง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังยำใหญ่ใส่ไม่ยั้งที่มีตัวละครที่ถูกดีไซน์ออกมาดีมากๆเรื่องหนึ่งของไทย และมันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่อีสานที่จูงมือคนดูกลับไปสู่รากเหง้าอีสานดั้งเดิมในแบบที่บ้าระห่ำขึ้น ใครมันจะไปคิดว่า ไอ้ก่องข้าวน้อย จะถูกตีความมาให้เป็นตัวร้ายที่น่ากลัวและดูโง่บัดซบมาก ถ้าสามารถเลือกได้

อยากให้หนังเรื่องนี้ถูกต่อยอดเป็นภาคต่อ ไม่ก็เป็นละคร เป็นซีรี่ส์ไปเลย เพราะตำนานอีสาน หรือตำนานไทยยังมีอะไรให้ตีความได้อีกเยอะ น่าเสียดายที่มันจบในแค่ภาคเดียวจริงๆ เสียดายระดับความเมากาวนี้มาก

The Hustle (2019) โกงตัวแม่

งานหยาบ งานลวก ที่มีดาราใหญ่มาแสดง

เกรดบีจนชนิดที่ว่า กูหาโปสเตอร์หลายๆ เวอร์ชั่นไม่เจอ เราเสีย โจน่าห์ ฮิลล์ ให้กับความ healthy และสายรางวี่รางวัล ไปเสียแล้ว ยังนั่งเสียดายอยู่เลยว่าจะมีไอ้อ้วนที่ไหนมาทำอะไรบ้าๆบอๆให้กูดูในหนังอีก เพราะทุกวันนี้แกลดความอ้วน แถมไม่รับงานหนังบ้าๆบอๆอีกแล้ว จนกระทั่งฮอลลีวู้ดตัดสินใจปั้น 

ดูหนัง

เรเบล วิลสัน ให้ขึ้นมาเป็นนางเอกสายฮา เราจึงได้ โจน่าห์ ฮิลล์ กลับคืนมา แม้จะเป็น โจน่าห์ ฮิลล์ เวอร์ชั่นไม่มีกะเจี๊ยวก็ตามที แต่ทว่าแม่คนนี้ต่างจาก โจน่าห์ ฮิลล์ ก็ตรงที่เธอไม่เหมาะกับการแบกหนัง เธอเหมาะกับบทสมทบในกลุ่มเพื่อนสาวอย่างที่ผ่านๆมา คราวนี้หนังจึงมีวิธีเรียกแขกโดยเอา แอน แฮธทาเวย์ นางเอกเบอร์ต้นๆของ ดูหนัง ฮอลลีวู้ดมาช่วยกันดัน มันจึงกลายเป็นหนังที่เหมือนๆจะฉุดเจ๊แอนให้ลงหุบเหวไปด้วยเช่นกัน หนังน่าจะมีวิธีจัดการการถ่ายทำที่ดีมาก เชื่อว่าถ่ายกันไม่น่าจะเกินอาทิตย์ เพราะเล่นกันอยู่ไม่กี่คน และโลเกชั่นก็ซ้ำๆ หนังเปิดโอกาสให้เจ๊หมูน้อย วาดลวดลายความฮาได้เต็มที่ แต่กลายเป็นว่าภาพที่ปรากฏบนจอนั้นแทบจะมีคุณภาพไม่ต่างจากตลกต่อมุกที่แทบจะหาเหตุหาผลไม่เจอ จริงๆเราไม่ควรคาดหวังกับหนังตลก แต่จะบอกว่าไม่คาดหวังเลยก็จะเป็นอะไรที่หักหลังเงินค่าตั๋วที่จ่ายไป อย่างน้อยถ้ามันจะตลกไปเรื่อยก็ขอให้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่น่าเชื่อถือให้สมกับที่ แอน แฮธทาเวย์ รับแสดงเรื่องนี้ ว่าแต่ เจ๊แอนมาทำเหี้ยอะไรในหนังบ้าๆบอๆเรื่องนี้มิทราบ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ฮาเอาซะเลย อย่างน้อยก็ยังพอมีได้มีโดนอยู่บ้างกับมุกพรางตัว หรือมุกเหยียดๆคนอ้วนทั้งหลายแหล่ที่ยัดมา ซึ่งบางมุกนั้นกูรู้สึกผิดเลยที่ไปหัวเราะใส่อะไรที่น่าสมเพชขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าเหยียดอะไรนะ ก็อีอ้วนบนจอมันทำให้กูขำด้วยการเหยียดตัวมันเอง แล้วจะไม่ให้กูขำได้ยังไงเล่าปั๊ดโธ่ หนังแทบไม่ได้ให้สาระส้นตีนอะไรเลยนอกจาก เว็บดูหนัง เล่นตลกโปกฮาให้ดู จนแทบจะไร้แก่นสาร นี่น่าจะเป็นหนังหลอกแดกตังค์คนดูโดยมีหน้าหนังที่คิดว่ามันต้องตลกเอามากๆ แถมมีนางเอกระดับนี้มารับแสดง แต่กลายเป็นว่าได้เสียงหัวเราะแค่ หึหึ แล้วมันยังเป็นหนังคุณภาพหนังแผ่นที่แทบจะไม่ลงทุนอะไรเลยนอกจากค่าตัวดารานำทั้งสอง พูดง่ายๆว่าคุณภาพหนังมันอยู่ในระดับเดียวกับ ภาคแยกยิบย่อยของ American pie ที่สร้างลงแผ่นในยุคหลังๆนั่นแหละ คะแนน 4.5/10 ให้ความสง่างามของเจ๊แอน และมุกพรางตัว แต่ถือว่านี่คืองานหยาบงานลวก ลวกจนชนิดที่ว่าหนังแทบไม่ทำโปสเตอร์โปรโมทเวอร์ชั่นต่างๆ 

ออกมาเลย กดหาในเน็ตเห็นมีแต่โปสเตอร์เวอร์ชั่นนี้เป็นหลักเท่านั้น และอย่าเพิ่งลุก ตอนจบมี end credit ที่เหี้ยและฝืดที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ให้ดู อยากลองของก็รอดูเอาเอง

John Wick: Chapter 3 – Parabellum (2019)

ใจคอจะไม่ให้กูพักเลยใช่ไหมจอห์น

คนเรามันจะสนุกกับการเห็นคนฆ่าแกงกันได้สักขนาดไหนกันวะ ซึ่งหนังอย่าง John Wick ได้ทำให้หลายๆคนค้นพบแล้วว่าพวกมึงสนุกสนานกับการเห็นคนถูกมีดแทงหัว ถูกยิงหน้า ถูกหักคอ ฯลฯ มากแค่ไหน มันทำให้เราอยู่ในสภาวะเป็นโรคจิต เพราะทุกๆการฆ่านั่นหมายถึงเสียงหัวเราะ ดวงตาเบิกโพลง

หนัง HD

ใจเต้นระริกระรี้ราวกับได้สำเร็จความใคร่ติดต่อกันสามดอก สารพัดการฆ่าถูกยัดๆใส่เข้ามาในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง โดยมีเส้นเรื่องแค่หางอึ่ง นั่นคือการเอาตัวรอดจากคมดาบคมกระสุนของพระเอกอันมีฉากหลังเป็นโลกแห่งนักฆ่าที่เอิ่ม…ไร้ซึ่งขื่อแป ตำรวจ ทหาร หน้าตาเป็นยังไงในหนังเรื่องนี้กูไม่สน มันเป็นโลกของนักฆ่าที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันจนกูต้องมานั่งคิดว่าผู้คนในหนังเรื่องนี้มันใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้กันได้ยังไง แต่นั่นแหละความบันเทิงของมัน หนัง HD การได้เห็นสารพัดฉากต่อสู้ที่คนดูต้องร้องซี๊ดอูย เสียวคอ เสียวกระโหลกแทนไอ้คนที่ถูกพระเอกฆ่าในหนังมันก็คุ้มแล้ว สมกับที่ผู้กำกับเรื่องนี้เคยเป็นสตั๊นท์แมนมาก่อนจริงๆ คือมึงสนุกมือกับการออกแบบการฆ่าแกงกันมาก อันที่จริงช่องโหว่ของหนังแอ็คชั่นแทบทุกเรื่องบนโลกคือ เวลาที่ควรใช้ปืนมึงไม่ใช้ เวลาที่ควรจัดการให้ทันทีทันใดมึงก็ลีลาหมาเลียก้นกันอยู่นั่นแหละ การขับมอร์ไซค์ตามไล่ฟันพระเอกกันเป็นหมู่คณะจึงเป็นอะไรที่ตลกสิ้นดี คือถ้ามึงพร้อมใจกันกราดยิงใส่ไอ้จอห์น มึงก็ได้รางวัลไปนอนกอดกันแล้ว จึงช่วยไม่ได้ที่กูต้องขอตัดคะแนนความสมเหตุสมผลในส่วนนี้ไปบ้าง จอห์น วิค ภาคนี้อารมณ์เหมือนพวกที่ตามๆ ฆ่ามันอยู่นี่ไม่ได้มองจอห์นเป็นเหยื่อ หรือเป็นตัวที่จะสร้างความร่ำรวยหากฆ่ามันได้อย่างเดียว แต่จอห์นคือตำนานที่นักฆ่าด้วยกันใฝ่ฝันอยากล้มให้ได้ มันมากกว่าเรื่องเงินๆทองๆไปแล้ว เพราะหากเปรียบเทียบได้ในวงการ เมื่อก่อนจอห์นโหดมาก จอห์นไม่ค่อยใช้ลูกน้องเพราะลูกน้องมันโหดไม่เท่าจอห์น ส่วนมากจอห์นจะลงมือเองทั้งหมด ตอนสมัยเรียนนี่จอห์นมีเรื่องชกต่อยทุกวัน ชกต่อยจนเป็นอาชีพ ชนะห้องนี้แล้วก็ไปชนะห้องอื่นต่อ ปรกติแล้วจะมีเรื่องกันแถวตีนสะพานพระราม 7 มีเรื่องกันทีจอห์นมักเป็นคนเปิด เปิดเองทั้งหมด มันเลยทำให้ จอห์น วิค เป็นตำนานอย่างแท้จริง ถามว่านี่คือหนังที่สนุกไหม บอกเลยว่ามันส์สัสหมา ตัวละครของ ฮัลลี่ เบอร์รี่ ที่มาพร้อมกับหมาองค์รักษ์ข้างกายเป็นอะไรที่ดีงามพระรามแปดเหลือเกิน ฉากแอ็คชั่นที่มีหมาร่วมด้วยช่วยขย้ำคือที่สุดแล้วจริงๆ เพราะหลังจากฉากนี้ดูเหมือนว่าซีนบู๊ ซีนฆ่ากันมันจะดูจืดๆไปเลย ทีนี้ก็มานั่งลุ้นกันเอาว่ามึงจะหาทางลงให้หนังยังไง แต่เหมือนมึงขึ้นไปขีดสุดแล้ว ตันไปหมดแล้ว กูคิดว่ามือเขียนบทมันก็คิดหัวแทบแตกเหมือนกันว่าจะหาทางลงให้หนังจบได้สวยๆยังไงดีวะ ในเมื่อตันแล้วแทบทุกทาง ก็เลยยัดเอาความลีลาพิรี้พิไรเข้ามามันซะเลยทั้งที่มึงจะยัดระเบิดใส่รูตูดไอ้จอห์นให้มันตายๆไปเลยจะได้จบๆมึงก็ทำได้ ด้วยความที่มันลีลา ไม่เด็ดขาดทั้งที่เป็นองค์กรนักฆ่าที่คาดโทษสูงสุดใส่ไอ้จอห์นไปแล้ว มันเลยดูเหมือนคนเขียนบทมึงหลบเลี่ยงและโกงช่วยไอ้จอห์นมากเกินพอดี อารมณ์เหมือนขยิบตาใส่คนดูแล้วบอก ดูหนังผ่านเน็ต หยวนๆกูหน่อยนะ กูต้องหาแดกกับภาคต่อเรื่องนี้ไปอย่างน้อยก็อีกสักภาคสองภาค ก็โอเค้ ในเมื่อกล้าขอกูก็กล้าให้ ไม่คิดเล็กคิดน้อยกัน จริงๆคือมึงไม่น่าไปคาดหวังกับหนังที่แทบไม่เห็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โผล่มาในหนังแล้วแหละ แต่แหม… มันก็อดคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้รึเปล่าวะ สรุปไปเลยว่านี่เป็นงานแอ็คชั่นที่มันส์มาก ฮัลลี เบอร์ลี่ย์ นี่สามารถขยายตัวละครทำภาคแยกได้เลย อารมณ์เหมือน นาตาชา โรมานอฟ เหมือนกัน แต่ราวๆ 20 นาทีหลังก่อนจบมันจืดไปนิด เหมือนๆกับว่าหนังมันพีคไปตั้งแต่ฉากคนสู้ร่วมกับหมาแล้ว สำหรับตั๋วร้อนแล้ว ยังยกให้ภาค 2 ดีงามที่สุดในบรรดาสามภาค

รองลงมาก็ภาคนี้แหละ ภาคแรกชอบน้อยสุด(ภาคแรกเกลียดตอนจบมาก) และเชื่อเหลือเกินว่าภาคหน้ามันจะไม่ใช่แค่หนังไล่ล่าพระเอก แต่มันจะเป็นสงครามนักฆ่าล้างบางถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว

Deep Rising ไอ้ตัวเลื้อยทะลวงที่เกือบจะเป็นภาคต้นของคิงคอง

โคตรหนังอสุรกายเจ๊งบ๊ง ที่สนุกเป็นที่สุด มันเกือบจะเป็นภาคต้นของ King Kong

เชื่อหรือไม่ว่า Deep Rising เลื้อยทะลวง 20,000 โยชน์ มันเป็นหนังที่น่าเห็นใจมากๆ อย่างแรกเลยคือมันเป็นหนังมอนสเตอร์ที่ดูสนุกเอามากๆแต่กลับโดนคำวิจารณ์ถล่มเละ โดยเฉพาะนักวิจารณ์ชื่อดังที่น่าเชื่อถือที่สุดอย่าง โรเจอร์อีเบิร์ต ยกให้มันเป็นหนังที่ห่วยแตกที่สุดในปีนั้น เริ่มแรกมันคือโปรเจ็คที่ใหญ่ใช้ได้

หนัง HD

เพราะมันเป็นการผลิตของสตูดิโออย่าง Hollywood Pictures (ก็ไอ้สตูดิโอรูปสฟิงซ์นั่นแหละ) ซึ่งเป็นสตูดิโอลูกของ วอลท์ ดีสนี่ย์ ที่ผลิตหนังที่มีเนื้อหาแรงขึ้นมาอีกระดับให้สตูดิโอใสๆอย่างดีสนี่ย์ เริ่มจากพระเอกนั้นถูกวางตัวให้เป็น แฮร์ริสัน ฟอร์ด กันเลยทีเดียว ที่พีคกว่านั้นคือหนังถูกวางแผนให้มันคือภาคต้นของ King Kong เวอร์ชั่นรีบูท โดยจะมีการเฉลยในภายหลังว่าเกาะร้างที่พวกพระเอกรอดชีวิตในท้ายเรื่อง Deep Rising ก็คือเกาะหัวกะโหลกตามท้อง เรื่อง King Kong นั่นเอง มารู้ทีหลังแล้วก็ว้าวไปตามๆกัน ถ้าโปรเจ็คมันต่อเนื่องอย่างที่วางแผนไว้มันจะเป็นอะไรที่เด็ดดวงมาก แต่ทว่าเกิดการล้วงลูกจากสตูดิโอมากเกินไป แนวทางของ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส ผู้กำกับที่กำลังร้อนฉ่ากับผลงานอย่าง The Jungle Book เมาคลีลูกหมาป่า เวอร์ชั่น เจสัน สก๊อตต์ ลี นำแสดง เขาอยากทำหนังอสุรกายใต้ผืนน้ำเรต R ที่มีเนื้อหารุนแรง ซึ่งนั่นมันค้านกับแนวทางเดิมที่จะโยงไปสู่หนังลิงยักษ์ หนังถูกลดสเกลลงจากความขัดแย้ง และงบประมาณก็ลดลงตามลำดับจนแทบจะกลายเป็นหนังเกรดB มีเพียงนางเอก เฟรมเก้ เจนเซ่น แห่ง 007 GoldenEye เท่านั้นที่ยังพอทำให้หนังดูมีดีสามารถเรียกแขกได้อยู่บ้าง ส่วนพระเอกนั้น อย่าได้หวังว่าจะได้ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ซึ่งอยู่ในช่วงที่ยังฮ็อตมากๆอยู่ เพราะงบประมาณถูกลดลงเหลือเพียง 40 ล้านเหรียญ หนังจึงได้แค่ ทรีต วิลเลียมส์ นักแสดงเกรด B+ของวงการมาแสดง เพราะสตูดิโอคิดว่าหนังสัตว์ประหลาดนั้นไม่มีใครแคร์พระเอกเท่าไอ้ตัวใต้น้ำนั่นหรอก หนังถูกพัฒนาไปเรื่อยๆตามมีตามเกิด มันกัดกร่อนชีวิตของผู้กำกับฯสตีเฟ่น ซอมเมอร์ส ไปพอสมควร แต่เมื่อได้เริ่มมันแล้วเขาก็ทำได้แค่ทำงานของตนเองต่อไปในงบจำกัดจำเขี่ย ถึงขนาดที่ว่าต้องลดแสงหนังลงเพื่อให้กลืนกับ CG สัตว์ประหลาดราคาถูกกันเลยทีเดียว แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของเขาที่ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยใจกับโปรเจ็คที่คั่งค้างอยู่ แต่เขาก็ได้พัฒนาโปรเจ็ค หนัง HD The Mummy ควบคู่กันไปด้วยเพื่อนำเสนอค่ายอื่น ด้วยความที่คาดหวังอะไรกับ Deep Rising ไม่ได้แล้ว แผนการโยงไปสู่ King Kong จึงล่ม หนังอสุรกายเรื่องนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นงานเกรด B โดยสมบูรณ์ มันแค่ถูกทำให้เสร็จๆไปแล้วเข้าฉาย มีการพยายามตัดต่อให้มันเป็นหนังเรต PG13 แต่ไม่เป็นผล เพราะฟุตเตจหนังอสุรกายเรื่องนี้ถูกถ่ายทำบนพื้นฐานของหนังที่มีเนื้อหารุนแรง ซึ่งในอเมริกาหนังก็ตัดสินใจเอาเข้าฉายในเวอร์ชั่นเรต R แต่ในบางประเทศหนังได้เรต 15+ หรือไม่ก็เรต PG ซึ่งแน่นอนว่าถูกตัดมั่วเละเทะไปหมด ตอนเข้าฉายมันแทบไม่ได้รับการเหลียวแลเลย หนังทำรายได้ไปแค่ 11 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 45 ล้านเหรียญ และมีระยะเวลาการสร้างที่ยาวนานจนกลืนกินชีวิตผู้กำกับคนเก่ง หลายปีต่อมา สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส กล่าวขอบคุณแฟนๆที่สนับสนุนซื้อ Blu-ray ไปดู เพราะส่วนใหญ่ผู้ชมจะได้รับชมกันทางเคเบิลทีวีมากกว่า ซึ่งเวอร์ชั่นฉายทีวีมันถูกตัดออกกว่า 30 นาที ซอมเมอร์ส กล่าวว่าแม้มันจะเป็นหนังที่คว่ำสนิท แต่เขาก็รักมัน การถูกตัดออก 30 นาทีทำให้เขาอยากร้องไห้ และ เว็บสตรีมหนัง ใน Blu-ray เขาได้เฉลยว่าไอ้ตัวหนวดๆนั่นมันคือตัวอะไร เขาบอกว่ามันคือหมึกยักษ์กลายพันธุ์ที่จะเป็นหนึ่งในอสุรกายในจักรวาลเดียวกับ King Kong นั่นแหละ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอสุรกายที่ทำให้ชีวิตเขาเสียหมาไปแล้ว ยังมีข่าวดีตามมา เพราะ Universal Pictures ซื้อไอเดียและสั่งให้เขาดำเนินการเต็มสูบกับโปรเจ็คหนังผจญภัยThe Mummy หนังที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่ามันจะเป็นโคตรโปรเจ็คที่เอาไว้แก้แค้นคำดูถูกที่มีต่อ Deep Rising ซึ่งก็ไม่แปลกใจที่ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส จะจัดหนักจัดเต็มถลุงเงินกับหนังมัมมี่เรื่องนี้จนจินตนาการของเขาสร้างรายได้กว่า 415 ล้านทั่วโลกจากทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญ แถมมีภาคต่อออกมาโกยเงินไปอีกอื้อซ่าส์ ถามว่าแล้วโปรเจ็ค King Kong ที่ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส คิดจะทำตั้งแต่แรกหายไปไหน ไม่ได้หายไปไหน เพราะหลังจากที่หอบใจช้ำๆไปซบอก Universal Pictures เขาก็หอบเอาลิขสิทธิ์ King kong ไปเจรจาด้วย เพียงแต่เขาไม่ได้ทำ เพราะแค่โปรเจ็ค The Mummy เขาก็แทบไม่มีเวลาแล้ว โปรเจ็คจึงเปลี่ยนมือไปที่ ปีเตอร์ แจ็คสัน ที่ฮ็อตมากกับ The Lord of the Rings

ในตอนนั้นบังเอิญว่าปีเตอร์แจ็คสัน เองก็คลั่งเจ้าลิงยักษ์ตัวนี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงพัฒนามันควบคู่ไปกับการกำกับ The Lord ทั้ง 3 ภาค และเจ้า King kong ตัวนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับ Deep Rising เลย

Aladdin (2019) อะลาดิน กับตะเกียงวิเศษ

กลับมาทำหนังแนวเดิมเถอะ พี่ กาย ริตชี่

กายริตชี่ ทำให้เรารู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับที่เก่งกาจ และมีอารมณ์ขันแสบสันต์แค่ไหน เขาสามารถจัดการกับหนังที่มีตัวละครที่อยู่ในฐานันดรต่ำสุดในสังคม ให้มีความพลิกผันน่าติดตาม โดยสอดแทรกเอาเรื่องกฏเกณฑ์ในสังคม ใส่เข้ามาในหนังของเขาได้อย่างคมคาย แต่มันไม่ใช่กับหนังเทพนิยายที่น่ารำคาญ

ดูหนัง HD

ปี 2019 แล้วดีสนี่ย์ยังใช้มุกทหารวิ่งไล่จับพระเอก พระเอกโดดหลบ ทหารวิ่งชนกัน โอเคมันคือความสนุกสนานโกลาหลแบบดีสนี่ย์ๆ แต่เฮ้ย! นี่มัน กาย ริตชี่ นะเฮ้ย! ไอ้มุกกระโดดหอ โดดเหวอะไรนั่นอีก ทำให้ตัวละครด้วยกันเข้าใจว่าโดดไปไม่รอดแน่ แต่กูนั่งกลอกตามองบน เพราะรู้ว่าเดี๋ยวไอ้เหี้ยพรมวิเศษนั่นมันก็ลอยมารับไว้อยู่ดี แล้วแม่งเล่นมุกนี้ซ้ำบ่อยๆจนกูเบื่อ ยังมีมุกหาแดกตามสูตรอีกเพียบที่ดีสนี่ย์เคยๆทำมาแล้วในหนังของพวกเขาเป็นร้อยๆเรื่อง คือถ้าเป็นคนไม่ถูกโรคกับหนังที่สุขก็ร้องเพลง เศร้าก็ร้องเพลง น่าจะเบ้ปากใส่เรื่องนี้แน่นอน เพราะเพลงในเรื่องนี้บอกตามตรงกูเก็บกดมาก คือมึงมาเวย์นี้แล้วทำไมไม่ใส่ท่อนฮุค Let it go!! Let it go!! ของอีเอลซ่าจากอีกเรื่องให้มันรู้แล้วรู้รอดไป คือมึงเกือบแล้วอ่ะ ก่อนท่อนฮุคนี่ดนตรีแม่งส่งเหมือนจะให้แม่งร้อง Let it go!! ออกมาเสียให้ได้ ไม่รู้ว่าคนแต่งคนเดียวกันหรือเปล่า อะลาดดิน เวอร์ชั่นนี้ถูกตีความให้เป็นหัวโขมย 100% ที่ไม่ได้มีกวัดแกว่งดาบสู้ได้ ดูหนัง HD แบบในเวอร์ชั่นการ์ตูน คือชีวิตนี้พี่หนีอย่างเดียว แล้วดูเป็นอาบังแถวพาหุรัดเนี่ยแหละ เหมือนพร้อมที่จะขายถั่วให้กูตลอดเวลาที่เจอหน้า แล้วมึงคิดดู เจ้าหญิงจัสมินกูเนี่ยตกหลุมรักอาบังสภาพนี้ คือโอเคตามท้องเรื่องน่ะมันพระเอกนางเอกแน่นอนต้องปิ๊งกัน แต่เวอร์ชั่นการ์ตูนนี่วาดขึ้นจากโครงหน้าทอม ครูซ เลยนะเว้ย ไม่รู้สาวๆที่ดูมาแล้วพากันอินหรือเปล่ากับพระเอกคนนี้ แต่ที่แน่ๆ นางเอกอย่าง นาโอมิ สก็อตต์ เนี่ยแหละ เนี่ยๆๆ เหตุผลที่กูทนดูต่อจนจบก็จัสมินเนี่ยแหละแม่เจ้าโว้ย!! แรกพบประหนึ่งได้เจอ แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์ วัยสาว คือในใจกูคิดนะว่าไหนๆก็มาเน้นจัสมินมากกว่าพระเอกละ ก็เอาให้สุดสิวะ ถ่ายเอาแต่นางเอกเนี่ยแหละ วิล สมิธ ตัดได้ก็ตัดไปเลย พระเอก ตัวร้าย ลิง นกแก้ว มึงตัดออกให้หมด แช่กล้องใส่นางเอกทั้งเรื่องกูจะขอบคุณมึงเลย แต่คือมันไม่ได้ไง กูก็เลยต้องมานั่งรำคาญยักษ์ รำคาญพระเอก นั่งดูพวกมันใช้เวลาร่วมๆ 20 นาทีในการตามจีบเจ้าหญิงแบบเห่ยๆ แถมเวอร์ชั่นนี้ยักษ์แม่งก็เงี่ยนเป็นด้วยนะมึง เอาซี้!! คือจากที่กูจะได้ดูวีรกรรมการผจญภัยสู้กับอธรรม ได้ดูเสือตัวนั้นมันโชว์ซีนโหดๆเสียหน่อย กูต้องมานั่งดูมึงเต้นรำร้องเพลงจีบสาวเนี่ยนะ เสือแม่งก็ไร้ประโยชน์ คือถ้ามึงจะทุ่มงบทำซีจีเสือแล้วให้มันมาเดินๆนอนๆแค่นี้ มึงเอาแมวไอ้เคน้อยบ้านกูไปแสดงเหอะ ไหนจะไอ้พ่อมดตัวร้ายอีก คือมึงมาเวย์นี้แล้วมึงไม่ได้ใช้ตะเกียงตั้งแต่แรกก็ยึดเมืองได้สัส ควบคุมจิตใจคนได้เบอร์นั้นแล้ว ก็แหม…นี่มันหนังดีสนี่ย์ ไม่ให้ร้องเพลงจีบกันมึงจะให้มันทำอะไรล่ะไอ้ตั๋ว!! หนังไม่ใช่แนวมึงก็สารภาพมาเถอะ ถุย จริงๆมีบางประเด็นที่หนังพยายามตีความจากฉบับการ์ตูนได้ดีมากๆนะ เรื่องชนชั้นวรรณะก็หนึ่ง เรื่องพลังหญิงเฟมินิสต์ก็หนึ่ง เรื่องกฏเกณฑ์อันเคร่งครัดของโลกตะวันออกกลางก็หนึ่ง มันใช้ได้เลย ไหนจะเรื่องการสลับกันไปใช้ชีวิตที่ไม่เคยสัมผัส เจ้าหญิงอยากใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา แต่หัวโขมยอยากเป็นเจ้าชายดูสักครั้งในชีวิต แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันถูกความน่ารำคาญของเพลงและ หนังออนไลน์ วิล สมิธ กลบจนมิดไม่เหลือชิ้นดี จินนี่เวอร์ชั่นนี้พยายามเป็นจินนี่แบบเวอร์ชั่นการ์ตูนมากเกินไป แต่ติดตรงที่ว่าหน้าตาจินนี่เวอร์ชั่นการ์ตูนมันดูเป็นตาลุงใจดีที่น่ากอด ส่วนพี่วิล สมิธ ตัวสีฟ้านั้นดูเป็นยักษ์ที่ไม่น่าเข้าใกล้เลยจริงๆ แล้วไอ้ประเด็นเจ้าหญิงอยากใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดานี่สุดท้ายแล้วก็ทำให้รู้ว่ามันก็แค่ประเด็นที่ถูกทำให้ตกไป เพราะจริงๆท้ายที่สุดแล้วจัสมินก็แค่อยากลองความพอเพียงดูบ้าง พอเบื่อแล้วกูก็กลับไปวังสุขสบายรอผู้ชายที่คู่ควรมาเปิดซิงรัวๆ ส่วนตัวเลยนะ ย้ำ! ว่าส่วนตัว ค่อนข้างผิดหวัง ค่อนไปทางเบื่อ อยากให้หนังจบไวๆ แต่ยังดีที่ได้หน้าสวยๆของเจ้าหญิงจัสมินช่วยไว้ให้กูนั่งดูได้เรื่อยๆ ครึ่งหลังของหนังมานี่เริ่มไม่อ่านซับฯละ ถือโอกาสลองภูมิตัวเองด้านภาษาอังกฤษไปในตัว ซึ่งก็โอเค อย่างน้อยกูก็มีอะไรทำแหละวะ ส่วนไอ้พวกที่ชอบแซะว่ากูสายแทงสวนนี่มึงไปดูเว็บฝรั่งโน่นไป

แม่งด่าพอๆกับกูเนี่ยแหละ ขนาดเรื่องก่อนอย่าง King Arthur คนด่ากันทั้งบางกูยังชอบงานของพี่กาย แต่เรื่องนี้ไม่ไหวจริงๆว่ะ เสียตัวตน กาย ริตชี่ ไปเกือบหมด อยากเห็นแกกลับมาทำหนังแนวเดิมๆอีก

แดนนี่ เทรโฮ มหาวายร้ายกลับใจ

อดีตเดนคนคุก สู่มหาวายร้าย และพระเอกสุดเถื่อน

แดนนี่ เทรโฮ เพิ่งมารู้ว่าเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับผู้กำกับฯ โรเบิร์ต โรดริเกซ ก็เมื่อตอนเขาทั้งคู่ร่วมงานกันใน Desperado หลังจากนั้นญาติผู้น้องอย่าง โรดริเกซ ก็สนใจใคร่สนิทในตัวญาติผู้พี่เรื่อยมา และให้การสนับสนุนในด้านงานแสดงในหนังของเขาเองมาตลอด ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม

ดูหนัง HD

ชีวิตลุงเทรโฮนั้นวนเวียนอยู่ในแวดวงการนักเลงและค้ายา เขาโดนจับติดคุกไป 11 ปี จนศาสนาได้นำทางเขาสู่แสงสว่าง เขาออกมาจากคุกและไม่เดินสายเก่าอีกเลย อาชีพหัวหน้าคนงานก่อสร้างคืออาชีพหลักหลังจากออกจากคุก แถมยังรับใช้สังคมในด้านการรณรงค์เรื่องยาเสพติดอีกด้วย สมัครพรรคพวกเก่าๆในแก๊งแวะเวียนมาหาเขาเสมอๆในฐานะหนึ่งในตำนานของแก๊ง สมาชิกแก๊งเคยมาขอให้เขากลับเข้าวงการแต่เขาบอกปฏิเสธไปจนแทบจะมีเรื่องมีราวกัน ยังดีที่ได้เพื่อนเก่าที่เป็นสมาชิกแก๊งอาวุโสช่วยเจรจาให้ พล็อตชีวิตของเขาราวกับหนังดราม่าแอ็คชั่น บังเอิญสมาชิกแก๊งอาวุโสที่เป็นเพื่อนฝูงกันรู้จักมักคุ้นกับคนในแวดวงบันเทิง และนั่นเองทำให้โอกาสก็วิ่งมาชนแดนนี่ อดีตคนคุกอย่างจังในปี 1985 เมื่อทีมสร้างหนัง Runaway Train ต้องการที่ปรึกษาเกี่ยวกับนักโทษในคุก และวิถีชีวิตในนั้น ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับ เทรโฮ อดีตคนคุกกลับใจอีกแล้ว เขาพ่วงตำแหน่งที่ปรึกษา และบทบาทสมทบในหนังด้วยค่าตัว 320 ดอลล่าร์/ต่อวัน มันคือค่าจ้างที่งดงาม แม้ได้ไม่งามเท่าอาชีพค้ายา หรือรับจ้างกระทืบคน แต่เขาถือว่านี่คือเงินจำนวนมากที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาจะหามันมาได้ในหนึ่งวัน และหลังจากนั้น เทรโฮ ก็วนเวียนในแวดวงนักแสดงสมทบในบทสมุนตัวร้ายโหดๆเรื่อยมา จนกระทั่งเขาได้ร่วมงานกับ โรเบิร์ต โรดริเกซ ดูหนัง HD Desperado ความบังเอิญทำให้ทั้งคู่รับรู้ว่าพวกเขาคือญาติลูกพี่ลูกน้องกัน และสนิทสนมกัน ผลักดันกันและกันเรื่อยมา โปรเจ็ค Machete มีมานานแล้ว ตั้งแต่พวกเขาถ่ายทำ Desperado โดยโครงการแรกคือ โรเบิร์ต โรดริเกซ อยากทำหนังที่มี เทรโฮ เป็นพระเอกที่เป็นนักฆ่าโดยใช้มีดชนิดต่างๆเป็นอาวุธ ซึ่งต่อมาอีกหลายปีกว่าโปรเจ็คจะออกมาสำเร็จ เพราะขึ้นชื่อว่าตัวประกอบหน้าโหดที่จะมาเป็นพระเอกนั้นหนังแทบไม่ขายเลย ต้องใช้เวลาสั่งสมบารมีลุงโหดหน้าเหี่ยวผู้นี้ จนแฟนๆติดตาและจำเขาได้เป็นอย่างดี แดนนี่ เทรโฮ ในหนังนั้นมีฉากอัพยา มีฉากกินเหล้า แต่จริงๆแล้วเขาเลิกยาเสพติดและของมึนเมาทุกชนิดตั้งแต่อยู่ในคุกแล้ว เขาคือนักแสดงที่มีวินัยและเคร่งศาสนามากๆคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด และที่สำคัญลุงเทรโฮเติมเต็มชีวิตที่เคยพลาดไปโดยการเรียนต่อและสามารถคว้าใบปริญญามาได้แม้อายุจะปาเข้าไป 72 ปีแล้ว เขาเป็นพ่อของลูกๆสามคน และเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชั่นอย่าง Starburst รับทำหนังและสื่อโฆษณาเล็กๆไปด้วย เห็นในหนังลุงแดนนี่ เทรโฮ ฆ่าคนเป็นผักปลาด้วยวิธีสุดโหดก็จริง แต่ชีวิตจริงลุงกำลังไปได้สวยกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพของแกชื่อร้านว่า Trejo’s Tacos ลุงเริ่มขยายสาขาในหลายๆแห่ง มันเริ่มจากการที่ลุงแดนนี่เข้าครัวทำอาหารให้โปรดิวเซอร์หนัง Bad ass ที่แกนำแสดง แล้วโปรดิวเซอร์ชอบมากๆ จึงชวนลุงหุ้นกันเปิดร้าน เดิมทีลุงก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าลุงจะทำร้านอาหารแนวนี้ได้ มันขัดกับภาพลักษณ์ลุงในหนังเสียจริงๆ แต่เพื่อนๆมั่นใจว่ามันต้องออกมาดี แผนการตลาด หนังถ่ายทอดสด คือ ทุกสิ่งอย่างต้องมีหน้าลุงแดนนี่เป็นโลโก้ และสูตรอาหารก็บังคับให้ลุงไปขุดสูตรต่างๆที่ครอบครัวลุงเคยทำให้กินตอนเด็กๆ “มันจะแดกกันลงไหมล่ะ” ลุงถามหุ้นส่วนเพราะไม่มั่นใจว่าคนเห็นหน้าเหี้ยมๆของแกแล้วจะกระเดือกอาหารลง ปรากฏว่านอกจากจะขายดีจนขยายสาขาแล้ว ของที่ระลึกที่เกี่ยวกับลุงแดนนี่ เทรโฮ ยังขายดิบขายดีควบคู่กันไปอีกด้วย จากคนคุกที่มาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคุกในหนังเรื่องหนึ่ง ไต่เต้าจนได้เป็นผู้ร้ายในหนังยุค 90 มีผลงานเด่นๆ เช่น Con air , Heat , Anaconda , from dusk till dawn ฯลฯ

จนกระทั่งได้มาเป็นพระเอกใน Machete ในที่สุด แล้วก็มาเปิดร้านอาหารที่มีการคาดการว่ามันจะมีมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญในอนาคตอันใกล้ เผลอๆอาจโด่งดังเทียบเท่าลุงเคนตั๊กกี้แห่ง KFC กันเลย กราบ

Starship troopers (1997) สงครามหมื่นขา ล่าล้างจักรวาล

มันอาจพังเพราะพลังดาราไม่ถึง แต่ความสนุกของมันทำให้แผง DVD ลุกเป็นไฟ

Starship Troopers สงครามหมื่นขา ล่าล้างจักรวาล ปี 1997 คือหนังที่สนุกสุดตีนมากสำหรับกูในยุคนั้น มันส์ระห่ำ กวนตีน และ เดนนิส ริชาร์ด ดูเซ็กซี่ยั่วเย็ดเช็ดน้ำลายมากๆ ทั้งที่อยู่ในชุดเกราะหนาเตอะ แต่เชื่อไหมว่าแม้จะมีความมันส์ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้กำรี่กำไร ผู้กำกับ พอล เวอร์โฮเว่น

ดูหนัง

เหมือนลงทุนไปกับ CG จนแม่งไม่เหลือเงินค่าตัวดารา แบบมึงจะเอาใครที่ไหนมาเล่นก็ได้ คนดูเขาอยากดูไอ้แมง ไม่ใช่ดารา นั่นคือความคิดที่เป็นหายนะ จนถึงตอนนี้ พอลแกคงรู้และจำมันไปจนตายว่าการปฏิเสธที่จะใช้ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก หรือ ลีโอนาโด้ ดิคราปริโอ มาเล่นในหนัง เป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เพราะหนังทุน 105 ล้านเรื่องนี้ทำรายได้ทั่วโลกไปแค่ 121 ล้าน ซึ่งแน่นอนว่ามันเจ๊ง แต่เสือกมาขายดีตอนลงเป็น DVD และฉายทางเคเบิ้ลหรือสตรีมมิ่งซะอย่างนั้น ยังไม่รวมไปถึงการดัดแปลงให้เป็นเกมส์ยิงไอ้แมงสุดมันส์ที่มีแฟนเดนตายอยู่ทั่วโลก แถมหุ่นโมเดลของเล่นต่างๆยังสร้างกำรี่กำไรในรูปแบบลิขสิทธิ์เป็นกอบเป็นกำ อันที่จริงนี่ไม่ใช่โปรเจ็คไก่กาที่ไหน เป็นนวนิยายไซไฟขายดีของ โรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ ที่เคยตกไปอยู่ในมือผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน มาก่อน ทว่าลุงเจมส์เลือกที่จะไปสร้างตำนานกับเรือยักษ์ ดูหนัง Titanic เสียก่อน แล้วหนีบ ลีโอนาโด้ ดิคราปริโอ ไปด้วย โปรเจ็คไซไฟไอ้แมงจึงเปลี่ยนมือมาอยู่กับ พอล เวอร์โฮเว่น ( Total Recall และ RoboCop) ผู้กำกับที่ไม่ค่อยชอบนิยายต้นฉบับสักเท่าไหร่ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก คือตัวเลือกแรกของโปรเจ็คในมือ พอล เวอร์โฮเว่น ตามมาด้วย เจมส์ แมสเดน และ จอช โบรลิน เป็นตัวเลือกรองๆลงมา แต่ผู้กำกับตัดสินใจเลือกใช้ แคสเปอร์ แวนดีน ดาราหนังทีวีที่เคยแสดงเป็น เจมส์ ดีน ใน James Dean: Race with Destiny แทน (ต่อมา จอช โบรลิน ก็ได้แสดงหนังให้พอลเรื่อง Hollow Man ) และว่ากันว่าโปรเจ็คนี้สร้างขึ้นจากความขี้เกียจของ พอล เวอร์โฮเว่น ล้วนๆ เขาถูกสั่งให้อ่านนิยายขายดีเรื่องนี้ให้จบ แต่เขาไม่สามารถอ่านหนังสือนิยายเรื่องนี้ให้จบได้ เพราะเขาคิดว่ามันน่าเบื่อ เขาพูดตามตรงกับค่ายผู้สร้างและเจ้าของนิยาย แถมบังคับให้ เอ็ดเวิร์ด นวมเยเออร์ เจ้าของบทประพันธ์ สปอยล์แนวคิดออกมาแบบรวบรัดที่สุด เขาจะได้เริ่มเปิดกล้องเสียที(แบบนี้ก็ได้เหรอ?) จากที่คาดการณ์กันว่ามันจะเป็นหนังไซไฟที่ลุ่มลึก น่าสยดสยอง และบู๊ล้างผลาญ เหมือนนิยายต้นฉบับ หนังออกมาเป็นงานแอ็คชั่นที่มีฉากมันส์ๆโหดๆมากมาย (รวมถึงฉากหญิงชายแก้ผ้าร่วมกันอาบน้ำด้วย) และอย่างที่เห็น ไม่ต้องทำตามแนวคิดเดิมจากหนังสือก็สามารถทำออกมาสนุกได้ จะบอกว่า พอล เวอร์โฮเว่น ทำหนังเรื่องนี้ด้วยความขี้เกียจหรือทำลวกๆก็ไม่เชิง มันคืองานที่สนุก เพียงแค่ไม่ถูกใจแฟนนิยายเดนตายก็เท่านั้น อันนี้ส่วนตัวเลยยอมรับว่าชื่นชอบหนังไอ้แมงเรื่องนี้เอามากๆ กองทัพแมงแม่งอลังการงานวิช่วลสุดๆในยุคนั้น แต่หนังมันเจ๊ง ก็คือเจ๊ง เพราะเอาเข้าจริงๆเทคนิคพิเศษมันต้องมาควบคู่กับดาราระดับแม่เหล็ก มันคือสัจธรรมของการตลาดง่ายๆที่ผู้กำกับพลาด จะไปหวังใช้แค่นมของ เดนนิส ริชาร์ด มาล่อให้คนเข้าไปดู มันก็คงจะยากหน่อย ที่น่าตลกและน่าเจ็บใจคือแม่งออกมาเป็น DVD เสือกขายดีจนกระแสปากต่อปาก กลายเป็นหนังฮิตในครัวเรือน จนยุคหลังๆแม่งมีสร้างภาคต่อออกมาเป็นหนังแผ่นด้วยนะ หลายภาคเลย (แถมยังมีแก้ผ้าแก้ผ่อนให้ดูเหมือนเดิม) คือถ้าพวกมึงแห่ไปดูในโรงเหมือนที่ฮิตซื้อมาดู โปรแกรมหนัง กัน ป่านนี้พระเอก แคสเปอร์ แวนดีน กูไม่มานั่งเล่นหนังแผ่นงกๆๆอยู่จนทุกวันนี้กันหรอก แต่เจ้าตัวเองออกมายอมรับแบบเจียมๆว่า ต้องขอขอบคุณ Starship Troopers ที่ทำให้เขามีงานแสดงเข้ามาไม่ขาด แม้จะไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่โตอะไร แต่เขามีแฟนๆเฉพาะกลุ่มที่ตามงานเขามาตั้งแต่หนังไอ้แมงเรื่องนี้แหละ เขาดีใจที่คนในงาน Comic con จำเขาได้ เขามักได้รับเกียรติให้ไปงานแนวๆนี้ในฐานะ จอห์นนี่ ริโก้ ผู้ปราบไอ้แมงแห่ง Starship Troopers แว่วๆมาว่า เมแกน เอลิสัน โปรดิวเซอร์ตัวแม่แห่งค่าย Annapurna Pictures ที่เคยสร้างหนังอย่าง Zero Dark Thirty และรีบูท Terminator Genisys สนใจที่จะรีเมคไอ้แมงอีกรอบ ไม่รู้โปรเจ็คไปถึงไหนแล้วตอนนี้ ที่ควรรู้อีกอย่างคือ

ชุดเครื่องแบบทหารในหนังเรื่องนี้ ถูกเลหลังให้กองถ่าย Power Rangers Lost Galaxy อีกเรื่องคือซีรี่ส์ “Firefly” The Train Job ก็มาซื้อเครื่องแบบชุดเกราะจากเรื่องนี้ไปใช้ในหนังของพวกเขาด้วย

X-Men : Dark Phoenix (2019)

เหมือนกูนั่งดูพี่โล้นX กลายสภาพเป็นครูสอนวิชาจริยธรรม แล้วเด็กมันไม่ตั้งใจเรียนกัน

ทีนี้มึงก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับเด็กเหี้ยพวกนี้ยังไง เพราะ ผอ.โรงเรียนก็จ้องจะเล่นมึงอยู่อ่ะสัส ทีนี้มึงก็ลนลานประสาทแดก ไม่ได้แสดงความหลักแหลมใดๆ เฉกเช่นที่ ชาร์ล เซเวียร์ ทุกๆภาคเคยทำ ถึงแม้จะเป็นนักแสดงคนเดียวกันก็เหอะ แม่งเหมือนเป็นคนละคนกับเซเวียร์ใน First class กับ Days of Future Past

ดูหนัง

นี่ไม่ต้องเอาไปเทียบกับย่าแพท ต้นฉบับโล้น X ของภาคแรกๆเลยสัส ราวกับว่าภาค Dark Phoenix มันไม่ใช่ ชาร์ล เซเวียร์ ช่วงนี้ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร คือนับตั้งแต่ Game of Thrones ปลายซีซั่น 8 , แรงเงา 2 แล้วก็มา X-MEN : Dark Phoenix เนี่ยแหละ แม่งเหมือนกับแข่งกันจบไม่สวย เหมือนมึงไปทะเลาะกับนายทุนในห้องประชุมแล้วมาทำหนังห่วยๆเพื่อแก้แค้นอ่ะ เพียงแต่ว่า Dark Phoenix นี่ไอ้ผู้กำกับ ไซม่อน คินเบิร์ก นี่มันคือโปรดิวเซอร์ผู้สร้างเองเนี่ยแหละ คือมึงสร้างหนังดีๆมาก็เยอะ มึงเก่งโปรดิวเซอร์ก็ควรทำอย่างที่มึงเก่ง ไม่ใช่โดดมากำกับเอง ทีนี้ก็เละสิสัส ไปย้อนดูได้เลย เครดิตงานกำกับอีตานี่คือแทบไม่มี ส่วนใหญ่จะเน้นควบคุมงานสร้าง หาทุน ดูภาพรวม ดูงบอะไรแบบนี้ พอลงมากำกับเองหวังปิดตำนานมิวแท้นต์กับ ดูหนัง สตูดิโอ Fox เสือกปิดไม่สวย อารมณ์ประมาณมึงฉี่เสร็จแล้วรูดซิป ซิปเสือกหนีบควยมึงอ่ะ ทุเรศสังคมจริงๆ มึงเชื่อไหมว่าหนังมันประเดิมเปิดหัวเรื่องมาดีมากๆเลยนะ ภารกิจบนอวกาศมันแสดงการทำงานแบบทีมเวิร์คได้ดีมากๆ ใครเก่งอะไรมึงก็ใช้ความสามารถแบบนั้นทำภารกิจ โคตรจะเจ๋ง กูยังนึกในใจเลยว่าไอ้พวกที่ด่าๆกันนี่มึงด่าเหี้ยไรกัน แต่พอมึงกลับถึงพื้นโลก ก็ดูเหมือนว่าทุกๆคนจะประสาทแดกกันหมด คือในหนังมันควรจะเป็นอีจีน เกรย์ คนเดียวที่ประสาทแดก แต่ไม่ใช่ แม้กระทั่งตัวละครที่มีเหตุมีผล ที่ถือเป็นมิวแท้นต์ที่เป็นหน้าเป็นตาของสถาบันยังทำตัวประสาทแดก เอาแค่นี้กูก็เดาได้เลยว่าหนังเละแน่ ในเมื่อไม่มีเลยสักคนที่มีสติสตัง จนกระทั่งความหวังอันริบหรี่ได้ปรากฏตัวขึ้นบนจอ แม็กนีโต้ น่าจะเป็นตัวละครที่มีสติที่สุดแล้วในหนัง รากฏว่าก็เป๋ไปเหมือนกัน ราวกับว่าหนังเรื่องนี้ตัวร้ายหลักมันคืออาการประสาทแดก ไม่ใช่ตัวประหลาดหรือตัวมีพลังใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่กูต้องมานั่งลุ้นคือทำยังไงพวกมึงถึงจะต่อสู้กับอาการประสาทแดกของพวกมึงให้ชนะ ดูเหมือนจะเป็น แม็กนีโต้ นี่แหละที่กลับมาเป็นแสงสว่างของหนังได้ทั้งที่ควรจะเป็นไอ้โล้น แต่ก็เป็นความหวังและแสงสว่างที่ค่อนข้างริบหรี่ มีซีนให้โชว์หลายซีนก็จริง แต่มันแทบจะช่วยอะไร เว็บดูหนัง ไว้ไม่ได้เลย นี่จึงเป็นการสั่งลาจักรวาลภายใต้ชายคา Fox ที่บอกได้เลยว่า ระยำต่ำตม นมอีจีน เกรย์ ก็ช่วยหนังไม่ได้ เอาจริงๆโล่งใจแทนตัวละครบางตัวที่ชิงลาจอไปก่อนตั้งแต่ต้นเรื่อง คือมึงได้หลุดพ้นจากความประสาทแดกของเพื่อนๆมึงไปได้ก็ดีใจด้วยจริงๆ อะไรนะ กูลืมพูดถึงตัวร้ายหลักของหนังเหรอ กูเพิ่งรู้ว่าหนังแม่งมีตัวร้ายด้วย เท่าที่ดูจนจบกูเห็นแต่ตัวน่ารำคาญโฉบไปโฉบมาราวกับคนขายประกันมาเคาะประตูบ้านให้อีจีน เกรย์ ซื้อประกันมัน ไม่รู้ว่าระดับเจ๊ เจสสิก้า แชสแทน ที่แบกเอารางวัลการันตีการแสดงจากหลายๆสถาบันมาทิ้งกับบทแบบนี้ทำไม เหมือนเจ๊รับเล่นเรื่องนี้ตอนเมาไวน์ หรือไม่ก็ตอนปวดขี้อ่ะ แบบรีบๆเซ็นต์รับเล่นไปเหอะอีเหี้ยกูจะเข้าส้วม ส้วมกูอยู่หนาย

บอกเลยว่าภาคนี้มันทำให้ภาค Last stand ที่เขาด่าๆกัน กลายเป็นหนังที่มีแง่งไม้ช่อมะกอกการันตีรางวัลบนโปสต์มากกว่า 6 แง่งอ่ะสัส 3 คะแนนกูให้ฉากเปิดบนอวกาศ แล้วก็แม็กนีโต้

ลุงบิลล์ เมอร์เร่ย์ กับเบอร์ลึกลับของลุง

บิลล์ เมอร์เร่ย์ ไม่มีเอเย่นต์หรือผู้จัดการส่วนตัว เขามักร่วมงานกับผู้กำกับคนเดิมๆ ซ้ำๆ

ทำไม บิลล์ เมอร์เร่ย์ ถึงชอบเล่นหนังของผู้กำกับคนเดิมๆ อย่าง เวส แอนเดอร์สัน , จิม จาร์มุช , โซเฟีย ฟอร์ด คอปโปล่า นั่นเพราะเขาปฏิเสธที่จะมีเอเย่นต์ส่วนตัวหรือผู้จัดการส่วนตัว เขาให้ช่องทางติดต่อทางเดียวเท่านั้นคือเบอร์โทรศัพท์บ้านหมายเลข 1-800 เพื่อที่จะให้ผู้สร้าง ผู้กำกับหนังโทรไปหาเขาที่เบอร์นั้น

หนัง HD

ถ้าอยู่ก็รับ ถ้าไม่อยู่ก็ฝากข้อความไว้ได้เลยเดี๋ยวว่างๆกูจะให้ทนายมาไล่ฟังไล่ตอบมึงเอง บทไหนน่าสนใจทนายก็จะโทรกลับให้ส่งสคริปต์ทาง ปณ.มาให้ ลุงบิลล์บอกว่าพวกเอเย่นต์มันน่ารำคาญ เหมือนมีหน้าที่แค่รับโทรศัพท์ ไม่ใช่ไม่เคยมี ลุงเคยมีเอเย่นต์เหมือนกัน แต่บางครั้งบางทีเวลาลุงโทรกลับไปหาเอเย่นต์ว่ากูอยากเล่นบทนี้นะ คำตอบที่ได้คือ เราโทรหาคนอื่นไปแล้ว มันทำให้ลุงหงุดหงิด เลยตัดสินใจให้ช่องทางติดต่อผู้สร้าง หนัง HD แค่ช่องเดียวคือเบอร์บ้าน 1-800 เนี่ยแหละ คือเหมือนเป็นเบอร์ลึกลับ ไปเสาะหากันเอาเอง ถามไถ่ใครเอาก็ได้ถ้าต้องการกูไปเล่นจริงๆ มึงก็รู้กันแหละว่าควรติดต่อที่ใคร ใครร่วมงานกับกูบ่อยๆ ถ้าหาจนเจอก็แสดงว่ามึงต้องการกูไปเล่นหนังของมึงจริงๆ ไม่ใช่ให้กูไปเป็นแค่ตัวเลือกของมึง ลุงบิลล์ยังบอกอีกว่าชอบทำงาน กับเพื่อนที่รู้ๆ กันมากกว่า ดังนั้นงานในเครดิตของเขาจึงมีผู้กำกับคนเดิมๆแวะเวียนมาใช้บริการเขาอยู่เนืองๆ นอกเหนือจากนี้ลุงก็ได้ไปโผล่ในหนังตลาดๆต่างๆตามความเหมาะสม และแน่นอนว่าไม่ต้องไปนั่งแคสติ้งบทใดๆทั้งสิ้น แต่ก็มีบางครั้งที่ลุงเองก็ง้อบทเหมือนกัน เช่นหนัง St. Vincent (2014) ของผู้กำกับ ธีโอดอร์ เมลฟี่ เขาพยายามติดต่อลุงบิลล์ไปหลายครั้งจากการที่เขาได้เบอร์จากโปรดิวเซอร์คนหนึ่งมา จนแทบจะถอดใจไปแล้ว แต่อยู่ๆลุงก็โทรกลับมาเองบอกให้เขาบินไปหาที่เมืองคานส์ ไปคุยกัน มึงบ้าไปแล้ว ไม่เล่นก็ไม่ต้องเล่น หลังจากนั้นลุงก็โทรตื๊อผู้กำกับเอง จนลุงยื่นข้อเสนอสุดท้ายคือ มารอกูที่สนามบินได้ไหม กูชอบบทมึงจริงๆ ก็เลยได้ร่วมงานกัน อย่างล่าสุดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ลุงเล่นหนัง The Dead Don’t Die ของ จิม จาร์มุช ซึ่งต้องไปฉายโชว์ที่นั่น แต่ทั้งผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์เองก็ไม่แน่ใจว่าลุงแกจะมาร่วมงานไหม ทำได้แค่ฝากข้อความไว้เบอร์ 1-800 ของลุง ถ้าได้อ่านก็ไม่รู้ว่าลุงจะมาหรือเปล่าต้องลุ้นกันเอา ในขณะที่ทีมงานเองที่มาร่วมงานคานส์ก็ไม่ได้คาดหวังใดๆที่จะเห็นลุงมาเดินพรมแดงด้วย ปรากฏว่าลุงบิลล์แกมาเฉย ใส่เสื้อฮาวายสบายๆเดินหลุดธีมมาในงานเลย ดูหนังผ่านเน็ต เหมือนแก่แล้วเก๋า แถมรำคาญไปทุกสิ่งอย่าง เขาจึงไม่ได้ทำงานเพื่อเงินหรือเพื่อใครอีกแล้ว อันที่จริงความติสท์ของลุงนี่มาพร้อมกับข่าวลือจัญไรหน้าตายของลุง หลายปีก่อนก็มีคลีความไปถึงเนื้อถึงตัวกับ ลูซี่ ลิว ในกองถ่ายหนัง Charlie’s Angels จนโดนลูซี่เตะไข่มาแล้ว แถมมีข่าวลือแกแซวสาวๆคนนั้นคนนี้ด้วยมุกหยาบๆฮาๆ ล่าสุดก็ดันไปตกหลุมรัก เซเลน่า โกเมซ อย่างเปิดเผยจากที่ได้คลุกคลีร่วมงานกันใน The Dead Don’t Die บอกชอบหนูมานานแล้ว ถ้าแม่ลุงมีชีวิตอยู่จะพาเซเลน่าไปแนะนำกับแม่ 55555

แต่มันก็แค่เป็นการหยอกเอินขำๆที่เพื่อนในวงการไม่ได้ถือสาเพราะลุงแก่แล้ว เพราะถ้าถือสาจริงๆลุงโดนข้อหาหนักและโดนแบนจากวงการไปแล้วอย่างที่ดาราหรือผู้สร้างผู้กำกับหลายๆคนโดนเมื่อไม่นานมานี้

ลูกๆ หลานๆ ต้องอิจฉาเรา เพราะ Toys story

ตำนาน 24 ปี ที่เด็กยุคนี้ต้องอิจฉาเด็กยุค 90

เชื่อไหมว่าเด็กยุคใหม่หลายๆคนจะต้องดู Toy story ติดต่อกัน 3 ภาครวดเพื่อที่จะได้ดูภาค 4 ได้รู้เรื่อง แต่กลายเป็นว่าพวกเด็กๆยุคใหม่จะต้องอิจฉาเด็กๆยุค 90 อย่างพวกเรา คือระยะห่างของแต่ละภาค มันทำให้เราคิดถึงตัวละครของเล่นพวกนี้ มันรู้สึกว่าเฮ้…. เราห่างกันไปนานแล้วนะ มาเจอกันหน่อยซิ

จากภาคแรกสู่ภาคต่อ ระยะเวลาห่างกันอาจไม่มาก แค่ 4 ปี พวกเขาก็กลับมาเจอกับเรา ที่ในยุคนั้นก็ยังไม่ได้มีเครื่องเล่นมีอะไรสะดวกสบายอย่างในยุคนี้ และจากภาค 2 สู่ภาค 3 รู้ไหมว่ามันใช้เวลากว่า 11 ปี เด็กยุค 90 ในตอนนั้น บางคนเติบโตมาเป็นพ่อคนแม่คน เป็นน้าเป็นอาไปแล้ว แน่นอนว่าหลายคนพยายามเปิด Toy story หนัง HD สามภาครวดให้ลูกดู เพื่อที่ลูกจะได้ชอบอย่างตนเอง แต่พูดก็ต้องพูดเถอะ ระยะห่างของแต่ละภาคมันมีผลจริงๆ เด็กๆอาจรับรู้ว่ามันสนุก มันบันเทิง แต่สำหรับเราๆแล้วมันคือความผูกพัน ความคิดถึง ซึ่งมันมากกว่าการตามดูการ์ตูนสักเรื่องไปแล้ว ลูกๆเราไม่ได้ใช้เวลาบ่มเพาะความคิดถึงแบบที่เราเป็น พวกเขาแค่เอาแผ่นออกมาแล้วเปิดต่อ ระยะห่างกันจากภาค 2 สู่ภาค 3 ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่ของเราๆใช้เวลาถึง 11 ปีกว่าจะได้เจอกัน ซึ่งภาค 3 ถึง ภาค 4 เองก็มีระยะห่างกันถึง 9 ปี เรียกได้ว่าหัวหงอกไปตามๆกันสำหรับเด็กยุค 90 ที่ทันได้ดูภาคแรกในโรง เราห่างกันไปนานแล้วนะ วู้ดดี้ นายก็ด้วย บัซ ไลท์เยียร์ เราไม่เจอกันนานแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาเจอกันเสียที เชื่อไหมว่าขณะดูภาค 3 ตอนที่พวกเขาโผล่มาซีนแรก น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากเลย คิดถึงพวกมึงมาก ระยะห่างระหว่างภาคก่อนๆแบบนี้เด็กยุคใหม่อาจไม่เข้าใจ เว็บสตรีมหนัง เพราะยุคนี้หนังสักเรื่องแป๊บๆก็มีภาคต่อกันแล้ว แต่สำหรับแฟนเดนตายที่ตามกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันอดไม่ได้ที่จะคุยข่มลูกๆหลานๆว่า พวกแกต้องอิจฉาพ่อ ที่พวกแกได้มันแค่ความสนุก แต่พ่อได้ความคิดถึงเพิ่มเข้าไปด้วย มาเจอพวกเขาแต่ละทีเหมือนมาเจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ซึ่งในหนังมันก็เล่าตั้งแต่แอนดี้ยังเป็นเด็ก เติบโตมากับของเล่นพวกนี้ แล้วก็ห่างเหินกันไป และกลับมาเจอกันใหม่ เฉกเช่นการที่คนสักคนเติบโตออกจากบ้านไปแล้ว

กลับบ้านเกิดมาค้นห้องตัวเองเพื่อหาของที่เราเคยรักมันมากๆ นี่แหละความฉลาดของบทหนังเรื่องนี้ ที่เขียนให้ทั้งแอนดี้ และ คนดู รู้สึกเหมือนๆกันคือ กูคิดถึงของเล่นพวกนี้ว่ะ

ทิม อัลเลน ผู้พากย์เสียง บัซไลท์เยียร์ บอกว่า Toy story ภาค 4 จะเป็นภาคจบ ตอนที่เขาพากย์ เป็นอะไรที่ทำใจลำบากมาก มันทั้งเศร้าและสนุกสนานในเวลาเดียวกัน ในฐานะที่ตั๋วร้อนเป็นแฟนเดนตาย

Toy story ส่วนตัวคาดการณ์ว่า ภาค 4 จะสร้างปรากฏการณ์หลายๆอย่าง มันอาจถึงขั้นเป็นการ์ตูนที่เข้าชิงออสก้าร์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเหมือนๆกับที่ Beauty and the Beast หรือ Toy story 3 เคยทำไว้ อาจถึงขั้นคว้าออสก้าร์มาครองได้เลย สำหรับ Toy story นั้นเดิมทีเป็นการ์ตูนที่ pixar ซึ่งเป็นเพียงแผนกเล็กๆใน หนัง HD Lucas film จะทำขึ้นฉายทางฟรีทีวี แต่เมื่อผู้บริหารได้ดูแล้วจึงตัดสินใจเอาขึ้นจอใหญ่ จนกลายมาเป็นการ์ตูนอมตะจนทุกวันนี้ และภาค 4 จะเป็นภาคจบตำนาน จอช คูลี่ย์ ผู้กำกับฯภาค 4 (คนกลางใส่แว่น)คือตัวแทนของเด็กยุค 90 ที่รับหน้าที่ปิดตำนาน เขาบอกว่าเขาดูภาคแรกตอนอายุ 15 ปี เขาเติบโตมากับมันผ่านกาลเวลามาด้วยกันกับของเล่นเหล่านี้ และวันนี้เขาได้กำกับมัน และแน่นอนเขาทำภาค 4 ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมต่อ Toy story เขายังหนีบเอา

คีอานู รีฟส์ มาพากย์เสียงเป็นตัวละครใหม่ในภาค 4 ด้วย ตัวละคร ดุค คาบูม เป็นตุ๊กตุ่นจากแคนาดา และหากจะนึกถึงไอค่อนลูกครึ่งแคนาดายุค 90 ที่พูดสำเนียงแคนาดา ต้องเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขา

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น