มาแน่ หนังแอ็คชั่นไซไฟของไมเคิลเบย์ กับสตอลโลน

แม้จะร่วมงานกันช้าไปหน่อย แต่ก็ถือว่ายังไม่สาย

สำหรับ ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเปลวไฟ กับ ดาวบู๊รุ่นเดอะ ตำนานที่ยังมีลมหายใจ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน โดยรายแรกออกตัวมาเนิ่นนานแล้วว่าเป็นแฟนเดนตายหนังของลุงสไลมาเนิ่นนาน คือโปรเจ็คที่ว่า ที่กำลังจะมีการเปิดกล้องถ่ายทำช่วงซัมเมอร์นี้

ดูหนัง HD

โดยเป็นหนังแอ็คชั่นไซไฟระเบิดถนนป่นตึกที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Escape from New York ของ จอห์น คาร์เพ็นเทอร์ เป็นเรื่องราวของโลกในอนาคตที่สหรัฐอเมริกาล่มสลายและกลายเป็นเขตสงคราม คนอเมริกันส่วนหนึ่งได้อพยพไป อยู่เกาะฮ่องกง อันเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีกำแพงล้อมรอบไปแล้ว ลุงสไล ดูหนัง HD จะรับบทเป็นอดีตหน่วยเรนเจอร์มือดี(แต่เหี่ยวไปหน่อย) ที่ได้รับการว่าจ้างจากมหาเศรษฐีให้เข้าไปตามหาลูกสาวที่หายตัวไปในฮ่องกงที่มีกำแพงล้อมรอบ หรือที่เรียกกันว่า Little America นั่นแหละ จะถูกสร้างภายใต้บริษัท Platinum Dune ของ ไมเคิล เบย์ ซึ่งเคยมีผลงานการสร้างหนังอย่าง A Quiet Place และ The Purge มาแล้ว Apple ปล่อยเทรลเลอร์ของซีรีย์ที่หลายคนรอคอย “Little America” เป็นซีรีย์ต้นฉบับเรื่องแรกของ หนังออนไลน์ Apple TV+ ในปี 2020 โดยจะเริ่มฉายวันที่ 17 มกราคม 2020 ซีรีย์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Epic บอกเล่าเรื่องราวอันชวนหัว โรแมนติก น่าประทับใจ และน่าประหลาดใจของผู้อพยพในอเมริกา

ซึ่ง Little America จะเป็นหนังที่ทุนไม่สูงมาก และจะเป็นหนังบู๊ที่ทำให้คอหนังหวนรำลึกถึงหนังบู๊ยุคเก่าที่เน้นความเท่และบ้าระห่ำของตัวละครเอกอย่างที่ลุงสไลแกเคยๆเล่นมาในยุค 90 นั่นแหละ

ก่อนจะรู้จักครอบครัว Parasite หลายคนอาจยังไม่รู้จักครอบครัว Joneses

Parasite กับ The Joneses ปี 2010 เป็นหนังที่มีประเด็นคาบลูกคาบดอกกันอยู่

เพราะต่างฝ่ายต่างเล่าถึงครอบครัวที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ เกาะแดกครอบครัวอื่น แต่ต่างกันตรงที่ครอบครัวคิม ทำตัวเหมือนปรสิต ในขณะที่ครอบครัวโจนส์นั้นถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพก็คงจะเป็นเหมือนนกที่ร่อนอยู่บนฟ้า เพื่อให้คนด้านล่างแหงนมองขึ้นมาแล้วนึกอิจฉาและอยากโบยบินให้ได้เหมือนนก

ดูหนัง HD

The Joneses มันพูดถึงครอบครัวหนึ่งที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านที่มีเพื่อนบ้านละแวกเดียวกันเป็นพวกคนรวย ครอบครัวโจนส์ต้องทำตัวให้รวยกว่า มีสเน่ห์กว่า ยั่วยวนกว่า เพื่อที่ว่าคนรวยละแวกนั้นจะได้แห่กันไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆอย่างที่ครอบครัวโจนส์ใช้บ้าง เพราะอยากเท่อยากดูแพงให้ได้เหมือนครอบครัวโจน ดูหนัง HD ครอบครัวโจนส์ประกอบไปด้วย สตีฟ หัวหน้าครอบครัว / เคท เมียสุดเพอร์เฟ็ค / เจน ลูกสาวสุดฮ็อต / และ มิค ลูกชายสุดหล่อ ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่ไร้ที่ติ มีบ้านหลังโต รถแพงๆ ไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา แต่ทว่าทั้งหมดในครอบครัว ไม่ได้เป็นอะไรกัน ทุกคนล้วนอยู่องค์กรเดียวกันที่ถูกส่งมาเล่นละครเป็นครอบครัวปลอมๆเพื่อยั่วยวนให้คนในละแวกนั้นอิจฉา อันนำพาซึ่งให้เพื่อนบ้านมากมายแห่กันไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแบบที่ครอบครัวโจนส์ใช้ สตีฟ ต้องทำตัวให้ดูเป็นพ่อบ้านที่ทรงสเน่ห์ร่ำรวย เพื่อออกก๊วนตีกอล์ฟกับบรรดาพ่อบ้านในละแวกนั้น เป้าหมายคือยั่วยวนให้คุณพ่อบ้านเหล่านั้นไปซื้อไม้กอล์ฟ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า นาฬิกา มือถือ ฯลฯ แบบที่สตีฟใช้ / เคท ก็ทำภารกิจเดียวกันคือ อวดสวยอวดรวยไปวันๆให้แม่บ้านอยากได้อยากมีตาม เครื่องประดับ เสื้อผ้า โซฟา ฯลฯ / ส่วนลูกปลอมๆสองคนก็ถูกส่งไปโรงเรียนเพื่อสร้างมวลสเน่ห์ให้เพื่อนๆหลงไปซื้อ เกมส์ มือถือ เสื้อผ้า ฯลฯ ตาม เป็นกลยุทธสูบเลือดสูบเนื้อป่าล้อมเมืองที่แพรวพราว ดูดเอาเงินพวกคนมีตังค์แบบทางอ้อม ตรงนี้แหละที่บอกว่ามันเป็นประเด็นคาบเกี่ยวคล้ายๆกับความปรสิตของหนัง Parasite แต่มันไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในแบบที่หนังเกาหลีเจ้าของรางวัลออสก้าร์ป้ายแดงเป็น เพราะมันคือการตีแสกหน้าสังคมเรื่องโฆษณาชวนเชื่อล้วนๆ แม้ตัวหนัง The Joneses จะไม่ลึกซึ้งเท่า Parasite ออกจะหาทางออกให้บทสรุปง่ายไปหน่อย แต่การได้เห็นนมเห็นต้ม แอมเบอร์ เฮิร์ท(คนสวยขี้ใส่เตียง) สมัยยังเอ๊าะๆนี่ถือเป็นบุญตาจริงๆ และเธอเหมือนเล่นเป็นตัวเองด้วย ตอนได้ดูครั้งแรกสมัยนั้นเธอยังไม่ได้คบกับจอห์นนี่ เด็ปป์ ยังคิดเลยว่าอีคนนี้มันทำไมเล่นเป็นคนแบบนี้ได้สมบทบาทจังวะ คิดเล่นๆว่าถ้าเอาครอบครัว คิม มาปะทะกับ ครอบครัวโจนส์ มันจะสนุกสนานและบรรลัยแค่ไหน เพราะแม่งก็พากันแสบพอๆกันในเรื่องการดูดเลือดดูดเนื้อคนที่มั่งมีกว่า จะอย่างไรก็ดี หากดูหนังสองเรื่องนี้ต่อๆกันสำหรับใครที่ยังไม่เคยดูน่าจะมีอะไรให้ถกเถียงกันได้ไม่น้อย หนังถ่ายทอดสด อย่างแรกเลยคือ การนำเสนอเรื่องขบวนการสูบเลือดสูบเนื้อคนรวยนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ฝรั่งมันก็ทำๆมาก่อนแล้ว เพียงแต่ว่าเกาหลีอาจเอาเรฟฯไปดัดแปลงให้มันคมคายกว่า แม่นกว่า เพราะว่ากันตามตรงหนังหลายๆเรื่องของเกาหลีเองก็มีกลิ่นอายของหนังฮอลลีวู้ดอยู่ชัดเจน และอย่างต่อมาคือประเด็นในหนังที่ว่าด้วยเรื่องชนชั้นและการตะเกียกตะกายขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่า

แต่ที่ Parasite มันคมคายกว่าก็เพราะส่วนหนึ่งมันพูดถึงกลิ่น คนรวยกับคนรวยใน The Joneses มันดมกลิ่นกันไม่ออกเพราะน้ำหอมยี่ห้อแพงๆที่ฉีดมาสู้กัน ส่วนคนจนใน Parasite แม้ไม่ต้องตั้งใจดมก็รู้ว่ามึงคือคนจน

เลิกเมียแล้วได้ดีก็มี พี่แบรด พิตต์ นี่แหละ

แบรด พิตต์ เข้าชิงออสก้าร์ในสาขาการแสดงทั้งหมด 3 ครั้ง

Twelve Monkeys (1995) เข้าชิงสาขาสมทบชาย สมัยยังละอ่อน คือแม่งมีไม่กี่คนบนโลกหรอกที่เล่นเป็นตัวละครที่น่ารำคาญ ให้ออกมาไม่น่ารำคาญ ดูเพลินเชียวล่ะมึงเอ๊ย ไดอาล็อกโคตรรัว พูดผิดๆถูกๆแกก็ด้นไปได้เพราะรับบทเป็นผีบ้าผีบอ แต่โดน เควิน สเปซี่ย์ คาบไปแดกจาก The Usual Suspects

ดูหนัง

คือตามจองล้างจองผลาญกันมาตั้งแต่ Seven แล้ว ตัดหัวเมียยัดกล่อง ยังตามมาแย่งกล่องกูอีก The Curious Case of Benjamin Button (2008) เข้าชิงนำชาย จากการแปลงโฉมมากมายเพื่อรับบทคนวัยกลับ เรื่องนี้ก็โอเค พี่แบรดเล่นดีเลยแหละ แต่เจอกระดูกเบอร์ใหญ่อย่าง ฌอน เพนน์ ในบทนักการเมืองเกย์จาก ดูหนัง Milk เข้าไป Once Upon a Time …in Hollywood (2019) เข้าชิงสมทบชาย คือแทบไม่มีคู่แข่งเลยในปีนี้ เหมือนทุกอย่างลงตัวที่สุด และแสงสปอตไลท์ดูจะสาดส่องมาที่พี่แบรดคนเดียวเลย คือส่วนใหญ่ที่เข้าชิงปีนี้มีแต่รุ่นใหญ่ๆหน้าเก่าๆที่หนังไม่ได้โดดเด่นอะไร ทอม แฮ้งคส์ , แอนโธนี่ ฮอพกินส์ , อัล ปาชิโน่ ไรงี้ แต่โดยส่วนตัวยังเสียดายตอนเข้าชิงจาก Twelve Monkeys ไม่หาย นั่นน่ะเล่นดีที่สุดแล้ว โคตรสด เอาจริงๆที่ผ่านมาในชีวิตของ แบรด พิตต์ มีผลงานโดดเด่นมาแล้วมากมายทั้งในฐานะนำแสดงและสมทบ Seven , Fight Club , Seven Years in Tibet , Inglourious Basterds , Moneyball หรือแม้กระทั่งงาน โปรแกรมหนัง ที่แทบไม่ค่อยมีใครได้ดูอย่าง The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford ก็ล้วนเป็นผลงานการแสดงที่น่าจดจำทั้งสิ้น แต่ได้แค่โฉบๆรางวัลออสก้าร์ ไม่ได้ขึ้นไปคว้ามันบนเวทีซะที แต่พอเลิกกับเมีย ก็ดูเหมือนกราฟชีวิตจะพุ่งขีดสุด ทั้งเรื่องการงานการเงิน ดวงขึ้นถึงขนาดไปรับเล่นหนังสั้นให้บ่อนคาสิโน หนังความยาวไม่กี่นาที

พี่แบรดออกมานิดหน่อย รับเงินเข้ากระเป๋าเหนาะๆ 13 ล้าน แทบไม่ต้องแสดงอะไรเลย แถมมาได้ออสก้าร์ปีนี้อีก อย่างนี้ไม่ให้บอกว่าเลิกกับเมียแล้วได้ดีได้ยังไง เห็นแบบนี้แล้ว เรามาเลิกกับเมียกันเถอะ

Birds of prey (2020)

เหมือนขีดจำกัดของอีฮาลีย์ ควินน์ มันก็ได้แค่นี้แหละ

จะให้มันมาแบบจริงจัง ดาร์คไซด์ หรือเจาะลึกมากเกินไปก็ใช่เรื่อง ในเมื่อมันเปิดตัวเป็นโทนการ์ตูนมาตั้งแต่ Suicide Squad แล้ว แต่ถึงแม้จะไม่มีภาคก่อนเป็น Suicide Squad หนังก็คงคาดหวังให้มันเรียลไม่ได้เท่าไหร่ ในเมื่อคนเขาชอบตัวอีควิ้นน์ในแบบการ์ตูนๆ แถม DC แม่งเคยมีแผล ต่อให้ทำดาร์ค เจาะลึกแค่ไหน

ดูหนัง

ก็ไม่เป็นที่พอใจต่อแฟนๆหนัง ก็เลยตั้งใจทำแบบกาวๆไปเลย แบบที่ Shazam! เคยทำแล้วได้รับคำชมมากกว่าหนังดาร์คๆของDCที่ผ่านมานั่นแหละ เราก็เลยต้องมานั่งลุ้นว่า มาร์ก็อต ร็อบบี้ จะเอาอยู่มั้ยในเมื่องานนี้เป็นหนังของเธอเพียวๆ ตัวอื่นก็แค่แถมๆมาให้เป็นเหมือนหางเครื่องที่เต้นอยู่ด้านหลังลำไย ไหทองควิ้นน์ ดูหนัง ปรากฏว่าพอเครื่องเริ่มติดก็เพลินเชียวแหละมึงเอ๊ย… คำพูดคำจา การยักย้ายถ่ายเท หรือการเล่นหูเล่นตาของมาร์ก็อต ร็อบบี้ เหมือนนั่งดู แจ็ค สแปร์โรว์ เวอร์ชั่นหญิง ซึ่งหนังโจรสลัดเรื่องดังนั้นภาคหลังๆมานี่อาศัยพลังการแสดงของป๋าเด็ปป์ล้วนๆ เพราะเนื้อเรื่องแทบไม่มีอะไรเลย คิวบู๊ของ ฮาลีย์ ควินน์ ก็เป็นอีกส่วนที่ทำได้สนุก ฮาแตกใช้ได้ คือมันสนุกเกินหน้าเกินตาของตัวสมทบอื่นๆด้วยซ้ำ คือเหมือนเอาตัวอื่นมาเป็นหางเครื่องของฮาร์ลี่ย์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละ แต่อย่างที่บอก หนังคาดหวังอะไรมากกับเนื้อหาสาระไม่ได้ เส้นเรื่องเชยสัสๆ แถมเหล่าลิ่วล้อตัวร้ายก็ทำให้นึกไปถึงพวกลิ่วล้อใน เว็บดูหนัง Batman & Robin ยังไงยังงั้น มันเลยกลายเป็นหนังที่เอาไว้ดูนางเอกขำๆ เพลินๆ จบแล้วจบกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาร์ก็อต ร็อบบี้ คือสุดยอดความสดใส และความเป็นอีนังตัวแสบที่แท้จริง คะแนน 6.5 อย่าคิดว่ามันน้อย เพราะนี่กูให้ มาร์ก็อต ร็อบบี้ สถานเดียวเลย แบบที่ว่าตัวอื่นๆก็แย่งซีนเธอไม่ได้ ฉากบู๊ การยิงมุก และ ความตอแหล ต้องยอมเธอเลยจริงๆ ไปดูเธอแสดงเพลินๆก็คุ้มแล้ว

ขณะดูกูสลัดภาพเธอเปลือยจาก The Wolf of wall street ไม่ออกซะที แต่มันก็ดี ส่งผลให้ดูเธอได้มีอารมณ์ร่วมเป็นสองเท่า แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีฉากเห็นขนเห็นแคมเลยก็ตาม ส่วนตัวร้ายของเรื่อง เอ่อ เรื่องนี้มีตัวร้ายด้วยเหรอ

ตัวอย่างสั้นล่าสุดของ 007 No Time to Die

ดูตัวอย่างสั้นล่าสุดของ 007 No Time to Die

แล้วนึกเสียดายที่มันกำลังจะเป็นภาคสุดท้ายของ แดเนี่ยล เคร็ก ส่วนตัวมองว่าแกได้อีกสองสามภาคเลยแหละ ทำไมถึงเสียดาย เพราะพอมันเดินทางมาสู่ Skyfall แล้วดูเหมือนว่า เจมส์ บอนด์ แม่งเริ่มจะไม่ใช่ไอ้ถึกไอ้เถื่อนเหมือนตอนมาใหม่ๆอีกแล้ว ตอนแกมาแรก แดเนี่ยล เคร็ก โดนด่ายันเงา

หนัง HD

ขนาดภาค Casino Royale ที่คำวิจารณ์กับรายได้กระหึ่ม แกยังโดนแฟนเดนตายตามด่า หาว่าทำลายสเน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ 007 แต่โดยส่วนตัวนั้นชอบมาก!! ฉากมัดเก้าอี้ตีไข่หำนี่แม่งคือไม่มีภาคไหนกล้าทำอีกแล้ว แล้วเป็นไง ยิ่งหลายภาคเข้า กลายเป็นว่ายิ่งคม แกเหมือนรวมเอา 007 ทุกคนที่ผ่านมารวมเข้าไว้ด้วยกัน หนัง HD นี่เป็นความจงใจของผู้สร้างเลย แถมไม่ประสบปัญหาคนติดภาพ 007 แบบที่ เพียซ บรอสแนน หรือคนอื่นๆเคยเจอ คือลุงเพียซเนี่ยพอถอดสูทแล้วไปเล่นหนังแนวอื่น ดีแค่ไหนคนก็จำแกได้ว่าเป็น 007 แต่กรณีของ แดเนี่ยล เคร็ก นี่แกต่างออกไป คือพอใส่สูทผูกโบว์ก็เป็น 007 แต่พอถอดโบว์ไปเล่นเรื่องอื่นๆก็ยังอินอยู่ บางเรื่องคือไม่มีคราบ 007 เหลืออยู่เลย พูดถึง No Time to Die ภาคล่าสุดเนี่ย แดเนี่ยล เคร็ก แม่งกลายเป็นพยัคฆ์สำอางแทบจะเต็มตัว คือพอเริ่มแก่ขึ้น Q แม่งก็ต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยทุ่นแรง อย่างปืนติดหน้ารถ Aston Martin DB5 เนี่ยเมื่อก่อนจะมาเลาเดี่ยวๆสองข้าง โผล่มาจากไฟตัดหมอก รุ่นนี้ใช้กันมาตั้งแต่ภาค Goldfinger ก็ใช้ปืนเลาเดียวตลอด ยิงผู้ร้ายก็ตายทีละคนสองคน แต่พอมาภาค No Time to Die แม่งมาเป็นปืนกลเลย แล้วโผล่มาไฟหน้าเต็มๆ ไม่รู้ระบบการทำงานนี่คือปืนทะลุไฟหน้าให้แตกแล้วค่อยโผล่มา หรือมีระบบเก็บไฟหน้าก่อนแล้วปืนค่อยโผล่ รู้แค่ว่ามึงมาช้าไปนะ เพราะภาค Skyfall อีรถ Aston Martin DB5 ก็กลับมา(ก่อนหน้านั้นเน้นBMW) แม่งก็ยังใช้ปืนเดี่ยวสองข้างอยู่เลย คือมึงน่าจะคิดอัพเกรดให้แกตั้งแต่แรก รับรองกราดยิงไปที ตายห่าเป็นเบือ ดูหนังผ่านเน็ต ถึงได้บอกไง ยิ่ง 007 เคร็กแกเริ่มมีพัฒนาการความดัดจริตขึ้นมากเท่าไหร่ แม่งยิ่งโคตรอยากให้แกยังเล่นอยู่ อันที่จริงเดิมทีในภาคแรกๆทีมงานไปขอใช้รถ Jaguar จากบริษัทรถโดยตรงมาเข้าฉาก เพราะเป็นรถที่โปรดิวเซอร์หนังใช้ขับในชีวิตประจำวัน เลยจะใช้รถ Jaguar เนี่ยแหละ แต่ทาง Jaguar ไม่เล่นด้วย ทีมงานเลยเบนเข็มไปที่ Aston Martin ซึ่งก็ได้มาแบบที่ เดวิด บราวน์

เจ้าของบริษัท Aston Martin ไม่เต็มใจนัก หนังอะไรก็ไม่รู้ รถกูขายดีและแพงอยู่แล้ว แต่ทีมงานการันตีเลยว่าจะทำให้ เดวิด บราวน์ รวยเละกว่าเดิม แล้วก็เป็นไปตามนั้น เพราะรุ่น DB5 มีเศรษฐีแห่ซื้อตาม 007 กันทั้งโลก

บางเรื่องที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับ ฮาน และ ซุงกัง

ในขณะที่หนังซูเปอร์ฮีโร่หลายๆ เรื่อง พยายามทำทุกอย่างให้ตัวละครเหล่านั้นสมจริง

แต่กับจักรวาล Fast ที่พวกแม่งไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร พากันฟื้นจากความตายและทำเรื่องหลุดจากแรงโน้มถ่วงของโลกกันเป็นว่าเล่น เป็นที่ฮือฮาสะใจขาแฟนๆ เมื่อตัวละคร ฮาน ของ ซุงกัง ที่ตายโหงไปแล้วในหนังชุด Fast & Furious แต่ก็กลับมาเดินลอยหน้าลอยตาให้ได้หายคิดถึงอีกครั้งในภาค 9

หนัง HD

มีคนบ่นปอดแปดถึงการฟื้นจากความตายของฮานว่า หนังเรื่องนี้มีใครตายจริงบ้างมั้ยเนี่ย , แม่งก็ไม่น่าเอากลับมาหรอก ตายกันจริงๆบ้างเถอะ เพราะที่ผ่านมานั้น เล็ตตี้ , โอเว่น ชอว์ , ล้วนถูกใช้สูตรเดิมซ้ำๆให้กลับมา คือเห็นจะๆว่าตาย แต่ไม่ตาย เอาจริงๆสองคนนั้นคือแทบไม่จำเป็นต้องให้กลับมาเลยก็ได้ แต่สำหรับ หนัง HD ฮาน แม้บทจะเป็นรองๆทุกคน มีก็เหมือนไม่มี แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ซึ่งรายล้อมไปด้วยตัวละครที่พูดเป็นต่อยหอยเรายังมีคนนิ่งๆเงียบๆอย่างฮานยืนเท่ๆนิ่งๆ เพื่อให้หนังไม่ดูน่ารำคาญจนเกินไป แถมเป็นชายผู้ได้ฟาดหญิงที่สวยที่สุดในบรรดาทุกภาคเสียด้วย นี่ถ้าไม่เกรงใจ จัสติน ลิน แม่งไปดึงเอา เกล กาด็อต ฟื้นกลับมาด้วยแล้ว แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังไม่รู้ว่า ซุงกัง ผู้รับบท ฮาน โซโอ ซึ่งผู้กำกับ จัสติน ลิน ได้แรงบันดาลใจมาจาก ฮาน โซโล แห่ง Star wars ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ทำหนัง Better Luck Tomorrow ปี 2002 แล้ว และเป็น ฮาน ตัวเดียวกับในหนังเรื่องนั้นนี่แหละที่ข้ามจักรวาลมาโผล่ใน Tokyo Drift จึงเรียกได้ว่า Better Luck Tomorrow คือภาคต้นชีวิตวัยรุ่นของ ฮาน โซโอ ก็คงไม่ผิดนัก คลิปบางส่วนจากหนัง  Sung Kang หรือ ซุงกัง หรือที่คนเหี้ยๆหน่อยอย่างกูเรียก สังคัง เนี่ยแกมาไทยบ่อย ข่าวว่ามีน้องเขยอยู่แถวๆนี้หรืออะไรนี่แหละ ที่เราเห็นรูปแกขึ้นรถเมล์เขียว นั่นนี่ในกรุงเทพฯก็เพราะแกมาเที่ยวหาญาตินั่นแหละ เห็นในหนังแกเป็นลูกไล่ วิน ดีเซล หรือ พอล วอล์คเกอร์ แบบนี้ จริงๆพี่แกคือคนเดียวที่ในชีวิตจริงขลุกอยู่กับรถจริงๆจังๆ รองลงมาก็ พอล วอล์คเกอร์ ส่วนนอกนั้นคือแสดงไปตามบทบาทเท่านั้น วิน ดีเซล ก็ไม่ได้เป็นนักซิ่งหรือชอบแต่งรถอะไร แต่พี่สังคัง เอ๊ย!! พี่ซุงกัง แกเป็นพวกบ้ารถเอามากๆ ซุงกัง ชอบเป็นผู้นำพาเด็กๆในโรงเรียนมาแต่งรถเข้าประกวด ปี 2016 แกพาเด็กปั้นแต่งรถประกวดในงาน SEMA เพราะพี่แกเล็งเห็นว่าการที่เด็กๆหันมาสนใจเกี่ยวกับอะไรแมนๆอย่าง รถยนต์ ในแบบที่ไม่ใช่แค่รับรู้ว่ามันสวยงาม มันแรง แต่แกสนับสนุนให้เด็กๆได้ใช้ไอเดียและเรียนรู้การซ่อมและแต่งรถเพื่อก้าวไปสู่การเป็นช่างมืออาชีพ โจทย์สนุกๆที่แกตั้งไว้คือ เอาโมเดลรถสวยๆมาตั้งโจทย์ให้น้องๆตัวแทนจากสามโรงเรียนในรัฐแคลิฟอเนียที่ถูกคัดเลือกให้มาทำโปรเจ็คร่วมกับแก ทำยังไงก็ได้ให้รถออกมาเหมือนโมเดลจำลองให้ได้มากที่สุด และทำให้เครื่องยนต์มันแรงไม่เป็นสองรองใครอีกด้วย โดยพวกเขาจะเอารถที่เสื่อมสภาพไปแล้ว มาบูรณะใหม่ คือนอกจากจะเป็นการหลงไหลเรื่องรถยนต์แล้ว มันยังเป็นแนวคิดที่ช่วยให้เด็กๆไม่ติดว่านติดยาไปเปล่าประโยชน์ ปี 2015 ในงาน SEMA Show 2015 ซุงกัง เคยทำโปรเจ็คนี้มาแล้วโดยการส่งเจ้า Datsun 240Z ปี 1972 เข้าประกวด และในปี 2016 เขากลับมาทำโปรเจ็คนี้ร่วมกับช่างผู้ชำนาญการ และ พวกเด็กๆตัวแทนจากสามโรงเรียน(เด็กระแวกบ้านเขานั่นแหละ)ในโปรเจ็คมันส์ๆที่ชื่อว่า Ford Maverick ‘Project Underdog’ ซึ่งจะเป็นการเอาเจ้า Ford Maverick บุโรทั่งที่ ฮาน เคยขับมันร่วมกับเพื่อนๆถล่มเมือง ริโอ เดอ จาเนโร ใน Fast 5 มาบูรณะใหม่ให้ใสกิ๊กทั้งรูปลักษณ์และเครื่องยนต์ ซุงกัง เป็นผู้นำที่กระตือรือล้นและสนุกสนานกับโปรเจ็คนี้ของเขากับเด็กๆอย่างมาก เว็บสตรีมหนัง และเด็กๆก็ทุ่มเทเต็มที่เพราะโปรเจ็คนี้ได้ทำร่วมกับฮีโร่ในหนังของพวกเขา ฮาน โซโอ คือตัวละครพูดน้อยที่มีสเน่ห์เป็นขวัญใจแฟนๆ ซุงกัง เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นจะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆวัยรุ่นหลายๆคน เมื่อพวกเขาเติบโตไปแน่นอนว่าพวกเขาจะเป็นช่างที่ดี และเคยมีโมเม้นต์ร่วมกับฮีโร่ของพวกเขา เด็กๆบอกว่ามันคือประสบการณ์ที่วิเศษมากที่พวกเขาได้ร่วมงานกับตัวละครหนึ่งในหนังที่พวกเขารัก และยิ่งได้รู้ว่า ฮาน คือคนที่เก่งเรื่องรถยนต์จริงๆไม่ใช่แค่การแสดง พวกเขายิ่งปลื้มอกปลื้มใจมากๆและตั้งใจทำโปรเจ็คจนพาเจ้า Ford Maverick คว้ารางวัลชนะเลิศใน SEMA Show 2016 ในปีต่อๆมา จากการรับงานแสดงเยอะขึ้นทั้งหนังและซีรี่ส์ เขาไม่ได้แต่งรถเข้าแข่ง แต่ก็ยังไปโผล่งานนั้นงานนี้เกี่ยวกับรถเสมอๆ อ่านเรื่องราวของเขาแล้ว คงมีคนคิดบวกกับการกลับมาของฮานกันได้มากขึ้น จงอย่าลืมว่า หนึ่งคือฮานแม่งคลั่งรถจริงๆ สองคือแกเป็นเพื่อนสนิทผู้กำกับ อิอิอิ

ซุงกัง เข้าวงการมาจากการเป็นตัวประกอบเล็กๆในหนังฮีโร่บ้าๆบอๆอย่าง Mystery Men ปี 1999 ที่แสดงโดย เบ็น สติลเลอร์ และมีการแสดงเรื่อยมาในทั้งหนังและซีรี่ส์ แต่ที่คนจำได้แม่นสุดก็บท ฮาน ในหนังรถซิ่งโม้บรรลัยอย่าง Fast นี่แหละ

The Gentlemen (2020) สุภาพบุรุษมาหากัญ

โดยธรรมชาติของหนัง กาย ริทชี่ ดั้งเดิมเนี่ย

ตัวละครจะค่อนข้างอยู่ในชนชั้นสวะ มอมแมม หมาจนตรอก แต่ทำให้คนเอาใจช่วยความจนตรอกของมัน ถ้านึกไม่ออกให้นึกไปถึงหนัง สายล่อฟ้า ของบ้านเรานั่นแหละสำหรับแฟนๆที่ตามงาน กาย ริทชี่ มาในยุคหลังๆที่จะเน้นอะไรหรูหราขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ทว่าThe Gentlemen นี่คือการกลับสู่รากเหง้าเดิมของ กาย ริทชี่

ดูหนัง HD

โดยที่ผสมเอาความเท่หรูหราใส่เข้าไป พวกแม่งไม่ใช่หมาจนตรอกที่วิ่งพล่านเพื่อความอยู่รอดในวงการนักเลงกันอีกแล้ว แต่เป็นการอัพเกรดให้ทุกๆตัวละครไต่เต้าชิงชัยเพื่อที่จะได้ขึ้นเป็น King ในอนาคต โดยเล่นกับคำว่า Gentlemen ตามชื่อเรื่องนั่นแหละ คือแทบทุกตัวละครล้วนเป็นคนส้นตีนนะ แต่ต่างคนต่างมีแนวทางความเป็น ดูหนัง HD สุภาพบุรุษของตัวเอง บางคนเหี้ยมาก แต่รักเมียยิ่งชีพ , บางคนก็ส้นตีนแต่รักษาสัจจะ , บางคนจงรักภักดีระแวดระวังหลังให้เพื่อน , หลายๆคนคึกคะนองจะเหมือนจะทำอะไรเจ๊งบ๊งไปซะหมด แต่เสือกกลายเป็นกลุ่มตัวละครที่โคตรมีประโยชน์และเป็นสุภาพบุรุษ , แต่ในสังคม เมื่อมีคนเป็นสุภาพบุรุษ ก็ต้องมีคนส้นตีนในคราบของสุภาพบุรุษ บอกเลยว่าเรื่องนี้ กาย ริทชี่ ทำหนังมาด่าคนจีนล้วนๆแบบสนุกไม้สนุกมือ นิทานเรื่องลูกมังกรกับพญาราชสีห์ คือความในใจของพี่กาย และ ฝรั่งหัวทองหลายๆคน ซึ่งถ้าจะให้พูดกันตามภาษาจ๊าบๆวัยรุ่นๆหน่อยก็จะได้ความว่า “เร็วไปยี่สิบปีเฟ้ย อย่ามาคิดแหยมกับกู ” คนจีนในหนังเรื่องนี้น่าจะถูกเปรียบให้เป็นชาติจีนในทุกๆวันนี้นี่แหละ กราบตีนมากๆกับการพยายามแซวแนวทางของตัวเองของพี่กายว่า ใจเย็นๆสัส มึงไม่ได้ป่าเถื่อนเหมือนแต่ก่อน จงนึกชื่อหนังของมึงไว้ในใจ ใจร่มๆเข้าไว้ ไอ้การพยายามแอ๊บและข่มความป่าเถื่อนไว้นี่แหละแม่งส่งผลให้ท้ายเรื่องมันสะใจอย่างขีดสุด กลิ่นอายของหนังนั้นยังคงเป็นสไตล์ของ กาย ริทชี่ เต็มเปี่ยม แต่อย่างที่บอก มันมีความอัพเกรด พรีเมี่ยมขึ้น ทั้งที่พฤติกรรมต่างๆในหนังมันก็ล้วนเป็นความโสมมเปื้อนคาวเลือดอยู่ดี แต่เป็นความโสมมที่เท่เหี้ยๆ เท่เหลือแดก คือแม้กระทั่งตัวประกอบยังเขียนบทให้แม่งเท่ มุกฮาๆในหนัง กาย ริทชี่ มักไม่ถูกชำระ หรือตบมุกในทันที มันปูไว้เพื่อที่จะมาตบมุกเอาตอนไหนก็ไม่รู้ ส่วนใหญ่จะเป็นสถานการณ์คาดไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น การเรียกชื่อตัวละครจีนตัวนึงผิด แล้วคนดูนึกว่าจะจบลงแค่นั้น คือแค่นั้นมึงก็ฮากระทืบเท้ามากแล้ว แต่เมื่อคนดูเผลอ มึงก็ตบมุกขยี้ซ้ำในสถานการณ์ที่ไม่คิดว่าจะกลับมาซ้ำมุกอีก คือนี่เป็นลายเซ็นต์แจ่มๆชัดของ กาย ริทชี่ และมันไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่มุกตลก เพราะแผนการต่างๆนานาที่หนังปูไว้ มันจะถูกขมวดแล้วคลี่คลายได้แบบที่คนดูต้องอุทาน เหยดแหม่!!! แม้ว่ากับ หนังออนไลน์ The Gentlemen อาจยังง่ายและเทียบชั้นงานเก่าๆอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels หรือ Snatch ไม่ติด และนี่จึงเป็นที่มาของการหักไป 1 คะแนน คือง่ายดายไปนิด แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นจุดเสียมากมายอะไร ที่หักไปเพราะมาตรฐานพี่กายน่าจะเล่นท่ายากกว่าที่เป็น ฮิว แกรนต์ เรื่องนี้สนุกสนานกับการละเลงบทบาทมาก เราจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้

ในสุภาพบุรุษจากหนังรักยุค 90 แน่นอน การนำเสนอวิธีเจรจาต่อรองในรูปแบบของการนำเสนอบทให้นายทุนฟังเพื่อขอทุนสร้างหนัง เป็นความบันเทิงระดับคลาสสิค นี่จึงถือเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

Ip Man 4: The Finale (2019)

กูก็ไม่คิดว่าจะได้มานั่งบ่นหนังจีนในช่วงตรุษจีน

คืออันที่จริงหนังชุดนี้มันจบสมบูรณ์แบบไปตั้งแต่สองภาคแรกแล้วล่ะ ลากยาวมาขนาดนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะโม้เหม็นอะไรให้เราดูบ้าง ไล่ตั้งแต่วัยของจารย์ยิปเลย ดอนนี่ เยน แกยังไม่แก่ แต่ตามประวัติศาสตร์ยิปมันตัวจริงนี่แก่หง่อมจะตายอยู่ละตอนเป็นอาจารย์ให้บรูซ ลี ดังนั้น การพยายามเน้นย้ำเอาบรูซ ลี มาโผล่

ดูหนัง HD

แม่งแทบทุกภาคนี่เป็นอะไรที่รู้สึกขัดใจมาก แถมภาคนี้จงใจแก้ตัวให้ บรูซ ลี ว่ากังฟูของแกไม่ใช่ปาหี่อีก โอเคบรูซแกอาจเป็นกังฟูจริง แต่ไม่ใช่กังฟูที่ล้มฝรั่งเป็นสิบๆได้แน่นอน จงใจแก้ตัวและอวยให้ขนาดนี้มันยิ่งดูตลก นึกถึงเควนตินขึ้นมาเลย 5555 แต่เป็นความตลกบนความน่าเศร้าอีกที เพราะบรูซ ลี ก็อายุสั้น ตายตอนอายุ 32 ดังนั้นก็ถือว่ามันเป็นการคาราวะและอาลัยบรูซ ลี ให้แฟนๆได้แอบน้ำตาซึมได้เช่นกัน เอียนกับการใส่ประเด็นเหยียดเชื้อชาติเข้ามาแบบไร้รสนิยมมากๆ เหมือนจงใจ จงใจ แล้วก็จงใจ คือเอากันตรงๆทื่อๆ จีนด่าอเมริกา แล้วพยายามให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ แต่ก็ไม่ลืมที่จะอวยตัวเองรัวๆ ซึ่งโอเคมึงอาจถูกกระทำจริง ดูหนัง HD แต่คือมึงน่าจะมีคลาสในการด่าบ้าง นอบน้อมบ้าง นี่อะไร จีนมึงก็ชาตินิยม อยากขึ้นเป็นใหญ่จนตัวสั่นเหมือนกัน อารมณ์เหมือนเด็กทะเลาะกันในห้องเรียน แล้วทำตัวน่าสงสารให้ครูโอ๋ หนังหวงเฟยหง เมื่อยี่สิบปีก่อนยังด่าฝรั่งได้มีคลาสกว่าเยอะ ฉากบู๊ยังดูสนุกอยู่ แต่ไม่พีคแล้ว ประเด็นดราม่าพ่อลูกก็ละครหลังข่าวบ้านเราดีๆนี่แหละ จริงๆน่าจะบิดๆดัดๆให้มันไม่สูตรสำเร็จบ้างก็ดี เพราะมันเห็นซีนแนวๆนี้มาในหนังเป็นหมื่นๆเรื่องแล้ว เด็กถูกรังแกในโรงเรียน ยิปมันไปเห็นแล้วช่วย บังเอิญเป็นลูกสาวของคู่อริ แม่งเอ๊ย…นี่มันพี่คล้าวของน้องทองกวาวชัดๆ คือหนังถ้ามันดีทุกอย่างทั้งคิวบู๊ ดารา โปรดักชั่น แต่เลือกใช้ความง่ายของบท เขียนบทแบบเซฟโซนกันขนาดนี้มันก็น่าเบื่อและน่าเสียดาย กังฟูในหนังถูกยกมาเหยียดกันเองอีกต่างหาก เข้าใจว่านี่เป็นหนังมวยหย่งชุน แต่การเอาไท้เก๊กมากระทืบ เอาหมัดเสือ หมัดตั๊กแตน บาทานั่นนี่มาเป็นไม้ประดับให้คาราเต้กระทืบ แถมยังให้หย่งชุนที่เป็นมวยจีนด้วยกันกระทืบโชว์ มันก็เหมือนไม่ค่อยให้เกียรติกันเท่าไหร่ คือถ้าจะอวยมวยจีนกันจริงๆมึงต้องทะยานไปพร้อมกันเลย นี่อะไร อาจารย์มวยทุกคนดูโง่เง่าและกระจอกสิ้นดี เอามาให้ฝรั่งปู้ยี่ปู้ยำ คือมองในมุมของคนที่ชอบกังฟู ยังไงก็รู้สึกแปลกๆ แม้ในชีวิตจริงเราจะเห็นหลวงจีนหลงอี้ มาให้พี่บัวขาวกระทืบเล่นบนเวทีก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากังฟูแม่งคือสิ่งที่เราโตมากับมัน และแอบหงุดหงิดใจที่เห็น ไท้เก๊ก หรือ หมัดตั๊กแตน ถูกนำมาทำเหมือนไม้ประดับและตัวกระจอก ที่ขัดใจอีกอย่างตรงนี่มันหนังฮ่องกง ที่พูดถึงฮ่องกง และฮ่องกงก็ไม่ถูกกับจีนอยู่ตอนนี้ แต่ประเด็นในหนังเสือกเป็นเรื่องระหว่างจีนกับอเมริกา หนังถ่ายทอดสด เป็นหนังฮ่องกงที่อวยจีนรัวๆ และช่วงมีม็อบนี่อเมริกาก็อยู่ฝั่งฮ่องกง งงมั้ย? เออ กูก็งงเหมือนกัน เลยดูเป็นความผิดที่ผิดทางไปเสียหมด แต่ขัดใจสุดเห็นจะเป็นวัยของอาจารย์ยิปนี่แหละ ยิ่งดอนนี่ เยน แกไม่แก่ลงกว่าเดิมเท่าไหร่ ยิ่งขัดใจ คนอะไรรักษาสภาพตัวเองได้โคตรดี แต่ไม่เป็นผลดีกับหนังที่สร้างจากชีวิตจริง แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากมาย หนังก็น่าจะถูกใจคอหนังจีนกังฟูได้แหละ ไปดู

และเป็นอีกครั้งที่พากย์ไทยช่วยหนังไว้ได้ประมาณหนึ่ง อาจมีฮาผิดที่ผิดจังหวะไปบ้าง ตอนซึ้งๆมึงยังจะฮา แต่ยอมรับว่าฮาจริง โดยเฉพาะฉากแซวลุงป้อม จากเดิมที่จะให้ 6/10 แค่พอดูได้ แต่เพิ่มให้ 0.3 กับทีมพันธมิตร

Review ไทบ้าน x bnk48 (จากใจผู้สาวคนนี้)

เห็นบ่นกันเยอะ เลยเผื่อใจบ้าง แต่ลึกๆกูโคตรเชื่อมั่นทีม”เซิ้ง”

เลยว่ามันจะออกมาดี อาจไม่ไม่จักรวาลหลัก แต่เพราะจริตการทำหนังของทีมนี้มันค่อนข้างตรงกับรสนิยมส่วนตัว ก็เลยเผื่อใจไว้ 30% คืออีก 70% กูมั่นใจ แล้วก็เป็นตามนั้น ส่วนใหญ่คนที่บ่นนี่อาจมีข้อจำกัดเรื่องของภาษาด้วยแหละ เพราะมีศัพท์อีสานยากๆที่ลาวอย่างกูเก็ต แต่คนภาคอื่นๆอาจไม่เก็ต

ดูหนัง

มันเลยพาลให้ไม่โอเคกับหนัง การอ่านซับนี่มันดร็อปอารมณ์หนังได้เหมือนกันนะ คือเหมือนการดูหมอลำคณะเสียงอีสาน คนภาคอื่นอาจมองว่ามันตลกเพราะการแต่งเป็นคนแก่ของปอยฝ้าย การดัดเสียง การทำท่าทำทางต่างๆ แต่คนอีสานจะได้เปรียบกว่าตรงที่รับสาส์นความฮาได้เต็มๆมากกว่า เนื่องจากเป็นภาษาที่ใช้พูดใช้สื่อสารกันอยู่แล้ว อย่างคำว่า หมุ่นอุ้ยปุ้ย , มาตุ้มมาโฮม หรือแค่การไล่หมาให้ไปไกลๆ คนภาคอื่นอาจไม่เก็ตว่ามันตลกยังไง พาลทำให้ไม่ชอบหนังไปเลย แต่คนอีสานจะรู้ดีว่าการไล่หมาเขาจะร้อง เสะๆๆ เรื่องนี้หมาแม่งออกตลอดจนแทบจะเป็นนักแสดงสมทบหลัก ก้อง ห้วยไร่ เดอะ เบสต์ มาก!! MVP สัสๆ สนุกทุกซีน ทุกการเคลื่อนไหว คำพูดคำจาเก็บรายละเอียดกะเทยไทบ้านได้ทุกเม็ด เหมือนเก็บกดจากหนังห่วยๆเรื่องอื่นๆที่เล่นมา แล้วมาระเบิดฟอร์มกับเรื่องนี้ บทจะซึ้งก็ทำได้ไม่เลวเลย บทของเจ๊ก้องคือกะเทยไทบ้านที่เป็นนักร้องดังในเมืองกรุง เขาอยู่ในช่วงขาลง และเริ่มเปิดตัวว่าเป็นกะเทย คติประจำใจคือ “อย่าให้เสียงของคนอื่น มากลบเสียงในหัวใจของเรา” นั่นคือที่มาของการเริ่มเปิดๆให้คนรู้ว่ากูเป็นตุ๊ด ซึ่งบทนี้ถ้าวางน้ำหนักปูมหลังดีๆเชื่อว่ามันจะเป็นบทที่น่าจดจำมากกว่าการให้คนดูคาดหวังเสียงหัวเราะจาก ดูหนัง ก้อง ห้วยไร่ อย่างเดียว เอาจริงๆคือบทนี้เป็นการสวมทับชีวิตจริงที่บ้ามาก กล้ามาก เชื่อว่าคนอีสานตาสีตาสาที่ไม่ได้ตามวงการบันเทิงมากนัก รู้แค่ว่ามึงคือก้อง ห้วยไร่ ก็คงคิดกันไปไกลว่าก้อง ห้วยไร่ แกเป็นตุ๊ดจริงๆไปแล้ว ด้งเด้ง (จาลอด) รับหน้าที่เป็นผงชูรสในหนัง เป็นลูกหาบชั้นเยี่ยมของทั้งก้องและน้องๆbnkอีกที โดยมีบักมืด น้องชายตามทำแอสซิสต์ให้มาติดๆ รับส่งทำชิ่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ คือมุกคนอีสานเนี่ย ไม่ได้มีการ ปู ชง แล้วก็ตบ เหมือนๆตลกในเมืองเขาเล่นกันนะ มุกส่วนใหญ่จะเป็นการพูดเล่นพูดแซวพูดประชดด่าทอกันเสียมากกว่า มันมีความขบขันในตัวของมันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การให้จาลอดมันพูดแซวยายของมันแบบเล่นเอาล่อเอาเถิด อะไรประมาณนี้ แต่เอาจริงๆก็ดูเหงาๆโหวงๆเหมือนกันที่ข้างกายจาลอดไม่มีไอ้เซียงที่เป็นคู่หูระดับ ไมค์ กับ มาร์คัส ใน Bad Boys หนังจึงมีสภาพเป็นเหมือนภาคแยก American pie ที่มีแค่ สตีฟเลอร์ ที่ไร้เงาเพื่อนๆ (แต่ก็มีเพื่อนบางคนโผล่มาแจมซีนสองซีนให้หายคิดถึงอยู่เหมือนกัน) พูดถึงน้องๆ bnk อาจยังมีทื่อๆอยู่บ้าง น่าจะได้รับการบรีฟบทให้เล่นเป็นตัวเองให้มากที่สุด อย่าใช้แอ็คติ้งเหมือนเล่นหนังเล่นละคร เพราะตัวละครอย่างจาลอด บักมืด และ เจ๊ก้อง ไม่มีใครแอ็คติ้งมาแบบเล่นหนังเลย ทุกคนล้วนพูดจากันเหมือนๆกับที่พูดในชีวิตประจำวันนี่แหละ ไทบ้านมันเป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มจักรวาล ดังนั้นน้องๆ bnk ถ้ามาในแบบเล่นหนังเล่นละคร เชื่อว่ามันจะไม่เข้ากันอย่างแรง เด็กๆก็เลยเหมือนถูกตั้งกล้องให้เล่นเป็นตัวเองเหมือนๆที่น้องๆถูกตั้งกล้องในตู้ปลาให้คนดูนั่นแหละ แต่พอหลุดจากซีนที่ต้องเข้ากับเจ๊ก้อง หรือ จาลอด ไปเป็นการพูดคุยสนทนากันเอง ยังแอบมีหลุดแอ็คติ้งละครมาให้เห็นบ้าง ฉากน้องๆนอนปรับทุกข์กันในมุ้ง ถือว่าเกือบๆเป็นความหายนะ น้องเอาไม่อยู่ในฉากนี้จริงๆ ทั้งๆที่มันควรจะเป็นฉากที่ดีและสะเทือนใจกว่านี้ แต่กับซีนร้องไห้นี่พากันทำได้ดีนะ บางคนมีขี้มูกด้วย นี่ถ้าจ๊อบซังแกส่งทั้งน้องทั้งตัวเองไปเรียนแอ็คติ้ง หนังน่าจะออกมาเด็ดกว่านี้ นี่เป็นหนังที่เหมือนสวมทับเอาเรื่องราวในชีวิตจริง ชนิดที่ว่ากล้าดี เพราะมันพูดถึงการยอมรับสภาพขาลงและความเรื่องมากยุ่งยากของต้นสังกัดน้องๆ เหมือนทีมเซิ้งทำหนังหลอกด่า โปรแกรมหนัง bnk ของไทย แล้วทางจ๊อบซังก็หลอกด่าต้นสังกัดใหญ่ที่ญี่ปุ่นอีกที ด่ากันเป็นทอดๆ ถือว่าจ๊อบซัง ผู้บริหารใหญ่ของ bnk ยอมให้ทำอะไรแบบนี้ได้ก็นับว่าแทบไม่เชื่อสายตา ทั้งแนวทางของหนังที่เหมือนจ๊อบซังเองก็โดนเสียบไปด้วย แถมยังมีฉากปลัดขิกซึ่งไม่คิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในจักรวาล bnk ผู้กำกับรู้จักตีวัวกระทบคราด ใช้ความเป็นอีสานของตนเองบอกให้ทั้ง bnk และคนดูรู้ว่า ทุกวันนี้อีสานกูขายได้นะ ขนาดวงดนตรีพรีเมี่ยมจากในกรุงอย่าง bnk ยังมา X กับพวกกูเลย แต่พวกมึงก็ไม่เห็นค่ามันอยู่ดีเพราะมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ กลัวหลุดโทนคาวาอี้ของพวกมึง รู้สึกหนังกล้าดี แต่ยังไม่กล้าพอที่จะใช้คำว่า ช่างแม่ง!! มันเลยแค่เกือบๆสุดในส่วนของดราม่า คือเข้าใจเลยว่าข้อแม้ กฏเกณฑ์ที่จะทำงานร่วมกับ bnk เยอะมาก จนแอบๆมีแกว่งไปบ้างในช่วงท้ายๆของหนัง นี่คือภาพทับซ้อนในชีวิตจริงของหนังที่บอกอะไรๆเราได้หลายอย่าง บางคนอาจหงุดหงิดที่เห็นเพลงอีสานใน youtue มียอดวิวเป็นร้อยๆล้าน แต่เพลงของคนกรุงกลับยอดวิวไม่ขยับ นั่นเพราะพวกมึงเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากไปไง อย่างที่หนังมันย้ำตลอดนั่นแหละว่า “ข้างนอกนั่นมีอะไร ” ” มีสิ่งใหม่ๆไง ” ก็อีสานนี่แหละคือสิ่งใหม่ที่คนกรุงคนเมืองอย่างมึงต้องรับให้ได้ ถ้ามานั่งเหยียดกัน และคิดว่ามึงเก่งจริงก็ทำให้กูดูก่อน ทำให้ได้แบบกู แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แค่มา X กัน ก็แค่นั้น เดี๋ยวจัดให้เอง เดี๋ยวกูฉุดๆกันขึ้นมา มึงได้อะไรใหม่ๆ ได้ใจแฟนๆ

ส่วนพวกกูได้ความพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ต้องมีใครมาด่าว่าตลาดวัฒนธรรมอีสานเป็นตลาดล่างอีกแล้ว นี่แหละความจริงที่ทับซ้อนกับหนังอยู่ มันอาจโหดร้ายและไม่ตลกเลย ทั้งที่อันที่จริงแม่งเป็นอะไรที่โคตรตลก

Bad Boys for life (2020)

ตั้งแต่รู้ว่านี่ไม่ใช่หนังไมเคิล เบย์ อีกแล้ว ความคาดหวังก็ลดลงไปครึ่งนึง

เพราะแม่งจะมีใครเข้าใจไอ้คู่หูนี่เท่ากับผู้ให้กำเนิดอย่างเบย์อีกวะ แต่อย่างที่ไมค์ตะโกนใส่มาร์คัสอย่างสะใจตลอดสองภาคที่ผ่านมาคือ ” เออ…รถมึงต้องขับอย่างนี้” และ ” เออ…มึงต้องยิงอย่างนี้ ” เราก็จะขอเอาคำนั้นของไมค์มาใช้พูดกับสองผู้กำกับใหม่นี้เช่นกัน ” เออ…ทำหนังบู๊มึงต้องทำอย่างนี้”

ดูหนัง

เพราะอย่างน้อยๆโลกที่เต็มไปด้วยผู้กำกับหน้าใหม่ที่เอาหนังขึ้นหิ้งมาพังเล่นในรูปแบบของหนังภาคต่อ ไม่ว่าจะ Terminator , Die hard , Star wars ฯลฯ แม้กระทั่งหน้าเก่าอย่าง โรแลนด์ เอมเมอริช ก็ยังพัง ID4 หนังของตัวเองที่ปั้นมากับมือ แต่ก็ยังพอมีผู้กำกับหน้าใหม่ชั้นดีที่มาเพื่อทำหนังบูชา และ เติมเต็ม สิ่งที่คนเก่าทำเอาไว้ให้ดียิ่งขึ้น คือเหมือนเราเจอติ่งพันธุ์แท้ที่เข้าใจ Bad Boys ทุกซอกทุกมุมมาทำภาคต่อให้เรา ดูหนัง แถมยังมีวิสัยทัศน์ที่จะขยายจักรวาลราวกับหนังซูเปอร์ฮีโร่เข้าไปอีก ไม่ใช่ว่าไมค์มีพลังวิเศษ หรือ มาร์คัส หายตัวได้นะ เป็นยังไงมึงไปดูกันเองในโรง หนังคู่หูขวางนรก แม่งเริ่มจะไม่ใช่คู่หูอีกแล้ว เพราะฉากใหญ่บางฉากให้ความรู้สึกราวกับดู Avengers คือมีสายแทงค์ สายบุ๊น สายระวังหลัง สายอะไรต่อมิอะไรยังกะทีมฮีโร่ ในฐานะที่เป็นหนังบู๊ที่หยิบมาดูบ่อยที่สุด ขอกราบแทบเท้าผู้กำกับ Bilall Fallah และ Adil El Arbi คุณได้ฟื้นคืนชีพหนังเรื่องนี้ให้มีลมหายใจอีกครั้ง และคุณได้ทำให้เด็กคนหนึ่งกลับสู่ความมันส์ ความขบขันที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆให้เกิดขึ้นอีกหน เออ… หนังบู๊มึงต้องทำแบบนี้!!!!! และคนที่จะดูหนังเรื่องนี้ด้วยอาการยิ้มร่า และ แอบๆเขินไปพร้อมๆกันไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นไมเคิล เบย์ ผู้ปลุกปั้น Bad Boys มากับมือนั่นเอง เพราะตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง หนังแทบไม่ปล่อยให้คนดูได้พักหายใจ ฉากแอ็คชั่นวินาศสันตะโรที่มาพร้อมกับบทสนทนาห่ามๆมันส์ๆ มันลงตัวไปทุกอณู คือมีไม่บ่อยที่หนังสักเรื่องจะหยิบเอาความน้ำเน่า ครีเช่ สูตรสำเร็จละครหลังข่าว มาตบๆกลึงๆให้กลมกล่อมได้ขนาดนี้ หนังใช้ประโยชน์จากอะไรต่อมิอะไรที่ปูไว้จากภาคเก่าได้อย่างมีกึ๋น ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ไม่คิดว่าจะได้เจออีก และความสัมพันธ์ต่างๆนานา ซึ่งมันทำให้เราเหมือนย้อนกลับไปร่วมหัวเราะด้วยกันและเสียน้ำตาไปด้วยกัน ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่การได้กลับมาเจอความกลมเกลียวของเพื่อนเก่าแค่นี้ ต่อให้หนังมันจะห่วยหมาแค่ไหนกูก็พร้อมจะทำใจ ทว่านี่มันเสือกเป็นการกลับมาอีกครั้งในแบบที่ดียิ่งขึ้น แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เก๋ายิ่งขึ้น มันจึงกลายเป็นหนังภาคต่อที่เข้าขั้นดีที่สุดอีกเรื่องในดวงใจตั๋วร้อนไปแล้ว การให้คะแนนเต็มตีนนี่ถือว่ายังน้อยไป ฉากใหญ่บนท้องถนนขอบอกว่ามันสุดติ่งสุดตีนมากทั้งความฮาและความมันส์เพลิดเพลิน สำหรับแฟนเดนตายของ Bad Boys นี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อทวงบัลลังก์หนังบู๊คู่หูตำรวจ นี่ไม่ใช่แค่การต่อลมหายใจเพื่อเอาเงินคนดูแบบที่หนังภาคต่อบางเรื่องเป็น แต่นี่มันคือจุดเริ่มต้นของจักรวาลอีกหนึ่งที่เข้มขลังและอาจไม่ปล่อยให้แฟนๆรอคอยเป็นสิบๆปีอีกแล้ว ทีมแม่งปึ๊ก ทีมแม่งเจ๋ง มันคือหนังที่เล่นกับสังขารของคนจากโลกเก่า และ เว็บดูหนัง การทันยุคสมัย ในขณะเดียวกันมันก็พยายามคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของหนังแอ็คชั่นคู่หูตำรวจแบบเก่า เป็นการเขย่ารวมกันของสองยุคได้อย่างลงตัวและมีกึ๋น สัปดาห์นี้มีหนังที่ ต้องดูแน่ๆ หลายเรื่องชนกัน ไทบ้านฯ , ยิปมัน , หนังใหม่เฉินหลง แต่เชื่อไหมว่านี่จะขอประเดิมด้วย Bad Boys for life รอบสอง(พากย์ไทย)ก่อนให้เต็มอิ่ม

อาจมีรอบสามเลยด้วยซ้ำก่อนดูเรื่องอื่นๆที่ว่ามา หนังมีเซอร์ไพรส์หลายอย่าง และทุกๆอย่างมันคือการคาราวะ และเป็นการตบมุกที่เคยวางเรี่ยราดไว้มาตั้งแต่สองภาคแรก นี่ปรบมือจนแสบมือไปหมด

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น