ชิมูระเคน แห่งคู่หูคู่ฮา เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19

จำได้ว่าช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็ก ทุกๆบ่ายวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ใครจะมาชวนกูออกไปไหนเวลานั้นฝันไปเหอะ เพราะต้องตั้งหน้าตั้งตารอหน้าทีวี(ขาวดำ ใช่! ยุคนั้นจำได้ว่าบ้านยังไม่มีทีวีสี) รายการยอดฮิตจากแดนปลาดิบที่ดูแล้วต้องไปโม้กับเพื่อนโขมงโฉงเฉงคือ”คู่หูคู่ฮา”หรือ Fun TV with Kato-chan and Ken-chan คือก็ไม่รู้ว่าจะโม้เหม็นให้กันฟังทำไมในเมื่อมึงก็ดูเรื่องเดียวกัน

ดูหนัง HD

เคน ชิมุระ และ ชา คาโต้ คือคู่หูนักสืบเอกชนที่หน้าหม้อหน่อยๆ เพราะส่วนมากจะรับสืบคดีแปลกๆที่มีสาวๆมาไหว้วาน โดยรับคำสั่งจากบอสใหญ่ทางสายโทรศัพท์อีกที พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับทั้งผี ทั้งยากูซ่า เอเลี่ยน ฯลฯ ซึ่งก็จะมีมุกเสียดสี มุกหน้าตาย มุกบ้าๆบอๆตามเรื่องตามราว โดยที่แต่ละตอนจะจบลงด้วยความเอาล่อเอาเถิด ดูหนัง HD บางตอนถึงกับเลือดตกยางออกตาถลนออกนอกเบ้าก็มี บทสวดยอดฮิตคือ ” ไดโจบุได “ไดโจบุได อั๊วๆอั๋ว” มีอุปกรณ์ไม้สามแฉกคล้ายๆกลองไว้เคาะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองและเจ้าทุกข์ เสียงพากย์ของน้าต๋อย แซมเบ้ ที่พากย์เป็นลุงเคนยังคงติดหู จริงๆ คาโต้ อายุแก่กว่า เคน ถึง 7 ปี แต่ในเรื่องรับบทเป็นเพื่อนรักกัน ซีรี่ส์นี้โด่งดังในช่วงยุค 80-90 ช่อง 7 เอามาฉายบ่ายๆวันหยุด บางช่วงก็เอามาฉายเปลี่ยนเวลาเป็นตอนเย็นๆ ติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมืองโดยเฉพาะเด็กๆ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของ เคน กับ คาโต้ เริ่มจากที่พวกเขาเป็นสมาชิกวงดนตรี  The Drifters โดยลุงคาโต้เล่นกลอง และลุงเคนรับหน้าที่เป็นมือคีย์บอร์ด มีนักร้องนำอย่าง เคียว ซากาโมะโตะ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Sukiyaki ที่ไม่ใช่แค่ฮิตในญี่ปุ่น หนังออนไลน์ แต่มันโด่งดังไปทั่วโลก กาลเวลาผ่านไปในขณะที่เพื่อนๆแยกย้ายกันไปตามทางเดินตน รายการ”คู่หูคู่ฮา”ก็ปิดฉากลง ช่วงยุคต้นๆ 2000 ลุงเคนก็กลับมาดังอีกครั้งกับรายการ Tensai! Shimura Dōbutsuen หรือ “ขำกลิ้งลิงกับหมา” โดยรับหน้าที่ครีเอทและฝึกหมากับลิงอย่าง เจมส์ และ ปังคุง ชิมูระ เคน หรือชื่อจริงๆตามบัตรประชาชนคือ ยาซูโนริ ชิมูระ ถือเป็นสุดยอดบุคลากรประดับวงการบันเทิงญี่ปุ่นมาช้านาน

เมื่อสัปดาห์ก่อนลุงเคนถูกพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และเสียชีวิตแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ให้โรคร้ายโควิด-19 ของทั้งวงการบันเทิงญี่ปุ่น และของคนไทยที่เติบโตมากับละครของลุง

Video Archives จุดกำเนิดความบ้าของทาแรนติโน่

เมื่อคราที่ เควนติน ทาแรนติโน่ หวนคืนถิ่นเก่าที่เขาทำงานเป็นพนักงานร้าน VDO เช่า

มันชื่อร้าน Video Archives ตั้งอยู่แถว แมนฮัตตัน บีช แคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะขยับขยายย้ายไปที่ เฮอร์โมซ่า บีช ในยุคสมัยนั้นการใช้อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายนัก คลังความรู้เรื่องหนังมักพรั่งพรูออกจากปากพนักงานท่าทางกวนโอ๊ยอย่าง เควนติน เขาแนะนำหนังให้ลูกค้าไล่ตั้งแต่หนังตลาดจ๋า

ดูหนัง HD

ไปยันหนังที่แทบไม่มีคนรู้จัก เรียกได้ว่าเขาคือพจนานุกรมหนังฉบับเดินได้ และปากเหี้ยพอๆกับแม่ค้าในตลาด เขามักด่าพวกที่แยกแยะหนังจีน ฮ่องกง และ ญี่ปุ่น ไม่ออก ไม่ใช่เห็นผิวเหลืองตาตี่ๆมึงจะเหมาเป็นคนจีนไปซะหมดโว้ย Video Archives มีพนักงานเซียนหนังที่หาตัวจับยากอยู่สามสี่คนในขณะนั้น ทั้ง โรวแลนด์ วัฟฟอร์ด , เจอรัลด์ มาร์ติเนซ , สตีโว่ โพลยี่ , โรเจอร์ อวารี และเจ้าของร้านอย่าง ดูหนัง HD แลนซ์ ลอว์สัน นี่คือทีมแนะนำหนังที่แข็งแกร่งของร้านเช่า Video Archives เป็นจุดขายที่กวักมือเรียกลูกค้าเข้าร้านได้ดี เพราะการแข่งขันในยุคสมัยนั้นค่อนข้างสูง การมีพนักงานที่มีความรู้เรื่องหนังและบ้าหนังจริงๆมันได้เปรียบ มันเป็นยุครุ่งโรจน์ของเควนตินในฐานะคนบ้าหนังคนหนึ่ง ก่อนที่ เควนติน ทาแรนติโน่ จะนึกขึ้นได้ว่า แล้วกูจะยืนแนะนำหนังให้คนแล้วก็หยิบม้วนVDOใส่ถุงให้ลูกค้าไปวันๆเหรอวะ คิดได้ดังนั้นเขาจึงหายหัวไป ทิ้งร้าน Video Archives ไว้เบื้องหลัง แล้วเดินตามความฝันบ้าๆบอๆในการเป็นผู้กำกับหนัง ไม่นานนักเขากลับมายังร้าน แล้วบอกกับเพื่อนๆแก๊งเซียนหนังว่า “พวกนายต้องไปเล่นหนังให้ฉัน” หลังจากนั้นเพื่อนทั้ง 4 จากร้าน Video Archives ก็ได้ไปปรากฏตัวในหนังของ เควนตินกันถ้วนหน้า และไม่ใช่แค่เรื่องเดียว พวกเขาอยู่ในจักรวาลของเควนตินหลายๆเรื่องในบทเล็กๆด้วย ย้อนกลับไปเมื่อคราที่เควนตินทำ Reservoir Dogs สำเร็จ หนังถ่ายทอดสด เขากลับไปที่ร้าน Video Archives เพื่อจัดงานอีเว้นต์พูดคุยแจกลายเซ็นต์แด่แฟนๆตามคำขอร้องของ แลนซ์ ลอว์สัน เจ้าของร้าน Video Archives แต่ทว่ามันไม่ใช่สาขาเดิมที่แคบอุดอู้อีกแล้ว มันคือร้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม แต่มันช่างไร้มนต์ขลัง เควนตินนึกเสียดายที่ความสำเร็จไม่ได้ย้อนกลับไปที่ซอกเล็กๆของห้างที่ตั้งอยู่แมนฮัตตันบีช เขาอยากจัดงานแจกลายเซ็นต์ที่ร้านเก่ามากกว่า

แต่เขาก็รู้สึกดี เพราะเขาพานักแสดงอย่าง ทิม ร็อธ และ คริส เพนน์ มาแจกลายเซ็นต์ให้แฟนๆในร้านด้วย ลูกค้าประจำที่ร้านหลายคนจำเควนตินได้ เขาคือความภูมิใจของคนย่านนี้

Drive-In Theater อาจกลับมาช่วยพยุงธุรกิจโรงหนัง

ธุรกิจ Drive-In Theater หรือ จอดรถดูหนังกลางแปลง

นั้นเริ่มต้นจากการที่ ริชาร์ด เอ็ม.โฮลลิงชีด จูเนียร์ (Richard M. Hollingshead, Jr.) สงสารคุณแม่ที่ตัวอ้วนมากและไม่สามารถนั่งดูในโรงหนังได้ เขาเคยถูกขอร้องจากพนักงานขายตั๋วว่าต้องซื้อตั๋วสองที่นั่งคุณแม่จึงจะได้เข้าไปนั่งดู ความหงุดหงิดใจทำให้ริชาร์ดลุกขึ้นมาสร้างโรงหนังกลางแจ้งของตัวเอง

ดูหนัง

โดยใช้ผ้าใบขึงกับต้นไม้แล้วฉายหนัง โดยให้คุณแม่นั่งดูในรถที่จอดไว้หน้าจอหนัง หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็จดลิขสิทธิ์ แล้วพัฒนาเป็นธุรกิจ Drive-In Theater ในปี 1933 เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสส้นตีนโควิด-19 นี้ เห็นทีธุรกิจ  Drive-In Theater อาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนรักการดูหนัง เพราะมันสามารถเซฟให้เราปลอดภัย จากการปะปนกับคนที่เป็นพาหะไวรัสได้ แต่เดิมทีหนังที่ถูกนำมาฉายแบบ Drive-In Theater จะเป็น ดูหนัง เก่า หนังรัก คู่รักหนุ่มสาวมักพากันมาพลอดรักระหว่างดูหนังรักๆใคร่ๆ หรืออาจเป็นหนังเก่าในความทรงจำที่นำกลับมาฉายใหม่ในรูปแบบ Drive-In Theater จอหนังจะถูกกางไว้สูงมากๆเพื่อที่ว่าไอ้รถคันข้างหน้าจะได้ไม่บังคันข้างหลัง แต่อาจมีแนวโน้มสูงที่หนังใหม่ๆจะทยอยเข้าฉายในแบบ Drive-In Theater หากไวรัสยังคงระบาดหนักอยู่ เพราะสมัยก่อนบางคนอาจแค่ไปจอดรถพลอดรักกัน หรือบางคนอาจแค่หาที่จอดรถนอน ไม่ได้สนใจหนังบนจอเท่าไหร่ ระบบเสียงของหนังอาจไม่ได้ชัดเจนเหมือนดูในโรง แต่ในยุคปัจจุบันนั้นสามารถปล่อยคลื่นวิทยุเสียงส่งตรงไปยังรถ แบบที่ว่าเปิดแอร์เย็นฉ่ำดูในรถได้สบายด้วยระบบเสียงที่ดีพอๆกับในโรง ยิ่งยุคสมัยนี้มีระบบบลูทูธหรือลูกเล่นต่างๆที่รถสมัยใหม่มี ยิ่งทำให้ง่ายมากๆที่เราจะนั่งรับชมหนังบนจอได้แบบที่ไม่ทำให้อรรถรสลดลงเลย เห็นข่าวเกาหลีใต้เริ่มนำเอาแนวคิด Drive-In Theater กลับมาใช้ใหม่ พัฒนาระบบจัดการต่างๆให้ใกล้เคียงการดูหนังในโรงมากที่สุด ส่วนตัวคิดว่าเมืองไทยน่าทำบ้าง โปรแกรมหนัง ที่เกาหลีใต้ทำนั่นเพราะว่าปีๆหนึ่งเขาสร้างหนังกันเยอะมาก และหนังหลายๆเรื่องมันจำเป็นต้องฉาย ไม่มีอะไรหยุดเกาหลีใต้ได้ในเรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่สำหรับไทยเราอาจจะต้องนั่งถกเถียงกันเรื่องระเบียบวินัยกันนิดหนึ่งถ้าเกิดมีใครทำ Drive-In Theater กันจริงๆ แม่งไม่ใช่พอฉายหนัง Fast 9 แล้วเสือกอินตาม มันไม่เหยียบคันเร่งชนกันตายห่าหน้าจอหนังกันเลยเหรอ

พวกติดสติ๊กเกอร์ วัยรุ่นสร้างตัวหรือ พวกกระบะซิ่งติดสติ๊กเกอร์แม่งทั้งคัน ไรพวกนี้ แต่เอาจริงๆเป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ยากในเมืองไทย เพราะรถแม่งกำลังจะถูกยึดกันหมดแล้วอีชิบหาย ตกงาน เงินหมด กันทั้งบ้านทั้งเมือง

Dew (2019) ดิว ไปด้วยกันนะ

” ดิว ไปด้วยกันนะ ” คือชื่อหนัง แต่ถ้า “ดีล ไปด้วยกันนะ ” คือการดีลตกลงราคากับน้องเสร็จแล้ว และกำลังจะพาน้องเข้าโรงแรม

นี่อาจถือเป็นหนังส่วนตัวมากๆของผู้กำกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่เลือกหยิบเอาซีรี่ส์เกย์อย่าง Bungee Jumping of Their Own มาเขย่าซะใหม่ในสไตล์ตัวเอง โดยมีการสลับจาก หญิงกลับชาติมาเกิดเป็นเกย์ในซีรีส์เกาหลีเรื่องนั้น มาเป็นเกย์กลับชาติมาเกิดเป็นหญิง ซึ่งอาจเป็นได้ว่าผู้กำกับเอง

ดูหนัง

ก็ต้องการล้างปมของตัวเองไปด้วย เข้าทำนองว่า กูควรจะเกิดเป็นผู้หญิงแบบในหนังเรื่องนี้นะ พวกมึงจะได้ไม่มองกูแปลกแยก เห็นได้จากการใส่ประเด็นแรงๆเกี่ยวกับการเหยียดเพศในช่วงครึ่งแรกของหนัง อย่างที่กะเทยเด็กเกือบทุกคนชอบพร่ำขอหน้ากระจกในห้องน้ำว่า “ชาติหน้าฉันใดขอให้เราเกิดมาเป็นผู้หญิง” นั่นแหละ ดูหนัง เมื่อดูจบแล้วหนังยังติดในหัวจนแกะไม่ออกนี่ถือว่ามะเดี่ยวแกทำสำเร็จกับกูไปอีกเรื่องแล้ว ยอมรับตามตรงว่าไม่ค่อยถูกโรคกับหนังเกย์เท่าไหร่ ไม่ใช่ในเชิงเหยียด แต่เพราะกูไม่ได้อินกับความรักแบบชายรักชาย กูเข้าไม่ถึง เลยดูหนังแนวๆนี้ไม่ค่อยอิน ได้ออสก้าร์ ได้รางวี่รางวัลกันมาหลายๆเรื่องนี่ก็ไม่ค่อยอิน เหมือนๆที่กูไม่อินกับแกงใต้นั่นแหละ คือกินได้ แต่ขอเลือกเป็นเมนูท้ายๆละกัน ต้องทำความเข้าใจก่อนนะว่าอาการนี้ไม่ใช่ความเหยียดแต่อย่างใด ปรกติจะชอบหนัง มะเดี่ยว ชูเกียรติ อยู่แล้ว และยกให้ “รักแห่งสยาม” เป็นหนึ่งในหนังเกย์ที่กูอินมากๆ เพราะแม่งไม่ใช่หนังเกย์ประโลมโลกกอดรัดฟัดเหวี่ยง เอาแรงเข้าว่า แต่มันมีเรื่องราวของครอบครัวเข้ามาแทรกด้วย มันเป็นหนังที่ทั้งงดงามและเจ็บปวด ยิ้มทั้งน้ำตาที่แท้จริง มะเดี่ยว กลับมาในหนังเกย์อีกครั้ง กูก็ไม่ได้ไปดูในโรงอยู่ดี ขนาดชอบผู้กำกับจะตาย เพราะความหน้าหนังHee ของกูแท้ๆที่ไม่ค่อยถูกโรคกับหนังแนวชายรักชาย จะอินแต่กับหนังชายหญิงรักกัน จนกระทั่งแอบลองดูใน Netflix ปรากฏว่ายาวเลย กะจะดูแป๊บๆเห็นเขาบอกว่าหนังดี แต่บางคนก็แอนตี้ชิบหาย เพราะเนื้อเรื่องมีความ วอท เดอะ ฟัค ไม่ค่อยเมคเซ้นส์อยู่เยอะมาก กูอยู่ในฝั่งชอบ อาจเพราะในครึ่งหลังมันถูกสะสางในรูปแบบหนังชายรักหญิงโดยมีความเกย์ซุกซ่อนอยู่ เลยตบให้กูกลับมาอินได้ แบบอินหนักๆเลย ยิ่งโดยเฉพาะมันเน้นเรื่องความผิดบาปในรูปแบบอื่นที่ร้ายแรงกว่าการที่ชายรักชายหลายร้อยเท่า คือเหมือนหนังจงใจเล่นกับด้านมืดในตัวเราชัดเจนว่า ถ้ามึงเพิกเฉยกับความผิดบาปในครึ่งหลังของหนังแล้วมองว่ามันเป็นเรื่องง่ายมากที่สองคนนี้จะอยู่กินกันสบายๆแบบไม่ต้องแคร์ใคร นั่นแหละคือมึงกำลังเห็น เว็บดูหนัง ชอบกับการทำร้ายทำลายคนรอบกายสองคนนี้อยู่ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ผิดอะไรเลย ซึ่งความรักผิดบาปผิดยุคสมัยในครึ่งแรกกลายเป็นประเด็นขี้ปะติ๋วไปเลยถ้าเทียบกับครึ่งหลัง มีคนบ่นกันเยอะมากว่าพระเอกนางเอกไม่เห็นจำเป็นต้องตัดสินใจแบบนั้นเลย หรือในประเด็นการกลับชาติมาเกิด หนังก็ไม่ได้มีฉากที่เคลียร์เลยว่ามึงเชื่อได้ยังไง

ว่าเป็นดิวที่กลับชาติมาเกิดเป็นหลิว อันนี้ถือว่าไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน และมันเหี้ยตรงที่กูเสือกมองว่าการอยู่กินกับเด็กรุ่นลูกมันเป็นสิ่งที่ทำได้สบายๆแบบไม่ต้องรู้สึกผิดกับใครนี่สิ

Lui Kang จาก Mortal combat

นี่แม่งเป็นพระเอกที่อาภัพที่สุดตลอดกาล

โดนตัวประกอบพากันรุมแย่งซีนหมด โดยเฉพาะไอ้ซับซีโร่ กับไอ้สกอร์เปี้ยน เพราะคนดูจดจำฉากดวลกันของไอ้สองนินจานั่นได้มากกว่าพระเอกที่ตีลังกาไปมาเสียอีก ถึงขั้นที่ว่าในหนังตัวอย่างที่ปล่อยมาในตอนนั้นแม่งยังเน้นแต่ฉากไอ้สองนินจานี่ แล้วรู้ไหมว่าหนังชุดนี้มาถ่ายที่ไทย แล้วมีคดีความกันไปใหญ่โต

หนัง HD

ช่วงนั้นเพราะไปปักหลักถ่ายกันที่วัดพระศรีสรรเพชญ์  แล้วก็บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ ช่วงนั้นเห่อกันมาก หนังฝรั่งมาถ่ายไทย สร้างรายได้ให้คนพื้นที่ สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก  มามีคดีตอนมันยกกองกลับนี่แหละ กองถ่ายแม่งสร้างความเสียหายกับโบราณสถาน ทิ้งซากเอฟเฟก ฉาก ไว้จนเกลื่อนมืองเก่าแล้วชาวบ้านไม่พอใจ หนัง HD จนเกิดดราม่ากันไป เป็นยุคที่โลกยังไม่รู้จัก จา พนม ตอนนั้นจาแกเป็นตัวประกอบในหนังในละครต่างๆอยู่เลย(เป็นสตั๊นท์ให้ เจมส์ เรืองศักดิ์ ใน อินทรีแดง และ แก๊งกระแทกก๊วนฯ) จาตีลังกาเก่งมาก ท่าสวยท่ายากแกทำได้หมด หุ่นก็พอๆกับพระเอกโรบิน ชู ผู้รับบท  Liu Kang เขาเลยให้จา พนม มาเป็นสแตนอินให้โรบิน ชู ทั้งเรื่อง  ความอาภัพของ Liu Kang นี่เหี้ยสุดก็ตรงเป็นพระเอกมาตัังแต่แรก แต่ในเกมภาคหลังๆมานี่เสือกโดนเขียนบทให้เป็นตัวร้าย ดูหนังผ่านเน็ต เหี้ยกว่าหยำฉาใน Dragonball ก็ Liu Kang คนยากเนี่ยแหละ หนัง Mortal kombat เห็นแม่งอย่างนี้ ลงทุนแค่ 20 ล้านเหรียญ แต่ฟาดรายได้ไป 122 ล้านเน้นๆจนมีภาคต่อที่ห่วยกว่าภาคแรกหลายเท่าออกมา แต่ภาคแรกก็ใช่ว่าจะดีเด่อะไรนะ

ที่น่าตกใจคือทุกวันนี้มันมีแฟนเดนตายของหนังเรื่องนี้อยู่ แบบคลั่งมาก แต่งคอสเพลย์นั่นนี่ ตามรอยมาถ่ายรูปที่โลเกชั่นในอยุธยากันพรึ่บ และเพลงประกอบแม่งยังเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ โคตรเร้าใจ

ดีแตก หนังที่ต่อจิ๊กซอว์ แล้วใช้ตีนเหยียบไม่เหลือชิ้นดี

จำได้ว่ากูเกลียดตอนจบมากๆ ตอนได้ดูครั้งแรกๆ เป็นความดาร์คที่หาไม่ได้ในหนังแนวๆไขว้คว้าฝันที่กำกับโดยลุงอังเคิล

ถ้าหนังตระกูล ซึม+ปลื้ม มันสามารถสร้างเป้าหมายให้วัยรุ่นยุคนั้นลุกขึ้นมาเติมไฟฝัน “ดีแตก” ก็ตรงตามชื่อของหนังเลยคือ งั้นกูขอฉุดมึงลงมาสู่โลกความเป็นจริงบ้าง ไอ้การที่พระเอกไปช่วยนางเอกที่ถูกจับตัวได้ทันเวลาโดยที่นางเอกไม่โดนแม้แต่จับนม เหมือนหนัง+ละครไทยเรื่องอื่นๆที่เห็นชินตา นั่นน่ะไม่ใช่สำหรับ “ดีแตก”

หนัง HD

แต่ก่อนจะตบกบาลคนดูในช่วงท้ายของหนัง ดีแตกถือว่าก่อร่างสร้างเรื่องราวได้เป็นอย่างดี เป็นความจริงที่ควบคู่ไปกับความฝัน พี่ชายอย่างวุฒิ คือฝั่งที่ยืนอยู่บนความเป็นจริง / ส่วนวิทย์น้องชายนั้นยังคงติดอยู่กับวังวนของความฝัน หนังไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด ทั้งคู่ล้วนมีเหตุและผลของตนเอง คนหนึ่งพยายามใช้ความเป็นจริงปกป้องน้องชาย หนัง HD ส่วนน้องชายนั้นลึกๆแล้วเรามองออกว่าวิทย์อยากโด่งดังร่ำรวยเพื่อที่ว่าในภายภาคหน้าพี่ชายจะได้ไม่ต้องซ่อมรถเนื้อตัวมอมแมมอีกต่อไป ต่างฝ่ายต่างมีเจตนาปกป้องกันและกัน แม้กระทั่งในแง่ของความรักเองก็ตามที บ่อยครั้งที่วุฒิบกพร่องในเรื่องของการทำหน้าที่คนรัก แต่เขาต้องทำเพื่อที่ว่าในอนาคตเขากับจ๋าจะได้ไม่ต้องลำบากลำบน มันคือการปกป้องคนรักในแบบฉบับคนที่โตแล้ว / แต่วิทย์เลือกปกป้องคนที่ตนรักด้วยความเพ้อฝัน เขาแทบไม่มีอะไรเป็นหลักประกันในความรักเลยนอกเสียจากการพาจ๋าเที่ยว ปลอบโยนจ๋า และซื้อของให้ นี่เองที่หนังแหกสูตรหนังหรือละครไทยด้วยกันให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริงอันโหดร้าย การที่บทหนังให้จ๋ายังเลือกฝั่งที่ปกป้องเธอด้วยความเป็นจริง นี่แหละคือสิ่งที่หนังต้องการจะบอกคนดูว่า หยุดเพ้อฝันซักแป๊บ ตัวละครในหนังมีเจ็บมีตาย นางเอกแท้ๆก็มีโดนผู้ร้ายเอาได้เหมือนกัน มันจึงเป็นหนังที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและซื่อสัตย์กับคนดูแบบตรงไปตรงมาที่สุดแล้วในยุคนั้น จำได้ว่ามีคนเกลียดหนังเรื่องนี้มากพอๆกับชอบ เกลียดในที่นี้คือไม่ใช่หนังไม่ดี แต่เกลียดในความที่มันเหมือนต่อจิ๊กซอว์มาเป็นอย่างดี เพื่อที่สุดท้ายแล้วลุงอังเคิลจะใช้ตีนขยี้ให้แผงจิ๊กซอว์นั้นแหลกคาตีน แล้วตะโกนใส่หน้าคนดูว่า ต่อใหม่เอาสิวะ โลกความเป็นจริงถ้าอะไรมันพังทลายก็ต่อเอาใหม่ ซ่อมเอาใหม่ รู้สึกแย่กับหนังเรื่องนี้ก็ไปหาเรื่องใหม่มาซ่อมความรู้สึกเอาสิ ก็กูอยากทำอย่างนี้ อาชีพในหนังของวุฒิคือช่างซ่อมรถ แม้จะดูเป็นอาชีพจริงๆจังๆมากกว่าการเป็นนักดนตรีของวิทย์ แต่หากมองให้ลึกแล้ว ช่างซ่อมรถเองก็หากินกับความฝันของคนเหมือนกัน คือลูกค้าทุกๆคนก็ฝันอยากได้รถที่มีสภาพดีดังเดิม และมันเป็นความใฝ่ฝันที่จับต้องได้จริง ชีวิตของวุฒิแม้จะดูไม่เท่เท่าวิทย์ แต่เขาเกิดมาเพื่อปกป้องทุกสิ่งอย่างทั้งครอบครัว ทั้งรถ ทั้งคนรัก สิ่งเดียวที่เขาทุบทำลายก็มีแค่กีต้าร์โปร่งของวิทย์ตัวนั้นแหละ หนังใช้เวลาราว 20 นาทีท้าย พังความรู้สึกคนดูทุกอย่าง ทั้งในเรื่องของคุณความดีไม่ช่วยอะไร ในเรื่องของความใฝ่ฝัน อันเกี่ยวโยงไปถึงผลงานเรื่องก่อนหน้าของลุงอังเคิล หรือแม้กระทั่งในเรื่องการสร้างบาดแผลในจิตใจให้จ๋า นางเอกของเรื่อง คือเหมือนเป็นหนังที่แหกขนบ ตบหัวคนดูอย่างใจร้าย และในขณะเดียวกันมันก็สั่งสอนให้คนดูระแวดระวังการใช้ชีวิตได้ดีเหมือนกัน ความเหี้ยในสังคมมันมีทุกที่ ถึงแม้ไอ้วิทย์จะไม่ได้ไปกวนตีนขาใหญ่ในโต๊ะสนุ๊ก เรื่องก็มาถึงตัวพวกมันอยู่ดีเพราะป้าของจ๋าไม่ยอมขายที่ให้เสี่ยผู้มีอิทธิพล แม้หนังจะใจร้ายกับคนดูเพียงไรก็ตาม หนังก็ไม่ได้บอกว่าใครถูกหรือผิดระหว่าง วุฒิ กับ วิทย์ แต่หนังตั้งใจโยนความผิดให้คนชั่วในสังคม ลงโทษคนเลวให้คนดูเห็น นี่แหละคือสิ่งที่พอจะเยียวยาจิตใจหลังดูหนังเรื่องนี้จบได้นั่นคือการเห็นความพังพินาศของคนชั่ว นี่ถ้าลุงอังเคิลเลือกให้คนชั่วไม่โดนลงโทษ ไม่รู้ว่ากูจะเกลียดตอนจบเรื่องนี้แค่ไหน แต่คิดเล่นๆถ้าทำแบบนั้นจริงๆ “ดีแตก” มันจะเป็นตำนานความดาร์คของหนังไทยมากกว่าที่เป็น เว็บสตรีมหนัง พอโตขึ้นแล้วตกผลึกทางความคิดได้ กูค้นพบว่านี่คือตอนจบของหนังไทยที่จริงใจที่สุดเรื่องหนึ่งบนโลกภาพยนตร์ แม้ว่ามันจะพังความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม แต่ชื่อหนังมันก็บอกอยู่ตรงๆตัวอยู่แล้วว่า “ดีแตก” และถึงแม้ว่ามันจะจบได้ตรงและดีสักแค่ไหนก็ตาม กูยังจำความรู้สึกตอนดูครั้งแรกได้อยู่ดีคือ “เกลียดตอนจบมากกกกก!!!!” กูมันสายอ่อนไหว ต้องให้เควนตินฆ่าฮิตเลอร์แบบโหดๆ

ให้ดูเพื่อปลอบโยนชาวยิว , ต้องให้เควนตินกระทืบฮิปปี้ให้ดูเพื่อปลอบใจชารอน เท็ต กับลูกในท้องบนสรวงสวรรค์ แต่เจอความดาร์คของลุงอังเคิลเข้าไป กูยอมแพ้เลย ใช่คนเดียวกับที่ทำ ปลื้ม+ซึมฯ แน่เหรอวะ

Atom เคยจะเป็นหุ่นที่มีชีวิต แต่ถูกตัดออก

มีคนไม่น้อยเลย ที่รอคอยการกลับมาของเจ้าหุ่นกระป๋อง Atom ใน Real Steel ภาคต่อ

ที่แน่นอนว่ายังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้แน่ ส่วนหนึ่งเพราะการเติบโตเป็นหนุ่มของอดีตนักแสดงเด็กอย่าง ดาโกต้า โกโย่ ที่พอโตขึ้นมาไหงมึงหน้าตาไม่น่าเอ็นดูเหมือนเดิมเลย จริงๆจะเอาคนใหม่มาแสดงเป็น แม็กซ์ ในวัยที่โตขึ้นก็ย่อมได้ แต่แหม มันก็ดูโหดร้ายเกินไป ฝรั่งมังค่าเขาให้ความสำคัญเรื่องเกียรติ

ดูหนัง HD

ภาคต่อของหนังจึงอาจจะมีแนวโน้มว่าเป็นเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของเจ้า Atom กับเจ้าของคนใหม่ ซึ่งแม่งก็ไม่เข้ากับแผนการตลาดอยู่ดีเพราะที่ขายควบคู่กันไปกับ CG หุ่นตีมวยขั้นเทพก็คือ ฮิวจ์ แจ็คแมน นี่แหละ ในเมื่อต้องพึ่งพาลุงวูล์ฟ ไอ้หนูดาโกต้า โกโย่ ก็สมควรกลับมาด้วย มันเลยเป็นโปรเจ็คคั่งค้างคาใจของทั้งผู้สร้างและแฟนๆที่รอคอย หนังเป็นผลงานการกำกับของ ชอว์น เลวี่ย์ ผู้ที่กำลังโด่งดังจาก ดูหนัง HD ซีรี่ส์ Stranger Things แต่ก่อนหน้านั้นก็เป็นเขานี่แหละที่ปลุกชีพสิ่งมีชีวิตในพิพิธภัณฑ์ Night at the Museum เขาคือคนหนึ่งที่แม่นกับการพาตัวละครเด็กๆกระโจนสู่การผจญภัยเหนือจินตนาการ จะเรียกได้ว่าเขาคือร่างเงาของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็ไม่ผิดจากนี้สักเท่าไหร่ เพราะสปีลเบิร์กคือคนที่ปลุกปั้น Real Steel มาพร้อมๆกับเขาในฐานะโปรดิวเซอร์ มีบางฉากใน Real Steel ที่ชอว์นถ่ายทำขึ้นแบบลับๆในเรื่องที่ว่าจะทำให้ Atom กลายเป็นหุ่นที่มีจิตใจ มันเป็นหุ่นที่มีความแตกต่างจากหุ่นนักสู้ตัวอื่นๆ เป็นฉากเจ้า Atom มองไปยังกระจกแล้วมันก็เคลื่อนไหวได้เอง เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่จะต้องเรียกความประทับใจของคนดูได้แน่นอนตามแบบฉบับหนังดีสนี่ย์เทพนิยาย และดูเหมือนสปีลเบิร์กเองก็ชอบไอเดียอันนี้ ทว่าฉากเหล่านี้ก็ต้องถูกตัดออกไปในดราฟต์สุดท้าย นั่นเพราะมันถูกมองแบบภาพรวมกว้างๆว่า เป็นอะไรที่เพ้อเจ้อเกินจำเป็น แม้ว่ามันจะถูกถ่ายทำออกมาเป็นอย่างดีมีการอธิบายเหตุและผลแบบชัดเจนก็ตาม จะสังเกตได้ว่าในหนังฉบับจริงแม่งก็เกือบๆจะมีชีวิตแล้วล่ะสำหรับเจ้า Atom คือรู้เลยว่ามีการตัดฉากเพ้อเจ้อออก เมื่อแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ตกไป หนังเลยกลับมาเข้าที่เข้าทางตามแบบฉบับ Real Steel อีกครั้ง มันจึงเป็นที่มาของฉากท้ายๆนั่นคือระบบบังคับของเจ้า Atom ชำรุด เหลือเพียงระบบเลียนแบบปฏิกริยาของคนคล้ายๆกระจกเงา บทชาร์ลีของ ฮิวจ์ แจ็คแมน จึงได้มีซีนในฉากไคลแม็กซ์แทน นั่นคือชาร์ลีต้องต่อยมวยจริงๆให้ Atom เลียนแบบท่าทางในการชกเพื่อโค่นล้ม Zeus หุ่นของตัวร้ายให้จงได้ มันคือไอเดียสุดท้ายที่เข้าท่าที่สุดแล้วจริงๆ หนังออนไลน์ หากใครเคยได้ดูก็คงรู้สึกแบบเดียวกันว่ามันเหมาะเจาะยิ่งกว่าเลือกให้ Atom มันมีชีวิตแล้วต่อยมวยเอง สำหรับภาคต่อของ Real Steel ถ้าเกิดขึ้นจริงก็น่าจะอีกนานโขเลย เพราะช่วงนี้ขนาดโปรเจ็คแถวหน้าอย่างพวกหนังฮีโร่ หรือหนังทุนยักษ์ภาคต่อก็มีอันต้องเลื่อนถ่ายไปตามๆกัน แต่ในส่วนของ Real Steel หนังที่พอทำกำไรบ้าง แต่ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่ Disney คาดการณ์ (ทุน 100 ล้าน รายได้ 300 ล้าน และขายดีมาก

ในการออกเป็น DVD และ Blu-ray) ก็เลยกลายเป็นโปรฌจ็คที่แอบๆมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันแม้จะไม่มีวิกฤติไวรัสโควิด-19ก็เหอะ แบบนี้แฟนๆที่รอคอยก็ต้องนอนรอจนติดโควิดตายกันไปข้างนั่นแหละ

ยัยตัวร้ายกับเจ้าชาย ไม่ชอบอยู่บ้าน

หลังจากที่เธอ อ้วกใส่วิกผมบนหัวของตาลุงหัวล้าน ในรถไฟใต้ดินวันนั้นเป็นต้นมา

ไม่มีใครไม่หลงรักเธอ เธอผู้มีชื่อไทยของหนังเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับที่ เฉินหลง มีคำว่า”ฟัด” โจวซิงฉือ มีคำว่า”คนเล็ก” หรือ อาร์โนลด์ ชวาเซเน็กเกอร์ มีคำว่า “คนเหล็ก” ตอนโกอินเตอร์เล่นหนังฝรั่งมีคนแอบๆเชียร์ให้เธอเล่นหนังประกบกับ อาร์โนลด์ , เฉินหลง , และ จูเลีย โรเบิร์ต

ดูหนัง HD

ชื่อหนังภาษาไทยจะได้ตั้งว่า ” คนเหล็กฟัดยัยตัวร้ายให้บานฉ่ำ ” มุกนี้ยังใช้ได้ผลบนเวทีตลกและในวงเหล้า ทุกครั้งที่มีคนเปิดประเด็นขึ้นมา มันมักมาพร้อมการฮาหงายท้องไปตามๆกัน ในบ้านเราแรกเริ่มเดิมที เธอคือ “จวนจีฮุน” เรายังไม่คุ้นเคยกับหนังเกาหลีกันมากนัก เพราะประเทศเขาเพิ่งเริ่มเปิด และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในโลก คนไทยพากันสับสนว่าสรุป My sassy girl มึงเป็นหนังจีน ดูหนัง HD หนังฮ่องกง หรือ หนังญี่ปุ่น เพราะสำเนียงไม่คุ้นเลย มีแต่หน้าตาที่จะจีนก็ไม่จีน จะอาโนเนะแบบญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ จวบจนกระทั่งหนังลงเป็นแผ่น VCD แล้ว เด็กร้านเช่าหนังยังวางแผ่นบนชั้นผิดที่ผิดทางกันบ่อยๆ บางคนเอาไปเรียงรวมกับหนังจีน บางคนเอาไปเรียงรวมกับหนังญี่ปุ่น จนโดนผู้จัดการร้านหรือเจ้าของร้านด่าเอาบ่อยๆว่านี่มันหนังเกาหลีโว้ย ยุคนั้นคนทั่วไปถ้าไม่ใช่สายดูหนังลึกๆจริงๆ คำว่า”หนังเกาหลี” เป็นอะไรที่ไกลตัวคนไทยมากๆ แต่ดูเดี๋ยวนี้สิ เผลอแป๊บเดียว เวลาไม่ถึงยี่สิบปี เกาหลีแม่งได้ออสก้าร์ไปแล้ว หลังจากนั้น “จวนจีฮุน” นางเอกเกาหลีที่เปิดซิงหัวใจชายไทยทั้งปวงให้โงหัวไม่ขึ้นกับหนังจากแดนกิมจิ ก็เริ่มมีคนรู้จักเธอมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญภาษาเกาหลีบอก ชื่อเธอไม่ได้อ่านว่า “จวนจีฮุน” แต่ออกเสียงเป็น ” จอนจีฮยอน ” ทุกวันนี้เธอเลยกลายเป็นคนสองชื่อในประเทศไทย รุ่นใหม่ๆหน่อยก็จะเรียกเธอว่า  ” จอนจีฮยอน ” แต่ถ้าแก่ๆหน่อยก็จะเรียกชื่อเดิม หรือไม่ก็เรีก”อียัยตัวร้าย”แทน แม้จะมีนางเอกคลื่นลูกใหม่โผล่มาไม่เว้นแต่ละวันจนหมอศัลยกรรมแทบไม่ว่างเว้นจากการสวมใส่ชุดผ่าตัด แต่ชื่อ “จอนจีฮยอน” ก็ยังคงมาเป็นอันดับต้นๆเสมอ เรียกได้ว่าถ้าเธอตัดสินใจรับงานเมื่อไหร่ จะใช้คำว่า “แม่มา” ได้แบบเต็มปาก เพราะเธอคือนางเอกที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารทั้งปวงในบรรดานางเอกด้วยกัน “จอนจีฮยอน”ในวันที่มีลูกสองคนตามต้อยๆ พร้อมกับผัวที่รวยระดับมหาเศรษฐี การกลับมารับงานแสดงแต่ละทีนั้นย่อมไม่ธรรมดา อันที่จริงคนมักเข้าใจผิดว่าเธอเคยโกฮอลลีวู้ดมาแล้ว แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะ Blood: The Last Vampire หนังสร้างจากอนิเมะที่เธอแสดงนั้นทำภายใต้สตูดิโอฝรั่งเศสและฮ่องกงรวมทุนสร้าง การที่จะได้เห็นเธอโดนคนเหล็กฟัดจนบานฉ่ำนั้นยังเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เพราะคนละสาย หนังฝรั่งเศสคือฝรั่งเศส ในวัยย่างสี่สิบ แต่หนังหน้าเธอราวกับยังแค่ยี่สิบต้นๆ เธอสามารถลงมาตบตีกับน้องๆในวงการเพื่อแย่งชิงบทนางเอกได้สบายๆ แต่ทว่าการลงมาเล่นหนังเล่นละครแต่ละทีของเธอนั้นไม่ง่ายเลย หนังถ่ายทอดสด เนื่องจากครอบครัวสามีอยากให้เธอทุ่มเทกับการเป็นแม่บ้านไฮโซมากกว่าจะมาแสดงหนังที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกพระเอกดูดปากแทบทุกเรื่อง หนังแอ็คชั่นจึงเป็นเพียงหนทางเดียวที่เธอจะได้เคาะสนิมการแสดงโดยที่แม่ผัวไม่มองค้อนใส่เธอ แบบที่ว่าเน้นฆ่ากัน ไม่เน้นจูบ นั่นแหละยุคหลังๆเราจึงได้เห็น”จอนจีฮยอน”มาในมาดนางเอกสุดห้าวขาลุยในหนังแอ็คชั่นเสมอๆ

ทั้งที่จริงๆอุปนิสัยของเธอคือสาวหวาน และเธออยากเล่นหนังเล่นซีรี่ส์แนวหวานแหววมากกว่า คนจึงกลายเป็นติดภาพเธอในมาดสาวห้าวร้ายนิดๆแบบในหนังยัยตัวร้าย My sassy girl นั่นแหละ

เจ็ต ลี / ดอนนี่ เยน และบุคลิกของดาราจีนในยุครุ่งเรือง

หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เจ็ท ลี นั้นเคยรับบทเป็นทั้งพ่อและลูกมาแล้ว

โดยแกรับบท หวงฉีอิง พ่อบังเกิดเกล้าแท้ๆของ หวงเฟยหง แล้วแกก็มารับบท หวงเฟยหง ลูกชายอีกในหนัง หวงเฟยหง อีกหลายๆภาค อีกคนที่เคยรับบท หวงฉีอิง พ่อของ หวงเฟยหง คือ ดอนนี่ เยน หรือ เจิ้นจื่อตัน ในหนัง Iron Monkey มังกรเหล็กตัน ซึ่งจากชื่อหนังภาษาอังกฤษแล้ว

ดูหนัง

กูคิดว่าชื่อภาษาไทยนี่ตอแหลคนดูเป็นอย่างมาก เท้าความเดิมไปในอดีต ที่ ดอนนี่ เยน แกไม่ดังมากเท่าที่ควรทั้งๆที่ฝีไม้ลายส้นตีนก็ไม่เป็นสองรองใครในยุคๆหนึ่งก็เพราะแกอยู่ในร่มเงาของ หลี่เลียนเจี๋ย นี่แหละ บุคลิกขรึมๆตรงๆก็ต้องยกให้เฮียหลี่แกแหละตอนนั้น แม้ เจิ้นจื่อตัน จะมีผลงานให้ได้เห็นอยู่บ้าง ก็ไม่ได้แปลว่าแกจะลบภาพ ดูหนัง ฮีโร่ของคนยุคนั้นจาก หลี่เหลียนเจี๋ย ลงไปได้ ด้วยเพราะเฮียหลี่แกคือนักวูซูทีมชาติด้วยไง แกจึงเป็นเหมือนฮีโร่ของคนจีนในสมัยนั้น(ในสมัยนี้ก็ยังเป็นอยู่) ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เฮียดอนนี่ แกไม่ดังอย่างที่ควรจะเป็น เพราะบุคลิกซ้ำกับเฮียหลี่นั่นเอง อีกเรื่องที่สองคนนี้เคยเล่นบทเดียวกันคือบท เฉินเจิน ในหนัง ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง ทั้งหนังใหญ่ และ ในรูปแบบละคร แล้วที่น่าตลกคือ สองคนนี้เคยปะทะกันบ้างในหนังนะ เช่น หวงเฟยหง 2 แล้วก็ Hero ของจางอี้โหมว จนกระทั่งดอนนี่แกเริ่มมาดังเอาตอนแก่แล้วก็ยังมิวายได้อยู่ใต้ร่มเงา หลี่เหลียนเจี๋ย อยู่ คือการกลับมารับบท เฉินเจิน ในหนัง Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen แล้ว โดยก่อนหน้านี้ หลี่เหลียนเจี๋ย ก็เพิ่งเล่นเป็น ฮั่วหยวนเจี๋ย อาจารย์แท้ๆของ เฉินเจิน ไป เรียกได้ว่าหนีไม่พ้นร่มเงาของเฮียหลี่ซักที จนกระทั่งเฮียหลี่แกป่วยและได้รีไทตัวเองออกไป(น่าจะชั่วคราว) ตอนนี้ไม่มีใครแย่งบทเฮียดอนนี่ได้อีกแล้ว บุคลิกนี้เฮียแกครองผู้เดียว ทำไมบุคลิกมันถึงเรียกว่าซ้ำน่ะเหรอ?? เพราะยุคนั้น(ประมาณ 80-90) ดาราจีนมันมีบุคลิกคนละอย่างอยู่ อย่างเช่น 1. โจวเหวินฟะ : เน้นการแสดงเน้นแววตา และชอบใช้อาวุธ กับท่าเท่ๆ ปืนสองกระบอกลุยได้เป็นร้อย ตายตกตามกันเป็นแมงวันโดนไม้ตียุง 2. เฉินหลง : เน้นตลกโปกฮา และในขณะเดียวกันก็มีความบ้าระห่ำอยู่ในตัว แถมทางมวยก็เข้าขั้นระดับเทพ เล่นจริงเจ็บจริงไม่อิงสตั๊นท์ แล้วหนังส่วนใหญ่แกเล่นแกก็สร้างเอง บางเรื่องกำกับฯเอง ดังนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแกที่จะเล่นเป็นพระเอก 3. หลิวเต๋อหัว : อาศัยลูกกะล่อนในหนังบางเรื่อง แต่เนื้อแท้คือเทพบุตรสุดแสนเลิศเลอ แม้จะอยู่ในคราบกุ๊ย เขาก็เป็นกุ๊ยที่ทรงสเน่ห์มัดใจสาวๆ และที่สำคัญ ตายห่าแม่งเกือบทุกเรื่อง ก่อนตายจะมีแอ็คติ้งกระตุกเท่ๆสะเทือนๆให้แฟนๆได้หลั่งน้ำตา พาหนะคู่ใจคือมอร์ไซค์สุดเท่ในหนังหลายๆเรื่อง สร้างปรากฏการณ์หลิวๆมากในยุคนั้น หนุ่มน้อยใหญ่ต่างพากันใส่เรแบน สวมแจ็คเก็ตโดยที่ไม่ได้ดูสภาพหนังหน้าและสภาพอากาศประเทศตนเองเยย 4. เหลียงเฉาเหว่ย : อีกหนึ่งเทพบุตรที่ไม่ค่อยได้มาทางเชิงบู๊สักเท่าไหร่ แต่ได้ใจสาวๆด้วยบุคลิก เอ่อ ไม่รู้สิกูก็บอกไม่ถูก เฮียเหลียงนี่แกเพิ่งมาพีคเอาตอนเริ่มแก่นี่แหละมั๊ง ก็อยู่ใต้ร่มเงาสี่จตุรเทพอย่าง เฮียหลิวเต๋อหัว,หลี่หมิง,จางเซี๊ยะโหยว และ กัวฟู่เฉิน เหมือนกัน ส่วนใหญ่แกจะเป็นคู่บุญบารมีของหนัง หว่อง คาไว 5. กัวฟู่เฉิน : ขานี้แค่แววตาก็ทำให้สาวๆใจละลายแล้ว มาในลักษณะพูดน้อย เหนียมอาย บุคลิกขรึมๆแต่หน้าตาละอ่อนน่ารักสาวกรี๊ดหีละลาย ส่วนตัวกูชอบแกมากๆนะ เพราะถึงแม้จะมาสายเดียวกับเฮียหลิว(มีหนังแข่งรถเหมือนๆกัน เล่นเป็นกุ๊ยเทพบุตรเหมือนกัน) แต่ต่างกันตรงที่ในขณะเฮียหลิวจะเป็นพวกกะล่อน มองหน้าก็รู้แล้วแม่งกวนตีน แต่เฮียกัวนี่จะออกแนวนิ่งๆ แต่บางเรื่องถ้าเล่นบททะเล้นๆก็เอาตายได้เหมือนกัน 6. จางเซี๊ยะโหยว : หมอนี่จะมาสายฮาหน้ามึนๆหน่อย ไม่หล่อมากมายอะไร ชอบไปแย่งซีนกับคนอื่นในหนังเรื่องต่างๆบางเรื่องคนชอบมากกว่าพระเอกอีก ที่ได้เป็นสี่จตุรเทพของฮ่องกงเพราะความสามารถทางด้านร้องเพลงล้วนๆ ถือว่าเป็นดาราที่ร้องเพลงได้ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง 7. หลี่หมิง : หน้าแกเป็นคนดีเหี้ยๆ ดีจนไม่คิดว่าจะเล่นบทห่าอะไรได้เลยนอกจากบทพระเอกหล่อรวยแสนดี ไม่ก็ซื่อจนเซ่อ 8. เจิ้งอี้เจี้ยน ขานี้แกมาในยุคหลังๆ หนุ่มหล่อคมผมยาวเหมาะนักแลกับบทจอมยุทธผู้มีมาดเก๊ก เก๊กจนนิ่ง เก๊กจนกลายเป็นมึงเล่นแข็งไปนะ แต่กลับกลายเป็นว่าความแข็งความเก๊กของแกนี่แหละคือพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่ทำให้แกได้รับบทหัวหน้าแก๊งสุดเท่แห่ง แก๊งหงซิ่ง เฉินฮ่าวหนาน นั่นเอง แล้วบุคลิกนี้ก็บอกแล้วว่ามันเท่เหมือนจอมยุทธ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในหนังสมัยใหม่ หรือหนังพีเรียดยุทธจักร แกก็ยังเท่ได้ใจอยู่เสมอๆ แล้วบุคลิกไม่เคยเปลี่ยนเลย 9. เลสลี่ จาง : ตายไวไปนะไม่น่าเลย อันนี้จะออกแนวจ๋องๆเจียมๆหน่อย บุคลิกจะประมาณลูกชายคนเล็ก เอาแต่ใจ ทำอะไรตามอำเภอใจ หรือไม่ก็ถ้าเป็นจอมยุทธก็จะไม่เก่งห่าอะไรหรอก โปรแกรมหนัง อาศัยเป็นคนดีมีศีลธรรมก็ได้ใจนางเอกไปเต็มๆ 10. เหลียงเจียฮุย : ขานี้แม่งเจ้าบทบาทของจริง ยังกะกิ้งก่า เล่นบทห่าอะไรก็ได้ คุณชาย โจรป่า คนหน้าหี คนสุภาพ คนริยำ คนห่าเหวอะไรแม่งเล่นให้คนเชื่อได้หมด ที่พีคสุดนี่คงเป็นตอนเล่นหนังฝรั่งเรื่อง The Lover ที่ได้เสียบจริงนางเอกวัยขบเผาะอย่าง เจน มาร์ช เรื่องนี้กูดูบ่อยเสียน้ำไปหลายดอกในวัยรุ่น 11. หยวนเปียว : ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง เดี่ยว ชูพงษ์ ในบ้านเรา นี่ก็เป็นอีกคนที่ความสามารถดีแต่ไม่ดังเท่าที่ควรเพราะอยู่ในร่มเงา เฉินหลง แต่ในทางมวยอีตานี่บ้าได้ใจต่างจาก เฉินหลงอย่างสิ้นเชิง บางฉากในหนังถึงขนาดร้อง อูย….มึงจะกล้าบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น ไม่มีให้กูได้ตลกขบขันเลย 12. โจวซิงฉือ : ไอ้นี่มันบ้า

หงจินเป่า : อันนี้ไม่ต้องไปยุ่งกับแกหรอก ไม่มีใครเหมือนแกอีกแล้วล่ะ ให้เล่นบทเปาบุ้นจิ้นนั่งไต่สวนดีๆแม่งก็ไม่เล่น เสือกอยากต่อยตีผาดโผน แล้วเสือกทำได้ดีซะด้วย พริ้วจนกูงง

เบน อัฟเฟล็ค บอกกูจะไม่ยอมใส่หมวก พวกเหี้ยนี่แน่ๆ

ในหนัง Gone girl เบน อัฟเฟล็ค ปฏิเสธที่จะใส่หมวกทีมเบสบอล New York Yankees

ตามที่ผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ขอร้องให้ใส่ ในฉากพรางตัวที่สนามบิน ลือกันว่าผู้สร้างรับเงินไทอินจากแยงกี้มาแล้ว และตัวละครของเบนต้องสวมใส่หมวกนั้น แต่เบนปฏิเสธเสียงแข็ง ” มึงจะบ้าเหรอ กูเป็นแฟน Red Sox แต่จะให้กูใส่หมวกไอ้พวกแยงกี้ส์ กูไม่เอาด้วยหรอก “

ดูหนัง

สองทีมคู่อริที่เจอกันทีไรแฟนทั้งคู่ต้องบลัฟกันดุเดือด ถึงขนาดมีวางมวยคล้ายๆกับฮูลิแกนในวงการฟุตบอลไม่มีผิดเพี้ยน(บ้านเราก็ประมาณ เป็ด กับ หมาแดง) นิวยอร์ค กับ บอสตัน ทั้งคู่เป็นสองทีมจากเมืองฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกาที่ขับเคี่ยวทางด้านวัฒนธรรมกันมาอย่างช้านาน และ เบน อัฟเฟล็ค ดูหนัง คือชาวบอสตันเลือดข้นที่เกลียดพวกแยงกี้ส์เหลือเกิน แม้จริงๆพื้นเพของเขาจะเกิดที่แคลิฟอร์เนีย แต่ครอบครัวเขาได้ย้ายไปอยู่บอสตัน ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ตั้งแต่เขา 3 ขวบ จึงเป็นที่มาของการดื้อแพ่ง ไม่ยอมสวมหมวกแยงกี้ส์ในฉากนี้ ดูจะเป็นปัญหาเล็กๆในกองถ่ายกับซีนที่ไม่ค่อยสำคัญอะไรมากนัก แต่มันส่งผลกระทบให้กองถ่ายหยุดการถ่ายทำถึง 4 วัน เพราะหัวเด็ดตีนขาดยังไงพี่เบนแกก็ไม่ยอม ผลจึงลงเอยด้วยการมานั่งจับเข่าคุยกันของ ฟินเชอร์ กับ อัฟเฟล็ค ไหนดูซิ มันเป็นยังไง บอกเฮียมาว่าทำไมไม่ยอมใส่หมวกห่านี่ ผลสรุปคือ ไม่ใส่ก็ไม่ใส่ เอาเงินไทอินไปคืนเขา แล้วไปดีลใหม่ เบนก็เลยได้ใส่หมวกทีม New York Mets ในฉากนี้แทน เพราะอย่างน้อยก็ขมขื่นน้อยกว่าการใส่หมวกแยงกี้ส์นั่นแหละ ถ้าสังเกตกันดีๆ พวกดาราบอสตันนี่แม่งมีแต่ตัวแสบๆ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ก็เกิดที่บอสตัน หนังเรื่องไหนที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์และนำแสดงเอง ส่วนใหญ่เหตุการณ์จะเกิดที่บอสตันบ้านเกิด, แม็ต เดม่อน เป็นเพื่อรักกับ เว็บดูหนัง เบน อัฟเฟล็ค แม้ไม่ใช่คนบอสตัน แต่ถวายหัวใจให้ Red sox เหมือนกับเพื่อนรัก เพราะเป็นทีมดังของแมสซาชูเซตส์บ้านเกิด หนังส่วนใหญ่ที่ดาราพวกนี้รับเล่น หากถ่ายในบอสตันพวกเขาก็พร้อมที่จะรับเล่นทันที ใน DVD หนัง Gone girl ก็มีบทสัมภาษณ์ของฟินเชอร์

ที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่ เขากล่าวติดตลก(แต่ด่าจริง)ว่า “ผมอยากให้หมอนั่นสวมหมวกแยงกี้ส์ แต่มันไม่ยอม มันเป็นดาราที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพจริงๆเลยให้ตายสิ กองถ่ายต้องหยุด 4 วันเพราะหมวกใบเดียว”

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น