Kumanthong 2020 กุมารทอง ราคะ-เฮี้ยน

เอาจริงๆ ที่ตัดสินใจดูเรื่องนี้เพราะอยากเห็นหนังผี

ที่ถูกสร้างโดยประเทศที่ห้ามสร้างหนังผีอย่างเวียดนาม เพราะหน้าหนังคล้ายๆหนังคุณไสยของบ้านเราพวก ลองของ , คนเล่นของ อะไรแนวๆนี้ แถมเขาบอกว่าสร้างมาจากเค้าโครงจากเรื่องจริง แน่นอนว่าหนังพยายามบิดให้ห่างจากความเป็นหนังผี (เป็นความห่างที่ดูใกล้ชิดมาก)

หนัง HD

แบบที่ว่าทางการเวียดนามไม่สามารถแตะต้องหรือแบนได้เลย เหมือนๆการเลี่ยงบาลีนั่นแหละ บรรยากาศโดยรวมถือว่าทำได้คล้ายหนังผีไทยเมื่อซักสิบหรือยี่สิบปีก่อนมาก เป็นความพยายามเลี่ยงบาลีที่ค่อนข้างได้ผล เพราะสุดท้ายแล้วหนังไม่ได้เกี่ยวกับผีๆสางๆเลย จึงยกให้เป็นหนังปากว่าตาขยิบแห่งปี คือสร้างหนังคุณไสยลี้ลับยังไงให้ไม่โดนแบนในประเทศที่มักแบนหนังผี แต่มันก็แลกมาด้วยความอึดอัดกำหมัดแน่น หนัง HD แบบจะผีแม่งก็ไม่ผี จะเหงียนก็ไม่เหงียน (คือเผลอนึกเป็นหนังไทยทุกที ไม่เหงียนเลย) เหมือนกูขี้ไม่สุด ยังดีที่ได้บรรยากาศความเป็นชนบทไม่น่าไว้วางใจ ความโพล้เพล้ในบรรยากาศของหนัง และความวิปริตวิปลาศที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆในแบบฉบับของหนังฆาตรกรรม ซึ่งก็นั่นแหละ ความที่มันไปไม่สุดในทางผีๆสางๆเหมือนควักออกมาจ่อแล้วแต่แทงเสยเข้าไปไม่ได้ มันเลยเหมือนพาให้หนังมันดร็อปความน่ากลัวลง เหลือไว้แค่ความน่ากลัวของคน กับความน่ารำคาญของคนอีกเช่นกัน สิ่งดีงามของหนังนั้นมาในรูปแบบบรรดาตัวละครสาวๆเวียดนาม ชาติซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตกูอยากลองเหงียนดูสักครั้งจริงๆ(ลองคบหาดูใจ อย่าคิดลึก) เพราะนอกจากนางเอกที่น่ารักน่าชังคล้ายๆน้องออม สุชา แล้ว ตัวสมทบก็มีเนินนม ดูหนังผ่านเน็ต มีอะไรขาวๆอวบๆมาโชว์วับๆแวมๆให้ได้น้ำเดินกันสำหรับชายหื่น สาวเวียดนามนี่เขาเหงียนสมคำร่ำลือจริงๆ แต่ปริมาณความเหงียนของหนังยังน้อยไปหน่อย เพราะถ้ากูหวังทางสยองไม่ได้ กูก็ขอหวังเอาทางเหงียนนี่แหละ แต่ก็ไม่เหงียนอย่างชื่อไทยของหนัง ถือเป็นหนังรสชาติแปลกแปร่งที่จะว่าไม่คุ้นเคยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะการทำพิธี การเล่นของใกล้เคียงกับบ้านเรามากๆ

แต่การตีความกุมารทองของเวียดกงไม่เหมือนเรานะ ของเขาไม่ได้เอาเด็กทารกที่ตายมาบูชาเหมือนเรา ส่วนจะเป็นยังไงให้ไปหารอบดูกันเอง คือจะปล่อยผ่านไปก็ได้เพราะถ้าไม่ได้ดูก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรไป

Parasite มาไกลมากแล้วและไกลได้อีก

ทีมงาน Parasite คิดถึงบ้านหนักมาก

เดินสายล่ารางวัลในเมืองฝาหรั่งกันไม่หยุดหย่อน คิดถึงกิมจิ กับ จาปากูรี กันแล้ววันๆได้แดกแต่อาหารฝาหรั่ง ต้องขออธิบายก่อนว่ารางวัล SAG Awards หรือชื่อเต็ม Screen Actors Guild Awards ชื่อไทยก็คือ รางวัลของสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ เนี่ยก็เหมือนให้ดาราด้วยกัน

หนัง HD

เขาโหวตมอบรางวัลให้กันโดยไม่เกี่ยวกับพวกนักวิจารณ์ ,กรรมการ ,กำนัน ,ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต.ใดๆทั้งสิ้น จัดกันมายาวนานตั้งแต่ปี 1995 โดยมีสมาชิกดาราที่ร่วมในสมาคมอยู่ราวหมื่นกว่าคนทั่วโลก ในแต่ละปีก็จะมานั่งโหวตกันแบบไม่ต้องเสียค่า SMS ครั้งละสามสี่บาทเหมือนการโหวตบางประเทศ พอโหวตเสร็จก็จะมาจำแนกเป็นสาขาๆไป หนัง HD ทีนี้ตั้งแต่มีรางวัลนี้มา หนังภาษาต่างประเทศที่มีชื่อเข้าชิงก็จะมีแค่ Life Is Beautiful เนี่ยแหละเรื่องเดียวเลย จนกระทั่งตกมาปีนี้ ฝาหรั่งแม่งพากันทนความมันส์ของทีมนักแสดง Parasite ไม่ไหว เลยพากันโหวตให้ชนะรางวัลใหญ่ Best ensemble หรือรางวัลนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมกันไปเลย โดยเอาชนะหนังอย่าง The Irishman / Jojo Rabbit / Bombshell / และ Once Upon a Time in Hollywood ไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ สมแล้วกับที่เป็นยุคแห่งการสลายสีผิวอย่างแท้จริง เพราะโดยปรกติเนิ่นนานมา ต่อให้หนังมึงดีแค่ไหน พวกผิวเหลืองก็อย่าหวังว่าจะได้แดก คือเหมือนมากันได้ไกลมากทั้งผู้กำกับ บองจุนโฮ และเหล่านักแสดง รวมถึงตัว Parasite เองด้วย หลักไมล์ยังมีให้ลุ้นต่อคือรางวัลสูงสุดอย่าง เว็บสตรีมหนัง Oscar นี่ถ้าเกิดทะลึ่งบ้องได้ออสก้าร์ขึ้นมา มันจะเป็นข้อพิสูจน์เลยว่าเกาหลีแม่งมาไกลจริงๆ และฮอลลีวู้ดก็เป็นดินแดนที่ไม่เหยียดชนชาติกันอีกแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหนังเกาหลีอันซบเซาในบ้านเราก็จะบูมขึ้นมาด้วยเช่นกัน อันนี้ถือว่าได้กำไร เพราะว่ากันตามตรงบางคนจะดูหนังเกาหลีดีๆ

แม่งต้องไปหาดูตามเว็บเถื่อน คือให้ทำไงได้วะก็โรงแม่งไม่เอามาฉาย การมาของ Parasite เนี่ยแหละแม่งจะทำให้เกาหลีไม่ฟีเวอร์แค่ซีรี่ส์รักๆใคร่ๆกับนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปอีกแล้ว

GLASS(2019) คนเหนือมนุษย์

ตึกสูงที่หนังพาคนดูไปไม่ถึง เซ็งจริงๆ

คือมันมีไอเดียที่ชอบมากๆกับไม่ชอบเลย พอมาลองชั่งน้ำหนักดูแล้วพบว่าเสือกไม่ชอบมากกว่าแฮะ เลยคิดว่าก็คงเหมือนเป้าหมายของหนังที่มันพยายามพาคนดูปีนตึกสูงอย่างที่ตัวละครในหนังมันตั้งใจทำนั่นแหละ ติดตรงแม่งเสือกไปไม่ถึง ไม่ทันได้ปีน และไม่ได้ไปเฉียดหรือพาคนดูไปใกล้เคียงตึกสูงนั้นด้วยซ้ำ

ดูหนัง HD

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนี่มันคือการขมวดปมที่วางมาอย่างดีถึง 2 ภาค เลยคาดหวังว่าภาค 3 มันคงจะจัดเต็ม พาคนดูทะยานไปไกลกว่าสองเรื่องแรกแน่ๆ อย่างน้อยซีนปะทะกันก็น่าจะดุเดือดเลือดทะลัก เพราะแต่ละตัวถือว่าถูกปูมาเพื่อเผชิญหน้ากันให้คนดูไอ้ซี๊ดปาก แต่เปล่าเลย แห้งแล้งทั้งฉากบู๊ หรือจะเอาแบบเฉือดเฉือนอารมณ์ก็ให้กูไม่ได้เลยทั้งๆที่แม่งมีทั้งลุงแซมปากหมา มีลุงบรูซที่ก็ปากดีพอๆกัน แล้วก็มีพี่เจมส์ที่เหมือนแกองค์ลงตลอดเวลา รายหลังนี่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกเล่นดีจริงๆ เก็บแม่งทุกเม็ดไล่ตั้งแต่การปล่อยสัญชาตญาณสัตว์ป่า ไปจนถึงการที่แกแค่กระพริบตา ก็บ่งบอกแล้วว่า เจมส์ แม็คอวอย นี่มันคือโคตรนักแสดงชัดๆ เป็นคนที่น่ากลัวโดยที่ไม่ต้องใช้ซีจีใดๆมาเสริม พูดกันแบบโง่ๆเลยคือ ถ้าไม่มีใครเล่นเป็น วูล์ฟเวอรีน ใน ดูหนัง HD X-MEN แล้ว เอาแกมาเล่นยังได้เลย แต่ติดตรงที่แกจะเล่นเป็นสองตัวในจักรวาลเดียวกันไม่ได้ จริงๆดูจากทุนสร้างก็พอจะเดาได้แล้วว่ากูคงไม่ได้เห็นฉากทำลายล้างประเภทระเบิดถนน ป่นตึก อะไรแบบนั้นแน่ๆ แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เพราะมันเหมือนจะมีจุดที่หนังทะเยอทะยานซึ่งมุ่งเป้าไปที่ตึกสูง คล้ายๆจะบอกคนดูว่า เอาล่ะ เราจะได้เห็นมันขนไปขย่มกันบนนั้นแล้ว มีระเบิด มีตึกทรุด มีฉากอลหม่านของผู้คนให้เห็นแน่ๆ แต่อย่างที่พูดไปในพารากราฟแรกนั่นแหละ คือทั้งตัวละคร ทั้งคนดู ไม่ได้ถูกนำพาทะยานขึ้นสู่ตึกเลย เหมือนล้มเผละอยู่แม่งหน้าบ้านนั่นแหละ หมดแรง หมดแล้วที่ปูทางมาสองภาค เอาตรงๆคือหนังฮีโร่สักเรื่อง การที่ไม่จำเป็นต้องมีฉากตูมตามน่ะมันได้ ไม่ผิด แต่พี่ช่วยตีกันมันส์กว่านี้หน่อยก็ได้ ที่เห็นคือเหมือนขี้เมาในผับตีกัน เผลอๆ บักเอ๋ เพื่อนกูสมัยเรียน ตีกับนักเลงบ้านอื่นหน้าเวทีหมอลำยังจะเดือดกว่า คือ หนังออนไลน์ ฮีโร่ที่ไม่ได้มีการตีกันเท่าที่ควรมันก็จะทดแทนด้วยอะไรคมๆ บทสนทนาเฉือนๆกันหน่อย นี่คือไม่มี ไม่เลย ลุงแซมเจอลุงบรูซอีกครั้ง แม่งเหมือนผู้ใหญ่บ้านนัดประชุมแล้วลุงแซมกับลุงบรูซมานั่งฟังเหงาๆง่วงๆ คือแม่งน่าจะด่ากันสักฉาดสองฉาดก็ยังดี แต่ต้องยอมรับว่าไอเดียในท้ายเรื่องมันเจ๋งดี องค์กรในหนังนี่ถือเป็นอะไรที่ไปไกลมาก ให้อารมณ์เหมือนนักสิทธิมนุษยชนอะไรพวกนี้ ซึ่งต้องมองเจตนากันลึกๆแล้วจะรับรู้ว่าหนังแม่งด่าพวกองค์กรห่าเหวนี้โดยตรง

เป็นองค์กรที่เหมือนจะเข้าใจทุกคนไปเสียหมด ทั้งที่จริงๆแล้วแม่งก็คือมนุษย์ขี้เหม็นเนี่ยแหละ คะแนน 5.5/10 ส่วนหนึ่งก็ขอเทให้ไอเดียองค์กรในหนังนี้แหละ แม้ว่ากูจะนั่งหาวจนน้ำหูน้ำตาไหลใส่หนังแม่งทั้งเรื่องก็ตาม

แสงกระสือ (2019) Krasue: Inhuman Kiss

2 ชั่วโมง ในโรงแสงกระสือของผู้กำกับฯ สิทธิศิริ มงคลศิริ สามารถเอาคนดูได้อยู่หมัด

หรือว่าหนังผีไทยกลิ่นแบบนี้มันได้ห่างหายไปนานแล้วถ้าไม่นับรวมหนังผีตลกโปกฮาที่มีฉากหลังเป็นชนบท นี่คืองานที่มีความคลาสสิคตีขนาบคู่มากับความร่วมสมัยแฝงเร้นอยู่ในตัวในปริมาณที่เท่าๆกัน มันคือหนังมอนสเตอร์พันธุ์ไทยแท้ๆที่พูดได้ไม่อายปากว่ายอดเยี่ยม ครบรส

ดูหนัง HD

เป็นหนังผีที่มีฉากรักโรแมนติกแบบที่ว่าคนดูแอบเขินไปตามๆกัน ในขณะที่ part.ของความน่าสะพรึงอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่ต้องหรี่ตาดู จึงขอนิยามหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังปิศาจโรแมนติกที่สามารถจูงมือคนรักเข้าไปดูแล้วแนบอกซบไหล่ลูบข้างไข่กันไปฟินๆ หนังพาเราย้อนไปในอดีตเพื่อรำลึกถึงชนบทในภาคกลาง น่าจะยุคเดียวกับไอ้ขวัญ อีเรียม เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากให้พระนางขี่ควาย มาเป็นการแดกควายสดๆแทน โรแมนติกไหมล่ะมึง เข้าพระเข้านางกันแต่ละซีนยังมีคราบเลือดไก่เลือดควายติดปากอยู่เลย ได้อารมณ์ไปอีกแบบ นี่ยังดีที่เป็นกระสือยุคพัฒนาแล้ว ถ้าเป็นยุคก่อน หรืออิงตามตำนานโบร่ำโบราณ คงได้มีคราบเหลืองๆติดปากนางเอกตลอดทั้งเรื่องแบบว่า อุ๊ย! จ๊ะอะไรเหลืองๆติดปากเธอน่ะ อ๋อ…ขี้น่ะจ๊ะ ลองชิมดูไหม จูบปากฉันสิ นึกสภาพแล้วดูไม่จืดเลยสัส ดูหนัง HD แอบมีกลิ่นคล้ายรักสามเส้าแบบ Pearl Harbor ของ ไมเคิล เบย์ ทดสอบพลังติ่งพระเอกทั้งสอง แน่นอนว่าสามารถทำให้คนดูเอนเอียงได้แทบจะเท่าๆกัน มีซีนโชว์ของ โชว์อารมณ์ที่ทำให้คนดูเอาใจช่วยให้ได้ใจบวกเครื่องในของนางเอกกันคนละหลายซีน ชนิดที่กินกันไม่ลง(จะกินลงได้ไงฉากแหวะแทบทั้งเรื่องสัส) ที่บอกว่ามันมีความร่วมสมัยทั้งกลิ่นอายคลาสสิคทั้งกลิ่นแบบหนังมอนสเตอร์ยุคใหม่อยู่ในตัวก็เพราะว่าในขณะที่ฉากหลังเป็นหมู่บ้านในชนบท แต่ซาวด์ประกอบ รวมถึงอะไรต่อมิอะไรมันมีความเป็นหนังร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นทีมล่ากระสือ หรือแม้กระทั่งตัวกระสือเองก็ถูกออกแบบมาให้ดูคล้ายมอนสเตอร์ที่มีความว่องไวและดูเท่มาก นี่ยังไม่รวมกับตัวละครมอนสเตอร์ลับที่เอาไว้ไปดูเองในหนัง บอกเลยว่าเท่กันจริงๆ เป็นงานที่น่าภาคภูมิใจและพูดได้เต็มปากว่าคือหนังไทยคุณภาพที่คุ้มค่าแก่การดู น้องมินนี่นางเอกของเรื่องนี่ขึ้นกล้องสุดตีนถีบ น่ารักน่าทะนุถนอมจนเผลอกัดริมฝีปาก แม้ในคราบของกระสือที่ถอดหัวแล้วน้องยังเปล่งประกายความน่ารักมากกว่าแสงที่ใส่อีก ดาราเล่นกันดีมาก พระเอกที่รับบทไอ้น้อยแม่งหน้าเหมือนไอ้ชิน พระโขนง เวอร์ชั่นที่หล่อกว่า แต่แอคติ้งหรือการพูดนี่ไอ้ชินชัดๆ แล้วกูโกรธมาก จูบน้องมินนี่กูทำไมต้องไชลิ้นเข้าไป ห๊ะ!!? พระเอกอีกคนก็เหมือน ฉัตรมงคล บำเพ็ญ + ต๊อก ศุภกร ส่วนพี่เอ็ม สุรศักดิ์ นี่มาในมาดไอ้โตใน โลกทั้งใบฯ ซึ่งก็เชื่อฝีมือได้เลย และที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือซาวด์ประกอบหนัง เป็นอีกก้าวของซาวด์ประกอบหนังไทยที่ทำได้ไม่แพ้ชาติอื่น ดูจบแล้วน่าดีใจที่หนังไทยยังมีคนที่ตั้งใจเอาความคลาสสิคของผีไทยมานำเสนอโดยที่ไม่บ้าทำแต่หนังผีตุ้งแช่ตามฝรั่ง เสียดายที่หนังใช้ประโยชน์จากป้าน้ำเงิน บุญหนัก ตัวละครคลาสสิคจากเวอร์ชั่นละครได้ไม่คุ้ม นี่ถ้ามีคุณต้อม รัชนีกร โผล่มาแจมสักซีนนี่จะพีคมาก หัก 1 คะแนนตรงซีจีบางช่วงบางตอนทะเยอทะยานแต่ไม่เนียน อีก 1 คะแนนคือ จริงๆพยายามจะดูให้เป็นหนังผีสนุกๆไม่คิดอะไรมาก แต่พอตัวละครบางตัวพูดว่าอยากเป็นทหาร แถมมีฉากที่กล่าวถึงสงครามในพระนครที่กำลังระอุอยู่เท่านั้นแหละ ยาวเลยกู ตีความให้เป็นหนังการเมืองกันกันมันส์เลย เนื้อเรื่องมันคุ้นๆราวกับเป็นภาพจำลองของเมืองไทยในตอนนี้ กระสือคือเชื้อร้ายอันน่ารังเกียจที่ถ้าให้พูดตรงๆก็เหมือนควายแดง กระสือกัดกินส่ำสัตว์ สร้างความหวาดหวั่นให้ชาวบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าถูกเกลียดชังอย่างหนัก เป็นภัยต่อความสงบสุข หนังถ่ายทอดสด โดยกลุ่มนักล่ากระสือคือแก๊งตาลุงที่เข้ามาปราบควายแดง เอ้ย! ปราบกระสือ จากคำเชื้อเชิญของตัวละครบางตัวที่รูปหล่อการศึกษาดีมีความรู้แต่น่าจะเป็นสลิ่ม ความฝันอันสูงสุดของ”อีสาย”นางเอกของหนังคือการได้สวมหมวกพยาบาล ซึ่งไอ้หมวกพยาบาลเนี่ยเปรียบได้กับมงกุฏแห่งการเป็นผู้รักษาเยียวยาผู้คน ไม่ได้มีศักดิ์มีเชื้ออะไรใดๆ แต่อีสายมันเป็นปิศาจที่มองคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ช้าก่อน!! มึงจะเป็นอย่างที่มึงอยากเป็นไม่ได้นะ มึงเป็นแค่สาวชาวบ้าน จะมาทำตัวสูงส่งมิได้ดอก อีกอย่างคือมึงเป็นกระสือ เดี๋ยวกูให้แก๊งลุงมาจัดการเลย แก๊งลุงเข้ามาทำเถื่อนเละเทะจนบานปลาย หลังจากนั้นหนังก็เผยให้เห็นตัวละครที่ถูกตีความให้เป็นกลุ่มคนในสังคม ไล่ตั้งแต่ ชาวบ้านตาสีตาสาที่พร้อมจะเฮไหนเฮไป มีทั้งควายแดง มีทั้งสลิ่ม มีทั้งติ่งลุง ฯลฯ อีลุงตุงนังมั่วกันไปหมดในหมู่บ้าน เมื่อเชื้อกระสือเริ่มลุกลามติดคนนั้นคนนี้ไปแล้วเรื่องราวเริ่มเกินควบคุม

เชื้อนี้เป็นดั่ง “ตราบาป”ที่อีกคนโยนใส่อีกคน เป็นเชื้อที่ถ้าตีความกันจริงๆก็น่าจะแปลได้ทั้งสลิ่ม ทั้งควายแดง นั่นแหละ โยนกันไปกันมา มึงเป็นกระสือ เป็นควายแดง เป็นสลิ่ม กูเกลียดมึง!!

Us (2019) หลอนลวงเรา

ตลกร้าย ถ่มถุย น่าหมั่นไส้ เลยทีเดียวเชียว

ในยุคที่หนังพากันขุดด้านมืดของตัวละครออกมานำเสนอกันแบบเอะอะก็ Dark side เต็มไปหมด แต่ทว่างานเขย่าขวัญสั่นประสาทของ จอร์แดน พีล อดีตดาราตลกที่หันมาเอาดีด้านกำกับหนังสยองทุนต่ำเรื่องนี้กลับเล่นกับ “ความหมั่นไส้” ซึ่งจะถือว่า Dark ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ในเมื่อหนังมีความตลกร้าย ขี้แซะ

ดูหนัง

และ น่าถ่มถุย เต็มไปหมดตั้งแต่ต้นจนจบ กัดแม้กระทั่งตัวเองไปยันระดับชาติ โดยมีเป้าหมายในการแซะครั้งนี้เป็นสังคมอเมริกัน เรียกได้ว่ากวนตีนตั้งแต่ชื่อหนังที่ตีความหมายได้ทั้งสองทาง US จะแปลว่า “เรา” ก็ไม่ผิด หรือ US จะแปลว่า คนอเมริกัน ก็ไม่ผิดเพี้ยนเช่นกัน ในเชิงของความเป็นงานเขย่าขวัญสั่นประสาท ถือว่าอยู่ในระดับที่ยังไม่สามารถสร้างอารมณ์นั่งไม่ติดเบาะให้คนดูที่ชาชินกับหนังแนวๆนี้อย่างกูได้ แต่แปลกที่หนังดันทำให้แอบลุ้นไปกับพฤติกรรมโง่ๆ งี่เง่า บ้าวัตถุของไอ้หัวหน้าครอบครัวได้ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลย เหมือนเป็นหนังที่พยายามบิดสูตรให้หนีจากของเดิมๆอยู่เหมือนกัน เสือกหลอกให้คนดูลุ้นกับฉากที่ไม่มีอะไร คือถ้าเป็นหนังสยองหลายๆเรื่อง ฉากขับรถแล้วไม่มองทางเพราะมัวแต่พูดๆๆกับลูกเมีย มันต้องมีชนตัวเหี้ยอะไรสักอย่างเข้าไปแล้ว แต่เสือกไม่มีอะไร โอเคมึงหลอกกูได้ มึงเก่ง นี่ยังไม่รวมฉากลุ้นๆที่หลายๆฉากอาจเดาทางไม่ถูก ถือเป็นการฉีกออกจากสูตรไปได้พอสมควร แต่บางฉากก็ยังถือว่ามีสูตรอยู่บ้าง ดูหนัง ใส่ป๊อปคัลเจอร์วัฒนธรรมยุค 80-90 ราวๆนี้เข้ามาตามแบบฉบับหนังหลายๆเรื่องในยุคนี้ แต่เป็นการสอดใส่เข้ามาเพื่อตอกย้ำให้คนดูรับรู้ว่าแม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป สันดานคนแม่งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่หรอก เทคโนโลยีหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆกลับทำให้คนยิ่งสันดานเสียยิ่งๆขึ้นไปอีก การศึกษาดีก็ไม่ได้แปลว่าจะฉลาดตาม เห็นได้จากเสื้อของไอ้หัวหน้าครอบครัว คือหนังแม่งใส่สิ่งละอันพันละน้อยให้ตามเก็บได้สนุกสนานจริงๆ หนังเรื่องนี้จึงสนุกในแบบฉบับของการตีความ อยู่ที่ใครจะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้สังเกตกันก็อ่านรีวิวนี้ไปเป็นแนวทางก็พอไหว ในส่วนของนักแสดง แน่นอนว่า ลูพิต้า ยองโก ให้การแสดงที่น่าขนลุกขนพองมาก พฤติกรรมและเสียงพูดของเธอเนี่ยแหละน่าสยดสยองมากกว่าฉากลุ้นๆในหนังจริงๆ ไม่รู้ดีไซน์ตีความการแสดงมาเองหรือว่าผู้กำกับเทรนด์ให้ แต่บอกเลยว่านี่คือการแสดงมาสเตอร์พีซจริงๆ มันค่อนข้างแปลกและทำให้เชื่อเลยเต็มหัวใจว่าตัวละครสองตัวที่เป็นแฝดกันนี่คือไม่ชอบกัน มีแค้นต่อกันและกันอันนำไปสู่บทสรุปที่คนดูต้องให้ควยในใจ แต่ส่วนตัวกูโคตรชอบ อันที่จริงหนังไม่ได้พยายามจำกัดจำเขี่ยว่าเป็นงานจิกกัดคนชาติอเมริกันเพียวๆ แต่มันสามารถเหมารวมคนทั้งโลกได้เลย คือมนุษย์ขี้เหม็นจากประเทศไทยอย่างเราๆนี่ก็ใช่ ทุกคนล้วนมีความหมั่นไส้ที่ไม่ได้แสดงออกมา มันอาจไม่ใช่ด้านมืดอะไรมากมาย แค่กูอยากถีบหน้าเพื่อนที่รวยกว่าเบาๆแต่ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นเพื่อนกัน กรรไกรในหนังถูกตีความในเชิงลัญลักษณ์ถึงการที่ทั้งสร้างได้ก็สามารถทำลายได้เช่นกัน หรือจริงๆแล้วสังคมอเมริกาหรือสังคมอื่นๆใดๆในโลกแท้จริงแล้วไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่กับชนชาติเผ่าพันธุ์อื่น แต่แค่กำลังต่อสู้กับตัวเอง ถ้ามันจะล่มจมจะห่วยแตกก็น่าจะเพราะตัวเองแท้ๆ หรือความตลกใน โปรแกรมหนัง เรื่องนี้มันอาจจะ Dark กว่าหนังด้านมืดทั่วๆไปเลยก็เป็นได้ เพราะหลายๆซีนมันคือการแขวะแม้กระทั่งลูกแท้ๆของตัวเอง ซึ่งในชีวิตจริงคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มิอาจทำอะไรแบบนั้นได้ แต่หนังได้นำเสนอวิธีระบายถ่มถุยด้วยการให้ตัวละครแต่ละตัวมีฝาแฝดจากโลกใต้ดินออกมาอาละวาดฆ่าแกงตัวจริงที่อยู่บนดิน รวมไปจนถึงไล่ฆ่าคนทั่วไปที่ไม่ใช่ตนเองหรือญาติพี่น้องของตนเอง นั่นแหละเราจึงจะได้เห็นว่าแท้จริงแล้วตัวละครบนดินแต่ละตัวมันเก็บกดจากคนในชีวิตจริงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนฝูงมิตรสหายผู้น่ารำคาญและร่ำรวย ในชีวิตจริงเราไม่สามารถด่ามันตรงๆหรือกระทืบมันเละคาตีนได้ แต่เมื่อมีแฝดของไอ้เพื่อนฝูงมิตรสหายผู้น่ารำคาญและร่ำรวยอย่างที่กล่าวอ้างโผล่ขึ้นมา เราสามารถระบายความหมั่นไส้ไปลงที่มันได้ ประมาณว่ากูรอเวลานี้มานานแล้วอีสัส ขอตั๊นหน้ามึงสักดอกเถอะ กูอยากฆ่ามึงให้ตายคามือมานานแล้ว หมั่นไส้มึงมานานละอีเหี้ย หรือไม่เว้นแม้กระทั่งตัวของเราเอง หลายๆคนแอบไม่ชอบอุปนิสัยบางอย่างของตัวเอง หนังเรื่องนี้ก็จัดให้โดยการให้มึงกระทืบ หรือฆ่าแกงตัวเองได้หนำใจมึงไปเลย เพราะมันมีแฝดจากใต้ดินโผล่ขึ้นมาไล่ฆ่าตัวเราเองเนี่ยแหละ ถือโอกาสสั่งสอนความนิสัยไม่ดีของตัวเองเลยละกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกๆที่ดื้อด้าน บอกไม่ฟังเหี้ยอะไรเลย ไล่ตั้งแต่พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ หากเป็นโลกความจริงคุณไม่สามารถทำอะไรลูกได้เลย อย่างมากก็ดุด่า หรือตี ทั้งที่ในส่วนลึกของจิตใจกูอยากบีบคอแม่งให้ตายตกตามกัน ลูกคนอื่นก็ด้วยอีเด็กเปรตทั้งหลาย หนังเรื่องนี้มันจึงเหมือนทั้งด่า ทั้งระบายอารมณ์ด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ ฉากหนึ่งที่ขำมากคืออีลูกตัวปลอมมันกำลังจะตายบนต้นไม้ อีแม่วิ่งไปกะไปหาแล้วซ้ำให้ตาย เมื่อเจอว่าลูกปลอมกำลังจะตายก็ไม่สามารถทำเหี้ยอะไรได้ ได้แค่ทำเสียงเหมือนบอกให้นอนหลับซะ นอนได้แล้วลูก ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูฉากต้นเรื่องมันมีฉากที่แม่สั่งให้ปิดมือถือแล้วนอนซะ อีลูกมันก็ไม่ฟัง ยังแอบคลุมโปงเล่นมือถือมืดๆอยู่ คือมันมีฉากแนวๆนี้อยู่เพียบเลยที่หนังใช้ถ่มถุย ฉากที่มันเข้าบ้านไปเจอครอบครัวเพื่อนผู้ร่ำรวยตัวปลอมนี่ทั้งขำทั้งสะใจ เมื่อเห็นว่าเพื่อนผู้ร่ำรวยกับครอบครัวได้ตายห่ากันไปหมดแล้ว 

คือแทบไม่มีความสะเทือนใจใดๆเลย เหมือนกับว่าเออตายซะได้ก็ดี แล้วแม่งก็พากันไล่ฆ่าไอ้ครอบครัวเพื่อนผู้ร่ำรวยตัวปลอม เหมือนแม่งเก็บกด รอเวลานี้มานานแล้ว นี่แหละคือความตลกร้ายของหนังที่ใส่มาเต็มไปหมด

The Only Mom มาร-ดา 2019

สุดตีน นึกว่า เจมส์ วาน มาทำหนังพม่า

เห็นคะแนนระดับนี้อย่าเพิ่งดูถูกว่ามันเป็นหนังที่ไม่มีอะไร 6.5/10 นี่หากคิดว่ามันคือหนังผีสักเรื่องที่มีตัวละครน่าหงุดหงิดแล้วดูเอาเสียวสันหลังแบบๆเดียวกับหนังสยองขวัญหลายๆเรื่อง เรื่องนี้มันตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ถือว่าเป็นงานที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลย มาร-ดา เป็นหนังผีย้ายบ้านกลิ่นเดียวกับพวกหนัง เจมส์ วาน

ดูหนัง

หรือหนังผีฝรั่งยุคนี้หลายๆเรื่องที่พูดถึงการย้ายเข้าไปอยู่บ้านที่มีผี แต่เราค่อนข้างอินกับบรรยากาศในเรื่องนี้มากกว่าหนังผีฝรั่ง อาจเพราะพม่ากับบ้านเรามันไม่ต่างกันมาก ครึ่งแรกของหนังนั้นเล่นงานคนดูด้วยบรรยากาศตัวบ้านที่น่าขนลุกใช้ได้ ไหนจะเล่นกับความสัมพันธ์แม่ลูกที่เราในฐานะมีลูกสาวคล้ายๆกับนังหนูในหนัง ซึ่งหนังบอกให้คนดูรู้ว่าเธอเอาลูกไม่อยู่ พูดง่ายๆคือเธอค่อนข้างที่จะเป็นแม่ที่ไม่มั่นใจใดๆเลยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเลย จนกระทั่งบรรยากาศยะเยือกในช่วงต้นถูกทำลายไปพร้อมกับความสติแตกของตัวละครทุกตัวที่ ดูหนัง โดนผีเล่นงาน หนังก็กลายสภาพเป็นงานที่ได้รับอิทธิพลจาก เจมส์ วาน โดยสมบูรณ์ เป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก แต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียด มันยังมีความลุ้นเอาใจช่วยอยู่ แม้จะไม่ถึงขั้นจิกเบาะ นี่ถ้าหนังเลือกคงความเป็นหนังโทนหม่น ยะเยือก ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้ผีดูลึกลับเป็นสิ่งจับต้องยากกว่านี้ไปตลอดเรื่องมันอาจจะดีกว่าที่เป็น แต่หนังกลับทำให้เราลืมไปเลยในบางช่วงขณะว่าไอ้ที่ไล่ๆคนอยู่นี่เป็นผี คือเกือบจะนึกว่าเป็นแค่หนังโรคจิตไล่ฆ่าคน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เราแอบเห็นทั้งบัฟฟาโร่บิลแห่ง silent of the lamp ในคราบของ เลสลี่ จาง และเห็นความเป็น face/off ในหนังด้วย อันนี้ชอบมากที่หนังให้ความรู้สึกนั้น แม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะดาราพม่าที่ทำให้นึกถึงเลสลี่ จาง คนนั้น โดดเด่นมาก ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและบ้าคลั่งในคนเดียวกัน ว่ากันว่าตัวละครตัวนี้ถูกเปรียบให้เป็นประเทศพม่า อาการสองบุคลิกของตัวละครตัวนี้เปรียบได้ดั่งทั้งเผด็จการและประชาธิปไตยในคนๆเดียวกัน บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นตามแบบฉบับของอังกฤษ ซึ่งพม่านั้นเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ความทรงจำทั้งดีและเลวร้ายเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้พร้อมๆกับที่พวกเด็กๆอันเปรียบเหมือนตัวแทนประชาชนที่ไม่รู้ว่าตนเองจะเชื่อและรักฝั่งไหนดี อย่างไรก็ดี ถือเป็นงานที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง นักแสดงนำทุกคนมาเต็มมาก วุด มนชเวยี นางเอกพม่าฝีมือเยี่ยม เว็บดูหนัง โชว์ซีนผีเข้าและต่อสู้กับผีในร่างเธอได้อย่างน่าสะพรึงกลัว ส่วนนักแสดงนำคนอื่นๆก็ล้วนมีซีนปล่อยของกันอย่างสนุกมือ โดยเฉพาะพวกเด็กๆที่เล่นกันได้เก่งมาก งานด้านภาพคืออีกหนึ่งไฮไลต์ของหนังที่สามารถสร้างอารมณ์ได้ดีเยี่ยม โลเคชั่นบางที่ที่อยู่นอกตัวบ้านนั้นดูมีมนต์ขลังและน่าแบกเป้ไปชมถึงที่มาก โดยเฉพาะตรงแม่น้ำอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ติดว่าช่วงท้ายๆของหนังออกอ่าวออกแม่น้ำไปหน่อย เข้าข่ายอาการคุมโทนหนังไม่อยู่ แต่ไม่ใช่บาดแผลที่น่าเกลียดอะไร เพียงแต่เราชอบในช่วงต้นของหนังที่เล่นกับอารมณ์ยะเยือกเสียวสันหลังของคนดูมากกว่า แต่อาจตรงจริตผู้ชอบเสพหนังผีที่ตอนท้ายเรื่องมีความวายป่วงก็แล้วแต่จะชอบกัน ส่วนไดอาล็อกท้ายๆที่นางเอกพูดกับลูกผัวตรงบันไดนั้น อยากลืมมันไปจริงๆ เกือบจะระเบิดขำออกมาทั้งที่มันคือซีนเรียกน้ำตา

นี่แหละมั้งคือสาเหตุที่ขอหักคะแนนไป ทั้งๆที่หนังมาดีมากตั้งแต่ต้น หนังเข้าฉายแบบจำกัดโรงมากๆ อยากลองของ เจมส์ วาน แห่งพม่าควรรีบหน่อย หนังมันดีกว่าหนัง เจมส์ วาน บางเรื่องเสียอีก

The Deer Hunter ออสก้าร์ที่คนไทยมีเอี่ยว

ที่มงานไทยระดับออสก้าร์ แต่ไม่ได้รับเครดิตเท่าที่ควร ในหนัง The Deer Hunter

หนึ่งในฉากคลาสสิคที่ทำให้คนทั้งโลกหรี่ตาแทบไม่กล้าดูในหนัง The Deer Hunter ของผู้กำกับฯ ไมเคิล ชิมิโน คือฉากเล่นรัสเซี่ยนลูเล็ต ซึ่งโลเกชั่นในเรื่องเป็นเวียดนามยุคทำสงครามกับอเมริกา แต่ต้องยกกองมาถ่ายทำกันจริงๆที่เมืองไทยเรานี่เอง เป็นที่ฮือฮา และ เงินสะพัดอย่างยิ่ง

หนัง HD

ฉากนี้ต้องแอบถ่ายทำกันที่ย่าน พัฒน์พงษ์ เพราะเป็นฉากที่ต้องใช้พลัง และ สมาธิ ของนักแสดงอย่างล้นเหลือ ขืนให้สื่อไทยรู้ว่า โรเบิร์ต เดอ นีโร่ มาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวๆนี้มีหวังไม่ได้ถ่ายกันพอดี เพราะยุคนั้น โรเบิร์ต เดอ นีโร่ ก็ประมาณ ลีโอนาโด้ ดิคราปริโอ ในยุคนี้ดีๆนั่นเอง เป็นฉากบีบคั้นอารมณ์ และเป็นสุดยอดแห่งฉากจำในหนัง ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทีมงานฮอลลีวู้ด กับ ทีมงานฝั่งไทยที่นำโดย คุณแซม สมพล สังขะเวส สุดยอดคนทำงานระดับอินเตอร์ของบ้านเราในยุคนั้น คุณแซม มีผลงานเป็นผู้ช่วยกำกับฯในหนังอินเตอร์หลายๆเรื่องเช่น หนัง HD Good Morning Vietnam ของ แบร์รี่ เลวินสัน / Casualties of War ของ ไบรอัน เดอพัลม่า / Air America กับ Tomorrow Never Dies ของ โรเจอร์ สป็อททิสวู้ด / และ Heaven And Earth ของโอลิเวอร์ สโตน ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนมาถ่ายทำในเมืองไทย ประเทศรักสงบที่มีโลเกชั่นไปคล้ายคลึงหลายๆประเทศที่มักมีสงครามแถบๆนี้ พม่า เวียดนาม กัมพูชา ฯลฯ หนังที่กล่าวถึงประเทศเหล่านี้มักมาถ่ายกันที่เมืองไทย และประสานงานกับทีมโปรดักชั่นในไทย ยุคนั้นยังมีไม่กี่เจ้าที่ผูกขาดฮั้วงานกับเมืองนอก ดังนั้นจึงสร้างความมั่งคั่งให้ผู้เกี่ยวข้องในเวลานั้นอย่างยิ่ง ทั้งทีมงาน รวมไปจนถึงนักแสดงสมทบ โผ กู้เกียรติตน หรือ ลุงโป๋ เป่าปี่ ดาราอาวุโสผู้ล่วงลับก็เป็นหนึ่งในนักแสดงที่คนไทยฮือฮามาก เพราะได้เข้าไปร่วมแสดงในฉากคลาสสิคฉากนี้ในบทบาทกรรมการตัดสินเกมอันตรายอย่าง รัสเซี่ยนลูเล็ต โดยมี สป๊อก โคลีเซี่ยม เป็นดาราสมทบอีกคนที่คนไทยคุ้นๆหน้ากันดีมายืนร่วมแสดง จริงๆการมายืนเป็นไม้ประดับแบบนี้ต้องมีการแคสติ้งกันมาเป็นอย่างดี แม้ในบทจะแค่มายืนๆกันอยู่เฉยๆก็ตาม อีกคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ นงนุช ทิมรุ่ง รับบทเป็นโสเภณีแม่ลูกอ่อนในหนัง โลเกชั่นหนังเรื่องนี้ถูกเซ็ตขึ้นให้ใกล้เคียงกับกรุงไซง่อน ประเทศเวียตนามช่วงจวนเจียนใกล้จะถูกพวกเวียตกงเข้ายึด ในกรุงเทพฯนั้นทีมงานใช้โรงเรียนเซนต์คาเบรียลดัดแปลงเป็นสถานทูตอเมริกา โดยมีตัวประกอบไทยหลายร้อยคนร่วมแสดง / ถนนทรงวาด / สนามบินดอนเมือง / สลัมคลองเตย / อาคารเดอมงต์ฟอร์ดก็ถูกดัดแปลงให้เป็นออฟฟิศทำงานของเจ้าหน้าที่สถานทูต / อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และอีกหลายๆแห่งที่กองถ่ายยกไปถ่ายทำโดยเซ็ตฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ จริงๆหนังเรื่องนี้ถูกวิพากย์วิจารณ์ว่า ไมเคิล ชิมิโน นั้นใส่ทัศนคติของตนเองมากเกินไป เหมือนจะบอกให้โลกรู้ว่า อเมริกา ถูกต้องเสมอ ในหนังจึงมีแต่ความชิงชังต่อชาวเวียดกงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดูหนังผ่านเน็ต The Deer Hunter คือหนังที่ทรงคุณค่าเรื่องหนึ่งที่ควรหามาดู มันพูดถึงบาดแผลทางใจของคนที่เคยผ่านสงครามผ่านมุมมองของเพื่อน และฉากรัสเซี่ยนลูเล็ต มันเป็นฉากจำลองสงครามขนาดย่อมไว้ในโต๊ะเดียว มันเปรียบให้คนดูเห็นว่า การเหนี่ยวไก แต่ละครั้งก็เหมือนการอยู่ในสงครามนั่นแหละ ใครรอดจากการเหนี่ยวไกแล้วยังมีสภาวะจิตใจปรกติอยู่ได้ นั่นหมายถึงคุณเป็นผู้ชนะ ซึ่งในหนังมันบอกไว้แล้วว่า ไม่มีใครชนะเลย แม้แต่ผู้อยู่รอดเองก็ตาม สุดท้ายนี้ที่อยากจะบอกแบบน่าปวดใจก็คือ การเข้ามาถ่ายทำในบ้านเรา และผ่านลุล่วงไปด้วยดีด้วยฝีมือคนไทยส่วนหนึ่ง แต่มีทีมงานบางคนเท่านั้นที่ได้เครดิต ซึ่งการที่หนังได้รางวัลออสก้าร์นั้นยิ่งทำให้คิดว่าทีมงานไทยน่าจะได้เครดิตไปมากกว่านี้ ไมเคิล ชิมิโน่ ผู้กำกับฯ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 59 ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง ในวัย 77 ปี เขาประสบความสำเร็จจาก The Deer Hunter ในปี 1978 ทั้งรางวัลและรายได้หนัง

แต่ในอีกสองปีต่อมาเขาก็ย่อยยับไปกับหนังทุนมโหฬาร 40 ล้านเหรียญ (ยุคนั้นเยอะมาก) อย่าง Heaven’s Gate จนเกือบทำให้ United Artists ต้นสังกัดล้มละลาย กันเลยทีเดียวเชียวแหละครับ

Pet Sematary (2019) กลับจากป่าช้า

คืนกลับสู่รากเหง้า หนังเขย่าขวัญ อเมริกัน

มีการปรับรายละเอียดบางอย่างไปจากเวอร์ชั่นหนังสือหรือเวอร์ชั่นหนังปี 1989 ไปในทางที่ถ้าไม่รักก็เกลียดกันไปเลย แต่กลายเป็นการปรับครั้งนี้มันเข้าตากูพอสมควร คือขออยู่ฝั่งที่ชอบมากละกัน อีกนิดแม่งก็เกือบจะเป็น The Mist แล้ว และระหว่างทางที่หนังมันดำเนินไป ก็เหมือนพยายามดึงมือคนดูยุคนี้กลับมา

หนัง HD

มอง American Horror หลังจากที่โดนหนังจักรวาล เจมส์ วาน ที่เอากลิ่นผีเอเชียใส่เข้าไปจนคนยุคนี้อาจหลงลืมไปแล้วว่า American Horror ดั้งเดิมมันเหนือกว่าการหลอกผีแบบตุ้งแช่! ไปวันๆ คือพูดง่ายๆว่า “พวกมึงอย่าลืมรากเหง้าหนังผีคลาสสิคกันสิ” นั่นแหละ จะบอกว่าเป็นการสอนมวยก็ไม่ผิดนัก ซึ่งนักทำหนังหัวเก่าของฮอลลีวู้ดกำลังพากันลุกเอาของเก่ามาทำกันเพื่อสู้กับหนังผีกลิ่นเอเชีย เฉกเช่นเดียวกับที่ IT เคยทำได้มาแล้ว ด้วยความที่หนังเรื่องนี้มันเล่นกับความผิดบาป การตัดใจไม่ลงกับสัคว์เลี้ยง หรือ ผู้คนที่ล้มหายตายจากไป แบบที่ว่าไม่โดนกับตัวเองมึงคงไม่รู้หรอกว่ามันปวดร้าวสักแค่ไหน และหากจะมีวิธีทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมา มีหรือจะไม่ทำ มันคือความดำมืดของจิตใจมนุษย์ที่ สตีเฟ่น คิง เมากาวเขียนขึ้นมาได้เพี้ยนเอามากๆ หนัง HD ฉบับหนังปี 1989 ก็เข้าขั้นบ้าและกล้านำเสนอ คือมันไม่ได้เป็นแนวรวมพลังร่วมใจสู้ผีเหมือนๆหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆ แต่หนังมันค่อยๆกะเทาะเปลือกของมนุษย์เข้าไปสำรวจจิตใจว่าคนเราสามารถรับกับการสูญเสียได้แค่ไหน อันที่จริงเข้าใจสำหรับคนที่เกลียดเวอร์ชั่นนี้มากๆ เพราะบิดจากเรื่องเดิมไปชนิดที่ว่าในนิยายหรือในหนังฉบับก่อนมันมีความหักมุมยังไง เวอร์ชั่นนี้กูขอมาหักมุมจากเวอร์ชั่นก่อนอีกที นี่กระมังที่ทำให้แฟนเดนตายออกอาการรับบ่ได้ แต่หากมองว่ามันเป็นงานที่ปลุกปั้นหรือตีความขึ้นมาใหม่โดยไม่อิงจากต้นฉบับมากนัก ต้องขอบอกว่าในทางของความเป็นงานสยองขวัญ ถือว่าสอบผ่าน ทั้งบรรยากาศและการหลอกผี คาร็คเตอร์ของป่าช้าดูไม่น่าไว้วางใจ แถมแมวในเวอร์ชั่นนี้แม่งน่ากลัว รู้สึกเหมือนแม่งพร้อมจะกระโจนข่วนหน้ามึงได้ตลอดเวลา และพัฒนาการของตัวละครที่เชื่อว่าต้นเรื่องเรามองตัวละครบางตัวด้วยสายตาแบบไหน ท้ายเรื่องเราจะมองเขาต่างออกไป พฤติกรรมขาดการยั้งคิดเหล่านี้น่าขนลุกขนพองกว่าผีในหนังเสียอีก นับตั้งแต่ต้นฉบับมาแล้ว เว็บสตรีมหนัง มีความตลกร้ายแฝงในตัวสูงมาก มันโยนคำถามใส่คนดูว่าหากสัตว์เลี้ยงหรือผู้คนสามารถฟื้นจากความตายมาแล้วเรายังจะรับเขาได้ไหม เราจะมองเขาด้วยสายตาแบบใด เรื่องนี้สามารถตอบโจทย์อารมณ์แบบนั้นได้ดีทีเดียว มันเล่นสนุกกับสีหน้าตัวละครในครึ่งหลังของหนังจนบางซีนแอบหลุดขำออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ยทั้งที่มึงกำลังจะมีการฆ่าแกงกันอยู่แล้ว ในขณะที่หนังผียุคนี้เอาแต่แหกปากกรี๊ดกันลั่นบ้านลั่นโรงด้วยความกลัวและหวาดผวา เรื่องนี้กลับทำให้เรากรี๊ดด้วยความเวทนา อารมณ์ที่ได้มันต่างกันจริงๆ เพราะในขณะที่เราหวาดกลัวกับสิ่งลี้ลับอยู่ตรงหน้า น้ำตาเราก็ตกในไปด้วย อารมณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นตอน ไอ้มาก กับ อีนาก แห่งทุ่งพระโขนง มาแล้ว คือเราจะรับได้แค่ไหนเมื่อรู้ว่าไอ้ที่เรานอนกอดนั่งกอดอยู่นี่เคยล้มหายตายจากไปแล้ว มันจะสนิทใจ 100% จริงๆหรือ เรื่องนี้ให้ความรู้สึกนั้นเลย หนังมันจึงมีหลายอารมณ์ในซีนเดียว ซึ่งนี่แหละคือ American Horror จากปลายปากกาของ สตีเฟ่น คิง ของจริง และมันดันมาพ้องกับอารมณ์ แม่นาค ของบ้านเราด้วย(ตามความคิดกู)

เชื่อเหลือเกินว่าที่หนังโดนด่าๆอยู่นี่มันโดนเพราะบิดของเดิมไปแบบที่แฟนหนังสือกับแฟนหนังตาเหลือกได้เหมือนกัน แต่รวมๆแล้วนี่คือหนังสยองขวัญที่ดีกว่าหนัง เจมส์ วาน หลายๆเรื่องที่ได้รับคำชมเสียอีก

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ (2019)

นับถือตัวเอง ที่ทนนั่งดูจนจบได้ยังไงว่ะ

ปัญหาหนักๆใหญ่ๆของหนังเลยคือการเอาอะไรต่อมิอะไรในรายการ บริษัทฮาไม่จำกัด มาใส่ในหนัง ความทีเล่นทีจริงไม่จำเป็นต้องใส่มาพร่ำเพรื่อขนาดนั้นก็ได้ คือยอมรับตามตรงว่าแค่ซีนเปิดในสนามมวยที่นักมวยทั้งสองฝั่งต่อยกรรมการแล้วคนดูเฮเอาๆนี่กูก็รู้สึกได้แล้วว่าจะเจออะไรในฉากต่อๆไป

ดูหนัง HD

แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยุทธเลิศ กับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย เคนพิสูจน์แล้วว่าการทำหนังตลกโดยใช้ตลกเป็นตัวเดินเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเอาตลกมาพยายามเล่นตลก อย่าให้เขาขยี้ตัวเขาเอง ตลกบางคนแค่นั่งทำหน้านิ่งๆก็ฮาแล้ว และควรทำหนังให้ยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงด้วยว่า การต่อยตีกรรมการบนเวทีมันคือการผิดกติกา คือสามารถใช้มุกต่อยผิดตัว หรือต่อยพี่เลี้ยงนั่นนี่ก็ได้ แต่คือจงใจต่อยกรรมการให้มันดูฮานี่คืออะไร? ไม่ใช่หมัดสองหมัดนะครับ คือมันใส่มุกต่อยกรรมการซ้ำๆๆจนน่ารำคาญ เข้าใจว่ามันคือหนังตลก แต่หนังตลกก็สามารถยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงได้ จริงๆมันมีอะไรที่น่าสะเทือนใจอยู่อย่างคือ หนังเป็นการรวมเอาฮีโร่นักมวยชาวไทยมาไว้ในหนังมากมาย แต่บทที่ได้รับนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเกือบน่าสมเพชหมด คือแม่งไม่ใช่ทางเดียวกับที่ฝรั่งทำกับ ไมค์ ไทสัน ใน ดูหนัง HD Hangover นะ แต่ตัวละครของ สมจิตร จงจอหอ นี่มันจุดด่างพล้อยของวงการมวยบ้านเราชัดๆ จริงๆอยากจะชินตั้งแต่ละครบางเรื่องเอาเขาทรายไปเล่นเป็นกะเทยแล้วล่ะ แต่เรื่องนี้มันคือหนังในยุค 2019 นะเว้ย ทำไมยังมีอะไรแบบนี้ในหนังสักเรื่องอยู่วะ แต่พอมองย้อนไปดูรายได้หนังไทยที่สร้างมาเพื่อคาราวะมวยไทยจริงๆจังๆอย่าง ไชยา กูก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าคนไทยแม่งชอบดูอะไรแบบนี้แหละ ชอบเห็นฮีโร่ของบ้านตัวเองเป็นเหี้ยเป็นห่าอะไรแบบนี้แหละก็สมควร เพราะทำหนังมวยดีๆเสือกไม่ดู รายได้ต่ำตม คนไทยจึงเหมาะจะดูอะไรแนวๆนี้ต่อไป ไม่ได้คาดหวังกับหนังตลกขนาดนั้น แต่เงินที่เสียไป 190 บาท นี่มันก็น่าคาดหวังอะไรนิดๆอยู่ดีแหละ อย่างน้อยก็ขอให้กูได้ฮาน้าค่อม พี่นุ้ย น้าเบิร์ต บ้างไรบ้าง คือให้กูเข้าไปดูน้าค่อมด่าไอ้สัสๆๆๆ ตัดเอาคำด่าน้าค่อมมาใส่หนังทั้งเรื่องยังจะรู้สึกดีกว่าให้กูดูฉากที่ไม่จำเป็นมากมายที่หนังใส่ๆเข้ามา โดยเฉพาะกลุ่มแก๊งวินมอร์ไซค์ vs กลุ่มแก๊งลูกชายที่รับบทโดยดาราลูกหม้อของผู้กำกับอย่าง นิก คุณาธิป ซึ่งมีประโยชน์แค่เอามาโชว์คอลเล็คชั่นเสื้อผ้าแนวสตรีทในตู้เสื้อผ้าที่น้องนิกมีอยู่ คัทซีนทีเปลี่ยนเสื้อผ้าที คือเสื้อผ้าน้องสวยจริง และน่าจะแพงมากๆด้วย แต่ยังมองไม่เห็นความจำเป็นของแก๊งน้องๆเลยว่าใส่เข้ามาในหนังทำไมนอกจากทำให้หนังน่ารำคาญและเพิ่มความยืดยาวของหนัง แอบสังเกตได้ว่าบท สงกรานต์ ของน้าเบิร์ตนี่เดิมทีเขียนมาเพื่อให้แจ๊สเล่นรึเปล่า? น้าเบิร์ตแกน่าจะมาสายตลกสมทบมากกว่า คือพอมาเล่นเป็นพระเอกแล้ว หนังความยาวเกือบๆ 2 ชั่วโมงนี่แทบไม่ขำแกเท่ากับที่แกโผล่มานั่งเผลอหลับในรายการ บริษัทฮาฯ เลย ที่เห็นในหนังเกือบๆ 2 ชั่วโมง คือตลกสังขารที่ฝืดจนแทบจะกลายเป็นความน่าสมเพช เอาจริงๆนะเว้ย น้าเบิร์ตแกมีของกว่านั้น(ไม่ใช่ของอย่างว่านะ กูหมายถึงของจริงๆที่เป็นความสามรถแกอ่ะ) ส่วนดีเรื่องนี้ต้องยกให้พี่นุ้ย เชิญยิ้ม เป็นตัวแบกของจริง น้าค่อมตามมาซ้ำอีกที ถ้าไม่มีสองคนนี้ในหนังเชื่อว่ากูลุกหนีแน่ ตั๊ก บริบูรณ์ อีกคน จากที่ฝืดๆในรายการ มาเรื่องนี้ช่วยหนังไว้เยอะเหมือนกันทั้งที่ออกไม่มาก โดยเฉพาะซีนที่เล่นเอาล่อเอาเถิดกับ สมรักษ์ และ สามารถ สองครูมวยแห่งยุคที่มาเพื่อให้พี่ตั๊กแกถ่มถุย คือบอกตามตรงถ้าให้เลือกตัดเอาส่วนเกินของหนังออก หนังน่าจะจบแค่ในเวลา 40 นาที โดยเฉพาะฉากขับมอร์ไซค์ไล่กันอีรุงตุงนัง คือนับถือใจตัวเองมากนะที่ทนดูจนจบฉากนี้ได้ ไม่สิ ต้องบอกว่ากูทนดูจนจบเรื่องได้ยังไง น่าจะเป็นความรัก ความนับถือที่กูมีต่อตลกแก๊งบริษัทฮาเนี่ยแหละ อีกข้อดีของหนังคือ พิงกี้ สาวิกา ในวัยสาวสะพรั่งที่งดงามทุกอณูกายแม้ไม่ได้โชว์เนินนมใดๆ ผ่องเสียจนกูโกรธทุกสิ่งบนโลกที่ทำไม่ดีใส่เธอในช่วงชีวิตที่ผ่านมา จริงๆ หนังออนไลน์ มีวัตถุดิบแทบทุกอย่างแบบที่ แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า มี เผลอๆงานโปรดักชั่นดีกว่าด้วย อย่างน้อยฉากสนามมวย กับ ฉากเล่นสงกรานต์ก็ถือเป็นงานที่ดูลงทุน แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังมุกต่อมุกไปเรื่อยแบบๆที่รายการทีวีทำ มันจึงไม่ได้ในเรื่องความสมจริง จะบอกให้ว่าความสมจริงในหนังตลกก็ควรมี เช่นฉากบ้านผีสิง ในแสบสนิทฯ อันนั้นน่ะเป็นเหตุการณ์เหนือจริง แต่แม้จะมีผี มีการกระทำโง่ๆของตัวละครแค่ไหน มันก็ยังยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงให้คนดูรับได้ แต่การเอานักมวยมาไล่ต่อยกรรมการบนเวทีโดยไม่มีการฟาล์วใดๆแบบที่ฉากเปิดเรื่องของหนังทำนี่กูมองมุมไหนมันก็เป็นการใส่มุกที่ไม่เข้าท่า

แล้วที่น่าตกใจคือ เล่นมุกพร่ำเพรื่อกันไปกว่าชั่วโมงครึ่ง แล้วมาเร่งสปีดสาระธรรมะแฝงที่อยากใส่เอาตอนท้ายๆนี่คือจะปูเรื่องไปเป็น หลวงพี่สงกรานต์ 6G ใช่ไหม ถ้าใช่ล่ะก็ อืม ตามนั้น

ความแตกหักของ จอห์น วู กับ โจวเหวินฟะ

รอยร้าวของ โจ กับจอห์น ไม่ใช่การด่าพ่อ อวดพ่อกัน ที่รอเวลากลับมาประสาน

ไม่ได้เกิดจากการด่าพ่อกัน หรืออวดพ่อว่าเคยทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นรอยร้าวในเรื่องของงาน ย้อนไปในยุคที่ จอห์น วู มือกำลังขึ้น อีกหนึ่งความพยายามของ จอห์น วู ในยุคที่โกฮอลลีวู้ดใหม่ๆคือ การพยายามปั้นดาราฝรั่งให้มาแทนดาราคู่บุญอย่าง โจวเหวินฟะ ให้เร็วที่สุด

ดูหนัง HD

ว่ากันว่า จอห์น วู ไม่หนีบเอาเฮียโจวไปด้วย เพราะการโกอินเตอร์ต้องดาราฝรั่งเท่านั้น จะเอาดาราเจ๊กไปขายฝรั่งมันไม่ใช่ แรกเริ่มเลยจึงเป็น ฌอง คลอด แวนแดม (ช่องคลอด แว่นดำ) ที่ได้มาเป็นตัวตายตัวแทน แต่ดูเหมือนว่าจะคนละสายคนละทางกับโจวเหวินฟะ แวนแดมแกมาสายบู๊คาราเต้ ส่วนโจวเหวินฟะมาสายมาดเท่ควงปืนสองมือเอี้ยวตัวยิง ไม่จำเป็นต้องตีต่อย เมื่อเอา Once a Thief ตีแสกตะวัน ไปรีเมคเป็นซีรี่ส์ได้สำเร็จ มีเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ทีนี้ก็เป็นงานยากคือ หาฝรั่งมาแทนโจวเหวินฟะให้ได้ แม้ว่าจะหักกับเฮียโจวแล้ว แต่ จอห์น วู ยอมรับว่าชอบในคุณลักษณะบุคลิกของเฮียโจวมากที่สุด แม้วูจะพีคมากๆกับ ดูหนัง HD Face/Off แต่การพยายามให้ จอห์น ทราโวลต้า เป็น โจวเหวินฟะ มันก็ค่อนข้างดูแปลกๆ ก็เลยวิ่งหา ดอล์ฟ ลันด์เกรน ซึ่งมีโครงสร้างทางกายภาพและบุคลิกใกล้เคียงกันมาปั้นใหม่ให้เป็นดาวบู๊สุดเท่ ควงปืนสองมือแบบที่เฮียโจวทำ Blackjack คือโปรเจ็คนั้น เป็นการรวมเอาตัวละครทั้งหมดที่โจวเหวินฟะเคยเล่นไว้ในหนังของ จอห์น วู มายัดใส่ตัว ดอล์ฟ ลันด์เกรน แล้วออกมาเป็น แจ็ค กะว่าถ้าหนังยาว Pilot เรื่องนี้ไปโลด มันจะได้สร้างเป็นซีรี่ส์ติดต่อกัน แบบที่ Once a Thief ตีแสกตะวัน เคยทำได้ ถามว่าทำไมไม่เอาเฮียโจวมาซะเลย ก็เพราะว่าแตกหักกันนี่แหละ จอห์น วู ถึงได้ต้องหาใหม่ ปรากฏคิดผิด โปรเจ็คนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่า แม้จะมีฉากแอ็คชั่นตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด แต่มันคือหนังที่แห้งแล้ง การแสดงเข้าขั้นเลวร้าย และไม่สมควรสร้างเป็นซีรี่ส์ต่อ ดอล์ฟ ลันด์เกรน ที่สร้างชื่อจาก Rocky IV และ Universal Soldier ที่กะจะแจ้งเกิดกับ จอห์น วู เรื่องนี้จึงไม่ได้เกิดเท่าที่ควร แล้วเส้นทางการแสดงของดอล์ฟแกก็วนเวียนซ้ำซากอยู่แต่กับหนังเกรดรอง ส่วน จอห์น วู นั้นถึงแม้จะถูกด่า แต่การจัดการฉากแอ็คชั่น ในงบประมาณที่จำกัดออกมาได้ระห่ำ งดงาม มีสไตล์ ทำให้ฟอร์มไปเข้าตา ทอม ครู๊ซ อย่างจัง แล้ว หนังถ่ายทอดสด จอห์น วู ก็ได้กำกับฯ Mission: Impossible II ด้วยทุนสร้างมหาศาล 125 ล้านเหรียญ จอห์น วู ละเลงเงินเล่นกับฉากแอ็คชั่นในหัวที่เขาคิดได้ และไม่มีโอกาสได้ทำในตอนที่ทำหนังฮ่องกง แต่หนังก็มีสภาพไม่ต่างไปจาก Blackjack สักเท่าไหร่ คือ มีฉากแอ็คชั่นที่มันส์มาก แต่ไม่คมคาย ลุ้นระทึกในแบบที่ MI ภาคแรกเป็น พูดถึงความสัมพันธ์ของคู่บารมี จอห์น วู กับ โจวเหวินฟะ น่าจะหักไปนานแล้ว แต่มีช่วงหนึ่งที่ จอห์น วู แกต้องไปง้อให้ โจวเหวินฟะ เข้ามาเล่นหนังฮอลลีวู้ดให้ โปรเจ็คคือ The Replacement Killers แต่ไปๆมาๆ จอห์น วู ก็ไม่ได้กำกับฯ เพราะเสือกตกถังข้าวสารได้ไปกำกับฯ MI:2 ให้ ทอม ครู๊ซ แต่ยังมีชื่อเป็น โคโปรดิวเซอร์ให้อยู่ โดยส่งไม้ต่อให้ อังตวน ฟูควา ที่ตอนนั้นเพิ่งทำหนังสั้นได้แค่เรื่องเดียวมากำกับ ปัจจุบันอังตวนแกลอยลำเป็นผู้กำกับหนังบู๊ทำเงินไปแล้ว ส่วน จอห์น วู ต้องกลับมาทำหนังที่ฮ่องกงและจีน เพราะฮอลลีวู้ดไม่ใช่ที่สำหรับเขาอีกต่อไป เมื่อคราที่ทำสามก๊ก จอห์น วู เกือบได้คืนดีกับ โจวเหวินฟะ เพราะวางตัวเฮียโจวในบทจิวยี่ แต่เฮียโจวปฏิเสธเพราะคิวไม่ว่าง ลือกันว่านี่คือการเอาคืน และไปรับเล่นหนังห่วยๆอย่าง Dragonball Evolution คิดดูว่าปฏิเสธบทจิวยี่ แล้วไปรับบทผู้เฒ่าเต่า ถุย!! จอห์น วู ก็เลยเอาเหลียงเฉาเหว่ยมาแทนในบทจิวยี่ สถานะของ จอห์น วู กับ โจวเหวินฟะ ก็ประมาณว่า มึงไปซ้าย กูจะไปขวา ไม่อยากร่วมซีนกัน แต่ก็มักมีอันต้องได้มาประจัญหน้ากันในงานสังคมบ่อยๆ ก็ปั้นหน้าปรองดองกันไป แต่ไม่ร่วมงาน ก็ไม่รู้ว่ากาลเวลาจะสามารถสมานแผลใจให้ทั้งคู่ได้มั๊ย เพราะถึงยังไงทั้งคู่ก็เคยเกื้อหนุนกันมาก่อน

ข่าวว่าช่วงหลังๆมีออกงานด้วยกัน มีร่วมซีนกันยิ้มแย้มดี แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาสร้างหนังร่วมกันอีก(ทั้งที่ถ้าทำร่วมกัน แฟนๆจะปลื้มมาก) แค่นี้ก็น่าจะพอเดาได้ว่าแผลยังไม่หายดีเท่าไหร่

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น