The Possible เก๋า เก๋า ข้ามเวลาพิสูจน์ความเก๋า และคนรักที่เคยทำหล่นหาย

เก๋า..เก๋า อาจไม่ใช่หนังที่ดังที่สุด หรือทำเงินมากมาย แต่มี “คุณค่า” และ “หัวใจ” ให้คนดูจับต้องมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

“ฝากเวลาวอนรำพัน ข้ามคืนวันมาชิดใกล้ รักที่รอแบกมาไกล แค่ไหนเธอรู้ดี หวังว่าเธอยังมีใจ จดและจำคำนี้ไว้ … ดวงใจฉันรักเธอ” หนังพาเราหวนรำลึกเรื่องราวยุคสมัย รสนิยม เทรนด์แฟชั่น เสียงดนตรี กับการมีอยู่ของวงดนตรีวงหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์ แรงบันดาลใจ และอิทธิพลในยุคนั้น 

ดูหนัง HD

วงนั้นคือ The Possible ที่เล่าถึงความเฟื่องฟูสุดขีดของวงสตริงคอมโบ พวกเขามีชื่อเสียง มีแฟนคลับ มีทุกสิ่งรายล้อม จนทำให้พวกเขาหลงทาง ผยองไปกับชื่อเสียง ทั้งที่เป็นแค่จุดเริ่มต้น หาใช่ตำนาน จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อพวกเขาข้ามเวลามาในยุคปัจจุบัน วงสตริงสุดฮอตกลายเป็นของโบราณตกยุคที่ไม่มีใครให้ค่า ดูหนัง HD การเดินทางข้ามเวลาครั้งนี้ พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับความเก๋าที่เป็น “ของจริง” อยู่เหนือกาลเวลาได้หรือไม่ แต่ภาพอนาคตของพวกเขาไม่สวยงาม ไม่มีครอบครัว บ้านรกร้าง เพื่อนบางคนตายจากโดยไม่ได้ร่ำลา ชีวิตอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีแฟนเพลง ไม่มีคนรัก ภาพความสำเร็จมันย้อนมาทำร้ายตัวเองว่า เคยละเลย และทำใครหล่นหายไปจากความรู้สึกบ้าง แม้แต่การไม่ยอมรับ ไม่เคารพวงดนตรีร่วมอาชีพ วงรุ่นน้องอย่าง The Impossible ที่มองพวกเขาเป็นไอดอล และแรงบันดาลใจ แต่กลับอคติบังตาด้วยการตราหน้าว่าวงขี้ก็อป ความเห็นแก่ตัว มองเห็นแต่ตัวเอง ไม่ยอมรับใคร จนใครบางคนพูดเอาไว้ว่า “หากวงที่หายไปในวันนั้นคือ The Impossible ผมว่าคงมีคนจัดงานรำลึกพวกเขาทุกปี” สุดท้าย พวกเขาได้ถามตัวเองว่า เล่นดนตรีไปเพื่ออะไร ความสุข ความสนุก แฟนเพลง หรือเพื่อตัวเองกับเอาชนะคู่แข่ง บางทีการข้ามเวลาไปเห็นอนาคต ก็เหมือนการดึงสติให้เรากลับไปใช้เวลากับคนรักให้ดีที่สุด เปลี่ยนทัศนคติ ลดทิฐิ ยอมรับในตัวผู้อื่น รักษาแฟนเพลง และมองเห็นว่าชื่อเสียง ความโด่งดังเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ความหมายของ “ความเก๋า” ที่ไม่ใช่แค่วงที่เจ๋ง แต่เป็นการยืนระยะในกระแส ในใจแฟนเพลง รักษามาตรฐาน ซึ่งเรื่องราวในหนัง เป็นจดหมายรักเพื่อคารวะวง The Impossible เต็มๆ อีกด้วย หนังยังเปรียบความเก๋ากับโรงหนังสแตนด์ อะโลน ที่ยืนระยะความเก๋า แม้จะฉายหนังโป๊ แต่ไม่ว่าคนจะเต็มโรง หรือมีเพียงแค่คนเดียว อาแปะก็ยังยืนยันว่า หนังออนไลน์ โรงหนังนี้จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอ ขณะเดียวกัน ยังมีมุมของแฟนคลับวงดนตรีวงหนึ่งที่รัก ภักดีต่อวง ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างผ่านตัวละคร “อู๋” ที่ได้ผจญเรื่องราวไปกับวงที่เขารัก หนังก็ให้เกียรติ เชิดชูคนเป็นแฟนเพลงได้อย่างน่ารัก นี่คือบทพิสูจน์ความดังและการเป็นศิลปินของวงดนตรีที่ชื่อ The Possible ถ้าคุณเป็นคนรักในเสียงเพลง เก๋า เก๋า ยังคงเชื่อมต่อเพลง นักดนตรีระหว่างยุคเก๋าและปัจุบันได้อย่างให้เกียรติกันและกันอย่างงดงาม

ทำให้เห็นภาพวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลง บันทึกประวัติศาสตร์วงการเพลงไทย กับอีกแง่ ที่วงดนตรี กลายเป็นสินค้าการตลาดเชิงพาณิชย์ หากเล่นลานเบียร์ คนอาจจะไม่มาดูคุณ แต่ดูบอล ไม่ได้โฟกัสให้ความสำคัญกับวงดนตรี 100% อีกต่อไป

เมื่อคุณ 30 จึงเข้าใจชีวิต เหมยลี่ ( รถไฟฟ้ามาหานะเธอ )

สิบปีที่แล้ว เธออาจนั่งหัวเราะ ใจเต้นไปพร้อมกับเหมยลี่ เมื่อเห็นหน้าหล่อทะลุแป้งของ “คุณลุง” สิบปีผ่านไป

จากหญิงสาววัยยี่สิบในวันนั้น กลายมาเป็นเหมยลี่เสียเองในวันนี้ เธอเริ่มมองคนรอบข้างตาปริบๆ งานแต่งที่ใดเป็นได้แค่แขกรับเชิญ ในหนึ่งปีได้รับการ์ดเชิญกี่งาน ได้สวมชุดไทยเป็นเพื่อนเจ้าสาวกี่ครั้ง นัดกินข้าวกันนึกว่าเนิร์สเซอรี่ เพื่อนกระเตงลูกจับขวดนมแทนแก้วเบียร์  แล้วฉันล่ะ แล้วฉันล่ะ…. งานแต่งในฝันอยู่ไหน

ดูหนัง HD

ผู้ชายที่จะเข้ามาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยเขาเกิดหรือยัง? วันก่อนเลื่อนไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ เจอคนทวีตเอาไว้ว่า “10 ปีก่อน ฉันผู้เป็นนักเรียน ม.ปลาย ดูรถไฟฟ้าฯ แล้วงงเหมยลี่ 30 แล้วยังไม่มีแฟน 10 ปีต่อมา ฉันเติบโตมาเป็นเหมยลี่เอง” จริงๆ แล้วหนังมันทำงานกับทุกช่วงวัย เพราะความรัก การแอบชอบ มันไม่เคยเลือกเวลาเกิด ดูหนัง HD ไม่เคยให้สัญญาณเตือน แค่สาวโสดออฟฟิศวัย 30 อาจจะ Relate กับหนังได้มากหน่อย  ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้ว รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ มาพร้อมความแปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง ความเป็นการ์ตูนอนิเมะ เสียงวอยซ์โอเวอร์ รีแอคในหัวของเหมยลี่ ภาพจินตนาการที่พาหนังไปไกลและตลกมาก ความเพ้อฝันของสาวโสด มายาคติของสาววัย 30 ที่ทางบ้านไม่สนับสนุนให้แอ๊วผู้ชายก่อนตามวิถี ครอบครัวจีน ก็เลยทำให้เหมยลี่ครองความโสดแบบเก็บกด สังเกตจากเธอชอบแอบเอาเบียร์ขึ้นไปจิบบนดาดฟ้า หรือปล่อยตัวสุดยามไปปาร์ตี้กับเพื่อน ไม่เพียงความโสด แต่เหมยลี่ยังเป็นตัวแทนประชาชนตัวเล็กๆ ที่ต้องเผชิญชีวิตอันโดดเดี่ยวกับสังคม ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ไม่รู้อำนวยความสะดวกกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนสักแค่ไหน การมีใครสักคนช่วยเบาภาระ คอยแชร์ความรู้สึก จึงมีความหมายต่อเธอ หนังพยายามตบไหล่เพื่อนสาวว่า นี่มันยุคไหนแล้วเธอ อยากทำอะไรต้องทำ ทุกคนเท่าเทียมกันแฟร์ๆ จีบผู้ชายก่อนได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราจึงเห็นเหมยลี่ ผู้เป็นตัวแทนสาวโสดค่อนประเทศ พยายามต่อสู้ แย่งชิง เพื่อรถไฟรักขบวนท้ายๆ ในชีวิต แต่หนังก็บาลานซ์กับคนดูว่า ในวัย 30 ที่ไม่ใช่รักวัยรุ่น สเต็ปต่อมาหลังจีบกัน มันมีเรื่องอนาคต การทำงาน ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เรื่องของเวลา ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะใช้ความรักแก้ปัญหาได้ ถ้าหาตรงกลางไม่เจออย่างสบายใจ และเข้าใจกัน นั่นคือรอยแผลของผู้ชายสุดเพอร์เฟ็กต์อย่างคุณลุง ที่แม้แต่ดาราหนังยังทิ้งเขาไป เนื่องจากจังหวะชีวิต เวลา ไม่สัมพันธ์กับการมีคนรักที่ใช้เวลาแบบคนทั่วไป หนังฉลาด ที่เปิดตัวละครนี้ด้วยความเพอร์เฟ็กต์ แล้วค่อยๆ เผยรอยแผล สิ่งที่ทำให้คนที่ดูดีดั่งเทพบุตรยังไม่มีแฟน อย่างที่บางครั้ง เขาจึงบำบัดตัวเองด้วยหนังการเช่าหนังโป๊ไปดู แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ยิ่งทำให้ตัวละครเหมยลี่ สตรอง และมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจโลกมากขึ้น ว่าการมีคนรัก ที่พอดิบพอดี มันไม่ง่าย สิบปีผ่าน…บางคนอาจจะเดินทางมาสู่การเป็นเหมยลี่ เข้าใจตัวละคร เข้าใจว่าทำไมชีวิตออฟฟิศมันหาแฟนยากเย็นจนต้องพึ่งแอพหาคู่ เข้าใจว่าการมีใครสักคนเข้ามามันชุ่มชื่นหัวใจขนาดไหน และเข้าใจในความผิดหวัง หรือแม้กระทั่งคนที่มีแฟน แต่เมื่อ 30 แล้วยังไม่มีแววจะได้เป็นเจ้าสาว ด้วยปัจจัยความพร้อมหลายๆ อย่าง แต่สิบปีนั้น โลกก็เปลี่ยน ทำให้อีกหลายคนเข้าใจ ได้รู้จักตัวเองว่า การมีแฟน หรือแต่งงานสร้างครอบครัวในวัย 30 ไม่ใช่หมุดหมายสำคัญของชีวิตเสมอไป บางคนอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องแต่ง บางคนสนุกกับการทำงาน ดูแลความฝัน มีความสุขกับตัวเอง หนังถ่ายทอดสด อยู่กับเพื่อนฝูงที่ยังคงเป็น Loser โสดยกแก๊งค์ เก็บตังผ่อนรถ บ้านเป็นของตัวเอง บางคนแบกเป้เดินทาง มีสามีเป็นภูเขา ธรรมชาติ นั่นก็เติมเต็มชีวิตพอแล้ว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ คืออีกหนึ่งปรากฏการณ์หนังไทยในปี 2552 ทำเงินไปกว่า 145 ล้านบาท ทั้งแจ้งเกิดนักแสดงสาว คริส หอวัง ในบทบาทที่ทำให้ผู้ชายหลงรักสาวหมวย เพลง “โปรดส่งใครมารักฉันที” กลับมาดังกว่าเดิมหลายเท่า พร้อมกับเป็นเพลงไอค่อนในการตามหาความรัก

ท้องฟ้าจำลอง กลายเป็นสถานที่ออกเดทดูดาวตอนกลางวันของคู่รักหลายๆ คน รวมถึงสถานที่ต่างๆ ในหนัง แว่น Ray-Ban ที่ได้รับความนิยม และเชื่อเถอะคุณเริ่มมองหาใครบางคนที่ชานชาลารถไฟฟ้าใช่มั้ย? รวมถึงการเปลี่ยนมุมมองให้ผู้หญิงกล้าที่จะเป็นตัวเอง เปิดโอกาสให้ตัวเองในความรัก

Sex Education Season 2 ( Netflix)

หลังดู Sex Education จบสองซีซั่น พยายามหาเหตุผลว่าทำไมทุกคนรักซีรีส์เรื่องนี้มาก อินและลุ้นกับความสัมพันธ์ตัวละครจนออกนอกหน้า 

ส่วนผสมระหว่างคาแรกเตอร์ บท หรือความสนุกปนทะเล้นที่พอดิบพอดี? ก่อนพบว่า สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้พิเศษมากๆ คือความจริงใจ ตัวละคร เนื้อเรื่องที่สื่อสารพูดคุยกับดู เรื่องเซ็กส์ที่หยิบมาพูดอย่างนุ่มนวล น่าฟัง เหมือนผู้ปกครองที่คอยสอน เพื่อนที่รับฟัง ตบบ่าเมื่อเราไม่รู้จะระบายปัญหากับใครดี

ดูหนัง

ซึ่งซีซั่นนี้มีความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องที่ใหญ่ขึ้น มากกว่าเซ็กส์ ความสัมพันธ์ และการค้นหาตัวตน แต่กล้าออกนอกรั้วโรงเรียนไปจับประเด็นระดับสังคมในเรื่องการ “คุกคามทางเพศ” ที่หลายๆ คนเพิกเฉยมองผ่าน แต่มันส่งผลกระทบต่อจิตใจคนคนหนึ่งไปตลอดกาล ซึ่งหนังดีไซน์เรื่องที่ละเอียดอ่อน และหาทางออกให้ปมนี้ได้สวยงามและทรงพลังมาก จนฉาก “พลังหญิง” เป็นหนึ่งในฉากที่ดีและน่าประทับใจที่สุดของซีซั่นนี้ ดูหนัง ในเรื่องความสัมพันธ์ ซีซั่นนี้ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ซับซ้อน ที่ไม่ใช่แค่เส้นขนานระหว่างโอทิส และเมฟ แต่ไปสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละครอื่นอย่างมีมิติ ไปจนถึงรุ่นผู้ใหญ่ ที่ต้องเจอปัญหาไม่ต่างกัน จนทำให้หลายตัวละครในซีซั่นนี้มีพัฒนาการ ความลุ่มลึก มีเสน่ห์ในมิติที่มากขึ้น และคุณจะเข้าใจ หลงรักตัวละครเพิ่มจากซีซั่นที่แล้วอีกเป็นกอง Sex Education 2 เติบโตด้วยปมที่หนักมากขึ้นในเรื่องปัญหาชีวิตและเซ็กส์ของผู้ใหญ่ ที่ต้องรับมือกับภาวะต่างๆ มากมายในฐานะคู่ชีวิต พ่อหม้าย แม่หม้าย แม่ที่ขีดเส้นทางเดินให้ลูก ครอบครัวที่แตกร้าว แม่ที่ติดยา ที่แม้จะผ่านชีวิตคู่ การมีลูกมาแล้วก็ยังเจอปัญหาของช่วงวัย ทั้งหมดคือความกดดันที่ส่งผ่านมาถึงรุ่นลูก บางครั้งพ่อแม่ก็สอนสั่ง แนะนำในมุมที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก แต่มันฉาบไว้ด้วยคำถามมากมาย นั่นคือความเห็นแก่ตัว และเหตุผลที่ดีสำหรับตัวเขาเองเท่านั้นหรือไม่ โดยไม่พยายามทำความเข้าใจสิ่งลูกๆ เป็นในวัยแบบพวกเขา จนเกิดเป็นบาดแผลหนึ่งในชีวิตของวัยรุ่น หนังยังตั้งคำถามไปถึงระบบการศึกษาในสังคมปากว่าตาขยิบ วิชาเพศศึกษาว่ามันใช้ได้จริงหรือไม่ ทำไมเด็กๆ ถึงยังต้องพึ่งพาคลีนิคโอทิส ไปลองผิดลองถูกกันเองจนเป็นเรื่อง หรือมายาคติที่ว่า การพูดเรื่องเซ็กส์ หรือมีปมในเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องน่าอาย “ทุกคนมีข้อบกพร่อง ร่างกายเราทำสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้แค่เราควบคุมความซื่อตรงของเราได้เสมอ” ซึ่งซีซั่นนี้ก็มาพร้อมกับเคสเรื่องเซ็กส์ที่หลากหลายรูปแบบ พร้อมกับบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความซื่อตรงต่อกัน พูดคุยกัน เพื่อให้เซ็กส์เป็นไปอย่างราบรื่น เพอร์เฟ็กสำหรับทั้งสองฝ่าย บางครั้งสิ่งที่น่าอายที่สุด คือการไม่พยายามสื่อสารกับคู่รัก โปรแกรมหนัง ที่น่าจะเข้าใจ และพร้อมจะแก้ปัญหาไปพร้อมกับเรามากที่สุด จนบานปลายเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ไปด้วย เพราะร่างกาย อารมณ์ ข้อจำกัดต่างๆ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่มันแก้ไขได้ถ้าทำอย่างถูกวิธี Sex Education ยังคงพูดถึงเซ็กส์ในมุมที่สวยงาม มีคุณค่า และพูดคุยอย่างเข้าใจวัยรุ่นเหมือนเพื่อน มีประเด็นสังคมที่ร่วมสมัย การเลือกทางเดินตัวเอง ประเด็น Bully และคุกคามทางเพศ ขณะเดียวกัน ก็พยายามเชื่อมความเข้าใจปัญหาระหว่างครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ถึงปัญหาต่างๆ 

ส่วนความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวละครวัยรุ่นก็ยังคงทำได้ดีมากๆ และจัดการเล่าเส้นเรื่องทุกตัวละครได้แบบกลมกล่อม น่าติดตาม ทั้งหมดทำให้ตัวละครและคนดู กลายเป็นเพื่อนและเติบโตไปพร้อมๆ กัน

มหกรรมฉากตายพิศดาร ใน Final Destination จนคนดูหลอน

ฉากไหนจากหนัง Final Destination คือฉากตายที่ติดตาตรึงใจ ลุ้นจิกตีนจนต้องปิดตาดูมากที่สุด

ทำไม Final Destination ถึงโด่งดังและฮิตขนาดนี้? นี่คือหนังที่มีไฮไลท์ที่การดีไซน์ฉากตายได้ครีเอทสุดๆ ไม่รู้จะเรียกคำชมหรือคนทำโรคจิตดี บางซีนคิดในใจ “มึงตายเถอะ…กูลุ้นไม่ไหวแล้ว” สับขาหลอกอยู่นั่น ด้วยคอนเซ็ป “ตายไม่รู้ตัว” ส่วนคนดู “ไม่ทันตั้งตัว” ในสถานการณ์ใกล้ตัวที่เจอได้ในชีวิตจริง บนเครื่องบิน บนทางด่วน รถไฟเหาะ ฟิตเนส ห้องน้ำ ร้านทำผม

ดูหนัง

ทุกที่ล้วนเกิดอุบัติเหตุได้ ทำให้คนดูรู้สึกหลอนไปกับสถานการณ์นั้นๆ จนเป็นแนวทางที่หนังหลายๆ เรื่องทำออกมา หนังยังฉลาดกับการเล่นกับภาวะสติแตกของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย จนทำเรื่องโง่ที่สุดออกมาได้ “ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม” คีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำคนดูถึงกับหลอนๆ ระแวงทุกอย่างในชีวิต ภาคแรกเข้าขั้นคลาสสิค ดูหนัง สยองขวัญที่มีจังหวะจะโคนการเล่า โทนบรรยากาศชวนขนลุก สยอง ไม่น่าวางใจ จนเขย่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ซึ่งในภาคแรกไม่มีฉากแหวะจนต้องปิดตา แต่โคตรลุ้นจนต้องจิกตีน  ภาคแรกหนังเล่าถึงวัยรุ่นคนหนึ่งที่เห็นภาพนิมิตเครื่องบินระเบิด จนกลุ่มพวกเขาโดนให้ลงจากเครื่อง ก่อนที่เครื่องบินจะระเบิดจริงตามนิมิต แต่คนที่รอด กลับโดน “ความตาย” ตามล่าเช็คบิลทีละคนตามลำดับบัญชี จนมีการวางแผนโกงความตายด้วยวิธีต่างๆ เพื่อตั้งคำถามว่า มนุษย์ จะสามารถเอาชนะความตายได้หรือไม่? Final Destination เข้าฉายปี 2000 ด้วยทุนสร้างแค่ 23 ล้านดอลลาร์ แต่กลับกวาดรายได้ไปถึง 112 ล้าน พร้อมเสียงวิจารณ์เชิงบวกว่านี่คือหนังสยองขวัญที่เป็นหัวหอกแห่งยุค 2000 ที่สร้างแนวทางใหม่ๆ ฉีกสูตรสำเร็จจากหนังสยองขวัญแนว Slasher จนมีภาคต่อออกมารวม 5 ภาค แต่ภาคต่อมา มันกลายเป็นมหกรรมงานขายฉากตาย จนเสน่ห์ กลิ่นอายของแฟรนไชส์นี้หายไปหมด กับไปเล่นใหญ่ที่ Sequence ฉากอุบัติเหตุใหญ่เปิดเรื่องเท่านั้น แต่ เว็บดูหนัง ก็ยังฟันเงินได้มากมาย จนกลายเป็นภาค 3D ตายห่าทะลุจอ และยังมีกลุ่มแฟนๆ ที่ยังคงชื่นชอบความโหดในหนังอยู่ แม้คุณภาพความกลมกล่อมจะห่างไกลจากภาคแรกลิบลับ ด้วยการเล่าเรื่องที่วนเวียนกับแพทเพิร์นเดิมๆ ตั้งแต่ฉากเปิดยันฉากจบ แค่เปลี่ยนตัวละคร และฉากการตายที่อัพเลเวลความโหดขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนดูเริ่มเบื่อ

แต่เมื่อปี 2019 มีรายงานว่า New Line Cinema จะนำแฟรนไชส์โกงความตายมารีบูตใหม่อีกครั้ง น่าติดตามว่า หนังจะเล่าแนวทางใหม่ๆ ให้กับ Final Destination ยังไงบ้าง คุณล่ะชอบฉากไหน ชอบภาคไหนกันบ้าง มาแชร์กัน

ฉากโรแมนติกสะท้อนชนชั้นที่หลายคนลืมใน นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่

3 นาทีแห่งความโรแมนติกของชนชั้นล่าง ฉากที่น่ารัก เจียมเนื้อเจียมตัว และเจ็บปวดในเวลาเดียวกันของ Shaolin Soccer

ในสังคมที่คอยกดขี่ ดูแคลนพวกเขา ต้องดิ้นรนตามสภาพการเดินห้างหรูคงเป็นสิ่งที่เกินฝัน แต่กับ “อาซิง” กลับทะเยอทะยานที่จะไปหาเป้าหมาย และเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ หลังรวมพี่น้องกังฟูทีมฟุตบอลเส้าหลิน จนสามารถเข้าไปแข่งขันรายการระดับประเทศ คนแรกที่เขานึกถึงก็คือ อาเหม่ย สาวน้อยคุณลำไยขายหมั่นโถว

หนัง HD

คนที่เห็นค่าในตัวอาซิง บนชีวิตที่ไม่มีอะไรของเขา ด้วยการเย็บรองเท้าผีบ็อกให้  หลายคนมองว่าสิ่งนี้คือขยะ แต่สำหรับพวกเขา มันล้ำค่า และต่อชีวิตได้ เดทแรกของเขาและเธอแสนเรียบง่าย พากันไปเดินห้างตอนปิด ไม่มีคน ไม่มีสายตาดูถูกว่าเป็นปรสิต ห้างนี้เป็นของพวกเขาเพียงสองคน แต่เหตุการณ์นี้ถูกทับซ้อนด้วยการที่ หนัง HD อาซิง ยอมถูพื้นห้างทั้งหมด เพื่อแลกกับการพา อาเหม่ย มาเดินดูเสื้อผ้าสวยๆ เพียงไม่กี่นาที แต่มันเป็นโมเมนต์สั้นๆ ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เธอมองไปรอบๆ ด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าที่นี่คือแดนสวรรค์ แล้วเดินตรงไปยังชุดราตรีสีครีมบนหุ่นโชว์เสื้อ  อาเหม่ยสัมผัสด้วยสายตาเป็นประกาย โดยไม่กล้าจับเสื้อตัวนั้น “ฉันแค่ดูว่ามันทำมาจากผ้าอะไร ฉันกลัวผ้าเลอะน่ะ ผ้าลื่นดี” “ผมจะซื้อให้นะ” “แค่ลูบคลำก็พอแล้ว” “พรุ่งนี้ผมจะแข่งฟุตบอล ไม่นานจะมีชื่อเสียงโด่งดัง ถ้าผมไม่มีรองเท้าที่คุณปักให้ ผมคงเตะบอลไม่ได้อีกแล้ว ดูหนังผ่านเน็ต คุณสำคัญต่อผมมากนะ” “ถ้าคุณมีชื่อเสียง ฉันขอรองเท้ากีฬาคู่นึง” “คุณน่ะ…น่าจะมีความมั่นใจตัวเองมั่งสิ ความจริงคุณดูดี ฝีมือก็ร้ายกาจ ขออย่างเดียว อย่าทำผมปิดหน้าปิดตา” “มั่นใจตัวเองหน่อย คุณมีดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” นี่คือโมเมนต์ที่สวยงามในโลกของพวกเขา คนที่เหมือนไร้ค่าในสังคม เขาเชื่อมั่นในตัวเอง เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ สิ่งที่พิเศษกว่านั้น คือการมองเห็นสิ่งที่สวยงามจริงๆ ก็คือ คุณค่า ความสามารถ และจิตใจของคนอื่น

เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ ไม่ว่าชนชั้นไหนก็ตาม การรู้สึกดีกับใครสักคน ทำให้มีเป้าหมายที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้อีกคนมีความสุข คงเป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ นอกจากการเผยแพร่กังฟู และเอาชนะศึกฟุตบอล ของอาซิง

แด่ 21 ปี ของหนัง Notting Hill

ฉันแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยืนต่อหน้าผู้ชาย เพื่ออ้อนวอนให้เขารักเธอ

“วันนั้นเป็นวันพุธเซ็งๆ ตามเคย ผมกำลังเดินผ่านตลาดนัดไปทำงาน ไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้ จะเป็นวันที่พลิกชีวิตผมไปตลอดกาล”  เช้าวันหนึ่งใน “Notting Hill” เมืองที่มีเสน่ห์ ผู้คนหลากหลาย และตึกหลากโทนสี “วิลเลียม แท็กเกอร์” เดินไปยังร้านขายหนังสือท่องเที่ยวเล็กๆ ของเขาเหมือนเช่นทุกวัน

หนัง HD

เขาแอบมอง “แอนนา สก็อตต์” ที่ยืนอยู่มุมชั้นวางหนังสือ ราวกับละสายตาไม่ได้ เขาเปิดบทสนทนาด้วยมุขตลกเชยๆ เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ คนระดับนางเอกฮอลลีวูด มาตกหลุมรักอะไรกับพ่อค้าหนังสือท่องเที่ยวในเมืองเล็ก อาจเป็นรอยยิ้มจริงใจ แววตาซื่อๆ เชยๆ แสนธรรมชาติ และเมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน เธอคือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง หนัง HD ได้หัวเราะ มีความสุข เห็นชีวิตง่ายๆ รอบข้าง โดยไม่ต้องแบกชื่อแอนนา สก็อตต์ เอาไว้ ซึ่งเธอคงหนักเต็มทน เป็นพื้นที่สบายใจ และยิ้มโดยไม่ต้องแสดงตามบทที่ถูกเขียน ไม่เคยได้ทานอาหารเต็มอิ่ม ไม่เคยเจอผู้คนที่ไม่มองแค่ชื่อเสียง หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่ละเลงซ้ำชีวิตเธอออกสื่อ คำดูถูก และรู้เสมอว่าอายุขัยในวงการมันไม่นานเท่าไหร่ และผู้คนคงลืมเมื่อเธอเหี่ยวย่น อีกมุมหนึ่ง… เธอได้เห็น สัมผัสชีวิตของคนตัวเล็กในสังคม รายได้ไม่สูง ชีวิตไม่สมบูรณ์แบบ ปัญหาสารพัด แต่พยายามมีความสุขตามวิธีของตัวเอง อาจเป็นสิ่งที่คนอย่างเธอต้องการ เขาและเธอหลบหนีเข้าไปในสวนแห่งหนึ่ง ในที่ไม่มีใครมาจับตามอง ไม่มีนักข่าวปาปารัซซี่ มีเพียงเสียงเพลง When you say nothing at all สอดประสานตามทาง ทำให้ฉากนี้สวยงาม มีชีวิต  ก่อนที่เขาจะพบความจริง…ว่ามันเป็นแค่ความฝัน ในช่วงเวลาสั้นๆ ดารากับคนธรรมดา จะไปด้วยกันได้ยังไง สุดท้าย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คงเป็นชิ้นจิ๊กซอว์ที่ต่างไม่สมบูรณ์แบบ มีส่วนเกินและขาด แต่ต่อเข้ากันแล้วสวยงาม รับในข้อเสีย มองข้ามความไม่สมบูรณ์ แต่โอบกอดกันในเวลาที่อีกคนแย่ จูบกันในเวลาที่มีความสุข ไม่มีคนที่ต่ำหรือสูงกว่า ไม่มีดารา ไม่มีคนบ้านๆ แต่ในฐานะที่คุณและฉัน คือผู้หญิงและผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งปฏิบัติต่อกันด้วย “ความรัก” มีวันที่ดี วันที่มีนิสัยร้ายๆ ใส่กัน ไม่ราบรื่น แต่ใกล้เคียงคำว่า สมบูรณ์แบบ วิลเลี่ยมคือความธรรมดาที่ทำให้เธอรู้สึกพิเศษ มีคุณค่า คอยซัพพอร์ตความรู้สึกแอนนาเสมอ แต่โลกสวย กับโลกมายากึ่งจริงของทั้งคู่นั้นต่างกันจนดูใจร้ายกับวิลเลียมเหลือเกิน ไม่แปลก ที่วิลเลียมจะเจ็บเป็น และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในหนังที่มีตอนจบแบบเดิมๆ ในโลกของแอนนา แต่คงไม่มีอะไรสาย เมื่อเธอได้คำตอบของหัวใจจริงๆ “ฉันแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง เว็บสตรีมหนัง ที่ยืนต่อหน้าผู้ชาย เพื่ออ้อนวอนขอโอกาสให้เขารักเธอ … อีกครั้ง” ย้อนกลับไปวันแรกที่เจอ คราวนี้แอนนามาในชุดเสื้อยืดกระโปรงสีน้ำเงินธรรมดา ผิดกับชุดหนังสีดำ ใส่แว่นปกปิดใบหน้าในซีนเปิด เป็นการบอกว่า เธอยืนยันว่าแอนนาคือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ได้ยึดถือชื่อเสียงอะไรเลยกับเขา นี่คือหนังรัก ในเมืองน่ารักๆ ในดวงใจใครหลายๆคน เสน่ห์ของหนัง ริชาร์ด เคอร์ติส ตัวเอกมักรายล้อมด้วยคนบ้าแต่น่ารัก แก็งค์เพื่อน ครอบครัวประหลาด

แต่อยู่ข้างๆ เสมอ ที่เหมือนกลุ่มบำบัด คอยดูแลดูความรู้สึกวิลเลียม คอยสร้างสีสันให้หนังเสมอ และเพลงประกอบที่ประสานกับหนังอย่างสวยงาม แม้จะเป็นหนังโรแมนติกเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ น้ำเน่า แต่มันสวยงามสมบูรณ์แบบ ที่หยิบกลับมาดูกี่ครั้งก็อิ่มเอมไปกับมัน

สตีฟเลอร์ ตัวละครใน American Pie ที่ซ่อนความอ่อนแอไว้ใต้ความหื่นกาม

ชื่อของ “สตีฟเลอร์” แทบจะเป็นไอคอนหนัง American Pie ที่ขาดไม่ได้ ความเฮฮา หื่นกาม สายตาที่พร้อมจะฟันผู้หญิงทุกคน

“บ้านสตีฟเลอร์” คือฐานทัพปาร์ตี้ที่สร้างความสนุกสนาน ความทรงจำ ความผิดหวัง และที่ที่เปิดซิงเพื่อนแก๊งค์ตัวห่วย ก็เคหะสถานหื่นกามแห่งสตีฟเลอร์นี่แหละ แต่สถิติฟันหญิงที่สตีฟเลอร์ภูมิใจ เอาไว้คอยข่ม คอยบูลลี่คนอื่น การเป็นเจ้าพ่อปาร์ตี้ ไม่ได้แปลว่าลึกๆ เขามีความสุข สตีฟเลอร์โดนผู้หญิงมากมายรังเกียจ

ดูหนัง HD

หลายคนเข้าหาเพราะผลประโยชน์ แล้วจากไป แม้กระทั่งเพื่อนตัวเอง ที่รับนิสัยอุบาทว์บางอย่างไม่ได้ เหลือเพียง เควิน จิม ฟินช์ ออซ ที่พร้อมรับ และเข้าใจความเป็นสตีฟเลอร์ “ณอน วิลเลียม สก็อตต์” ถ่ายทอดความบอบบาง แอบซ่อนความเจ็บปวดภายใต้การกดขี่ เหยียดเพศตรงข้าม หรือพยายามกลั่นแกล้งคนอื่นได้ดีมาก ดูหนัง HD ตัวละครที่ดูตลก ไร้สาระ แข็งแรงเป็นนักกีฬา แต่ลึกๆ มีความน่าสงสาร เขารู้สึกพ่ายแพ้ เสียหน้าไม่ได้ ต้องการควบคุม เหนือกว่าคนอื่นเสมอ ทั้งกับเพื่อนและผู้หญิง เพื่อปิดซ่อน เป็นเกราะป้องกันความห่วยของตัวเองไว้อีกชั้น เพราะแทบไม่มีใครที่รักเขาจริงๆ เลย ที่สุดของความ Fuck up สตีฟเลอร์โดนเพื่อนเอาแม่ตัวเอง เป็นมุขคลาสสิค “คุณแม่สตีฟเลอร์” ที่เอามาขยี้กี่ภาคก็ยังฮา ในมุมภาพยนตร์มันตลก และบ้ามากๆ ชีวิตจริงในใจเขาคงพังทลาย อับอาย ที่แม่ตัวเองโดนเอาไปพูดสนุกสนาน โกรธแค้น และไม่ญาติดีกับฟินช์ ฆ่าได้คงฆ่าไปแล้ว แต่ด้วยความเป็นเพื่อน เขาขาดมันไปไม่ได้ ชีวิตแม่งคงโดดเดี่ยว เมื่อพ้นวัยไฮสคูล สู่ชีวิตการทำงาน ในภาค American Reunion เขาจึงเป็นคนที่พ่ายแพ้ต่อระบบ เป็นพนักงานออฟฟิศกิ๊กก๊อก โดนเจ้านายกดขี่ เป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ในวัยผู้ใหญ่ สิ่งเดียวที่ชีวิตเขามี ก็คือแก็งค์เพื่อน สาวๆ และการปาร์ตี้ ที่คอยปกปิดความอ่อนแอเอาไว้ เหมือนที่สตีฟเลอร์เขียนทิ้งท้ายไว้ในบนบอร์ดรุ่นตอนจบไฮสคูล ถึงความฝันของเขา ว่า “ขอให้ได้ปาร์ตี้กับเดอะแก๊งค์ตลอดไป” ความสนุกในวัยเด็ก คือสิ่งที่สตีฟเลอร์หวงแหนที่สุดในชีวิต เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม บางครั้งก็เรียกร้องสิ่งเดิมๆ จากเพื่อนจนเหมือนคนไม่รู้จักโต และคิดถึงแต่การปาร์ตี้กับเพื่อน หนังออนไลน์ นี่คือตัวละครที่ทั้งรัก น่ารังเกียจ น่าสงสาร แต่ก็ขาดความสนุกจากมันไปไม่ได้เลย เหมือนที่จิม เควิน และฟินช์ พูดขึ้นมาว่า “บางทีแกก็ทำตัวน่าอุบาทว์ แต่แกเป็นไอ้อุบาทว์ของเรา” “แกมีส่วนทำให้ชีวิตมัธยมเรามันส์หยด” “นี่สตีฟเลอร์ ชีวิตเราไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรอก” เป็นภาพสะท้อนของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่จริงมากๆ และต้องเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ เพื่อเป็นสตีฟเลอร์ที่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว นี่คือหนังที่ฉาบไปด้วยภาพความสัปดน หื่นกาม แต่จริงๆ

American Pie คือหนังที่ว่าด้วยมิตรภาพ ความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อน ครอบครัว คนรัก โดยใช้เซ็กส์เป็นสื่อกลาง หนังพูดถึงรอยต่อชีวิตวัยรุ่นตั้งแต่จบไฮสคูล เข้ามหาลัย แต่งงาน และการกลับมารวมตัวในงานเลี้ยงรุ่น  เหมือนได้ผูกพัน เติบโต เรียนรู้ไปกับตัวละคร

ฉากบอกลาเรียบง่าย แต่เสียน้ำตาทุกครั้งที่ดู ใน Armageddon

ถ้านี่คือวันสุดท้ายบนโลก จะบอกลาคนรักยังไง เศร้าฟูมฟาย หรือเรียบง่ายแต่มีความหวัง และสวยงามตรึงใจที่สุด

เผลอแปปเดียว “แฮร์รี่” กับพรรคพวก ขึ้นไประเบิดอุกกาบาตครบ 22 ปีแล้ว ไม่ว่าหยิบ Armageddon มาดูกี่ครั้ง ก็เสียน้ำตาให้กับฉากบอกลาเสมอ เพราะมันมีความรู้สึก มีหัวใจอยู่ในนั้น หากตัดพาร์ทกู้โลกออกไป นี่คือหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนธรรมดาได้สวยงามมาก “เราต่างต้องการโอกาสแก้ไขในความผิดพลาดเสมอ” 

ดูหนัง HD

“แฮร์รี่ สแตมเปอร์” หัวหน้าแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ชีวิตคู่ล้มเหลว เมียทิ้ง ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มกับการทำงาน และเลี้ยงลูกสาวให้อยู่ในวิถีทางตัวเอง นั่นทำให้เธอรู้สึกเกลียดที่พ่อเลี้ยงดูมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เติบโตมากับการเล่นมาตรวัดไทเทเนียม แทนที่จะเป็นตุ๊กตาหมี ทำให้เธอไม่เคยเรียก แฮร์รี่ ว่า “พ่อ” เลยสักครั้งในชีวิต ดูหนัง HD แต่เธอก็แอบมีความสัมพันธ์กับ “เอ.เจ.” ลูกน้องฝีมือดีของแฮร์รี่ แต่ด้วยความมุทะลุ ทำให้งานพังไม่เป็นท่าเพราะความไม่รู้จักโต ดื้อที่จะเอาชนะโดยไม่ฟังใคร ในความไม่สมบูรณ์ ทั้งสามต่างต้องการโอกาสที่จะถูกยอมรับกันและกัน สำหรับ “เอ.เจ.” เมื่อเขาเรียนรู้ความผิดพลาด เขาขอโอกาสเพียง “หนึ่งครั้ง” ให้แฮร์รี่เชื่อใจ ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมงาน และคนที่จะดูแลลูกสาวตลอดไป  ส่วน “แฮร์รี่” เขาต้องการพิสูจน์ให้ “เกรซ” เห็นว่า เขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกสาวเสมอ แม้จะเป็นวิถีลูกผู้ชาย เป็นโอกาสที่พิสูจน์คุณค่า และควรค่าที่เธอจะเรียกเขาว่า “พ่อ” อย่างเต็มปาก คืนก่อนกู้โลก ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ สงบนิ่ง และบ้าคลั่ง บางคนเลือกไปหาครอบครัว เพื่อปลดล็อกปมในใจ พูดบางอย่างที่ไม่เคยบอก บางคนออกไปทำเรื่องบ้าๆ ราวกับจะได้เห็นโลกใบนี้เป็นวันสุดท้าย เพราะพวกเขาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ที่วันหนึ่งกลายเป็นความหวังของคนทั้งโลก ความกดดันถาโถมมหาศาล แต่วันสุดท้ายของบางคนก็แสนธรรมดาที่มีค่าที่สุด เอ.เจ. และ เกรซ พากันขับรถไปไกลตา เพื่อนอนคุยกัน ใช้เวลาด้วยกันให้มีค่าที่สุด จนเป็นซีนโรแมนติกธรรมดาๆ ที่คลอด้วยเพลง I don’t want to miss a thing เวอร์ชั่นเปียโน กับแครกเกอร์รูปสัตว์ เขาจูบริมฝีปากเธอเพื่อให้คำมั่นว่าจะกลับมาหาเพื่อแต่งงานกัน หรือใครบางคนใช้เวลาที่อาจเป็นวันสุดท้าย หนังถ่ายทอดสด เพื่อไปเห็นหน้าลูก-เมียตัวเองที่เลิกรากันไป  “ชิค” สหายร่วมรบของ แฮร์รี่ ที่ติดหมายศาลสั่งห้ามเข้าใกล้ลูก เป็นได้เพียงแค่เซลล์แมนที่ผ่านมาขายของในวันบอกลา เขายิ้มรับเงื่อนไขที่ลูกไม่สามารถรับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้คือพ่อ และพูดเพียงว่า “ผมเสียใจ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมมีงานสำคัญบางอย่าง ที่คุณจะต้องภูมิใจในตัวผม ช่วยผมหน่อยได้มั้ย เอาสิ่งนี้ให้ลูก ไม่ต้องบอกว่าใครให้” ก่อนจะวางยานอวกาศของเล่นไว้หน้าบ้าน แล้วเดินจากไป การบอกลานั้นเรียบง่าย แต่ยากเหลือเกิน 

แต่ถ้ามันอาจเป็นโอกาสสุดท้าย คงไม่มีใครโง่ที่จะทำผิดพลาดอีกครั้ง บางครั้ง ไม่ต้องไปกอบกู้โลก ไประเบิดดาวอังคาร แต่การดูแลใครสักคนให้ดีที่สุด…. เป็นโลกทั้งใบให้แก่กัน คุณก็เป็นฮีโร่ของใครบางคน เหมือนที่เกรซ มองพ่อของเธอเป็นแบบนั้นเสมอมา

500 Days of summer หนังไม่รัก ของทอมและซัมเมอร์

เมื่อเราก้าวเข้าพื้นที่ต้องห้ามของอีกฝ่ายเกินไป จนลืมซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง … จะอยู่แบบไร้สถานะ หรือ ยอมเดินออกมา?

500 Days of summer คือ “หนังไม่รัก” ที่ถูกหยิบมาพูดถึงเสมอเมื่อเปิดวงสนทนาถึงหนังรักในดวงใจ และเพลงประกอบที่ดีราวกับมิกซ์เทปรวมซาวด์แทร็คจากช่วงหนึ่งในชีวิต “ระหว่าง ทอม กับ ซัมเมอร์ มึงว่าใครผิดวะ?” คำถามที่ไม่มีคำตอบแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหนังไม่มีค่ากลางใดๆ ให้กับความสัมพันธ์ระหว่าง “ทอม” และ “ซัมเมอร์”

ดูหนัง

เหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ของสองคนที่มีมุมมองต่อความรักคนละขั้ว ไม่ผิดเลย ถ้าใครบางคนจะสงสารทอม เกลียดซัมเมอร์ และไม่ผิดเลยหากเราจะเข้าใจซัมเมอร์มากๆ เหมือนกัน เคยประทับใจใครบางคนจากเพลงที่ฟังมั้ย? เมื่อคุณสวมหูฟังอยู่ในโลกของตัวเอง เร่ง Volume จนสุด แต่ก็มีคนเคาะประตูเข้ามาในโลกใบนั้น … “ฉันชอบ ดูหนัง วง The Smiths” “ทอม” รู้สึกเหมือนถูกเติมเต็ม เจอคนที่พูดภาษาเดียวกัน รสนิยมฟังเพลงเหมือนกัน เขารับเธอเข้ามาในโลกของตัวเองแบบไม่มีอะไรปิดกั้น หรือตกหลุมรักนั่นแหละ ทว่าซัมเมอร์ได้บอกเงื่อนไขในความสัมพันธ์แล้วว่า เธอ “ไม่จริงจัง” ขณะที่ทอม เชื่อและคาดหวังในเรื่องคู่แท้เสมอมา และเขามองเห็นสิ่งนั้นในตัวซัมเมอร์ เขายอมรับเงื่อนไขนั้นโดยไม่มีข้อแม้ ช่วงเวลามีความสุข ความสัมพันธ์เริ่มก่อตัว เรามักยอมรับเงื่อนไขที่ดูโง่ และตรงข้ามความรู้สึกที่สุด แต่สุดท้าย เมื่อไม่มีความสุขกับสถานะที่ไม่ชัดเจน ไม่น้อยลง แต่ก็เดินหน้าไปมากกว่านี้ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง บางทีการไม่ต้องแปะป้ายว่าเราเป็นแฟนกัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ในเมื่อทุกวันนี้มันดีอยู่แล้ว แต่ใครบางคนแค่อยากมั่นใจว่า เช้าแต่ละวันอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกเปลี่ยนไป “เพราะเราไม่ได้เป็นแฟนกัน” ซัมเมอร์อาจสบายใจในความสัมพันธ์ แต่สำหรับทอม แม้ทุกวันจะมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ลึกๆ เขารู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ ยิ่งได้เข้าไปในโลกของซัมเมอร์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมากเท่านั้น ทุกๆ ซีน ทอมเปิดให้เธอเข้ามาทำความรู้จักในโลกของเขาแทบจะทุกมิติ แต่ในพื้นที่ของซัมเมอร์ ดูไม่ใช่ที่ของทอมเลยแม้แต่น้อย เหมือนยังมีโลกอีกหลายใบของเธอที่เขายังไม่รู้จัก เราชอบเพลงเดียวกัน รสนิยมเหมือนกัน เรามีความสุขเมื่อได้เห็นมุมดีๆ ของกันและกัน แต่ไม่ได้แปลว่าเราทั้งคู่จะรักกัน และเป็นแฟนกัน สุดท้าย… เมื่อความสัมพันธ์จบลง จะว่าไป นี่คือเรื่องราวการ Move on ของทั้งคู่ ซัมเมอร์ ที่ไม่เคยเชื่อในการเป็นแฟน มีครอบครัว วันหนึ่งก็ตื่นขึ้นมาพบว่าความคิดนั้นได้เปลี่ยนไป  “วันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้เลยว่าเธอไม่ใช่คนคนนั้น” ส่วน ทอม เหมือนที่ เรเชล น้องสาวเขาเตือนว่า สิ่งที่ทำให้ทอมไม่สามารถลืม ซัมเมอร์ ได้ ก็เพราะมัวแต่คิดถึงแต่สิ่งดีๆ จนมองข้ามช่วงเวลาที่แย่ๆ ไป อย่างน้อย การเจอกันของทั้งสองคน ต่างก็ได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์ โปรแกรมหนัง ค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่มีใครผิดถูก ซัมเมอร์ก็คือเพื่อน และความทรงจำที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม ที่สำคัญ เธอเข้ามาเปลี่ยนสายตาที่มอง และเชื่อในความรักให้เปลี่ยนไป คาดหวังน้อยลง เปิดใจรับมากขึ้น หนังไม่ได้ขีดเส้นใต้บทสรุปว่า ชีวิตทอมจะเป็นอย่างไร ได้เป็นสถาปนิกอย่างที่ฝันมั้ย แต่ฤดูกาลแห่งซัมเมอร์ ทำให้เขาก้าวข้ามความคาดหวัง ความผิดหวัง ความหวาดกลัว ไปสู่ชีวิตในฤดูกาลใหม่ๆ

ทั้งเรื่องงาน ชีวิต และความสัมพันธ์ ซัมเมอร์ก็เหมือนหน้าร้อนที่แสนยาวนาน ทั้งสุข เศร้า ผิดหวัง จะเป็นจะตาย แต่มันก็คือฤดูที่เขามีความทรงจำ และการเรียนรู้บางอย่างในความสัมพันธ์ ที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป

Itaewon Class (Netflix 2020) ธุรกิจปิดเกมแค้น

สวัสดีครับ ทันบัมยินดีให้บริการ ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในร้าน หนังพาเราเข้าสู่โลกของอิแทวอน ย่านแสงสีเสียง ราตรีที่ไม่เคยหลับใหล

อิแทวอน จุดเริ่มของความสัมพันธ์ ความทรงจำ ความรัก ความผิดหวัง และการแก้แค้นทางธุรกิจร้านอาหาร “เจ้าลูกชาย เหล้ารสชาติเป็นยังไงบ้าง?” ประโยคคลาสสิคที่ผู้เป็นพ่อมักถาม พัคแซรอย คำตอบไม่ใช่รสสัมผัส แต่เป็นรสชาติชีวิตที่ถูกรินผ่านเรื่องราวแต่ละคน แก้วแรก : ชีวิต และความเจ็บปวด

Itaewon Class สะท้อนการดิ้นรนของมนุษย์ จุดไฟให้คนตัวเล็กๆ อยากเริ่มนับหนึ่งทำธุรกิจ แม้กระทั่งคนที่ประสบความสำเร็จบนจุดสูงสุด ก็ยังดิ้นรนไม่ให้มาตรฐานตก จนเป็นการต่อสู้ทางธุรกิจระหว่าง “ปลาเล็ก” และ “ปลาใหญ่” ที่เฉือนคมชิงความได้เปรียบกันแบบไม่มีใครยอมใคร ภายใต้ไฟนีออน หนังยังสะท้อนภาพชนชั้น การไม่ยอมรับเรื่องเพศสภาพ เชื้อชาติ ผ่านการอยู่ร่วมกันในสังคมจำลองในร้าน “ทันบัม” ดูหนัง ที่ต่างคน ต่างนิสัย ต่างความคิด และต่างการเติบโต โดยมี “เถ้าแก่” พัค แซ รอย ที่เป็น จุดศูนย์กลาง และไอ้ความอ่อนโยนของเถ้าแก่กับลูกน้อง มันพาให้คนดูเก็บความรู้สึกดีๆ ว่า คุณค่าในตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินของใคร กำลังใจที่จะสู้กับสังคม และทัศนคติห่วยๆ ของใครบางคนต่อไป ขอชื่นชมการเขียนบทตัวละครที่มีเสน่ห์มาก ทำให้คนดูหลงรัก เห็นมิติด้านลึก และการเติบโต แทนที่จะเกลียดตัวละคร เรากลับเข้าใจแรงจูงใจในสิ่งที่ตัวละครทำ สงสาร และเอ็นดูในความไม่สมบูรณ์นั้นๆ เพราะนี่คือตัวละครที่สะท้อนมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคม จากคนที่มีบาดแผล ทำให้ “พัคแซรอย” ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของคนอื่นมากขึ้น เถ้าแก่ใช้วิธีพัฒนาคน ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการตัดสินคน เพราะเราต่างเป็นคนดีขึ้นได้ จากการได้รับโอกาส จากหัวหน้าที่ดี เพื่อนร่วมทีมที่ดี นี่คือครอบครัว “ทันบัม” ที่หน้าที่ของเถ้าแก่ ไม่ใช่แค่ทำร้าน แต่เป็นการปกป้องคนของตัวเองให้ดีที่สุด แก้วที่สอง : ความรัก ความสัมพันธ์ “รักสามเส้า” ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนหนึ่งคือรักแรกที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต ทัศนคติ เป็นแรงขับให้ พัคแซรอย มีเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญาว่าปลายทางจะทำเพื่อใคร แม้อีกฝ่ายจะเป็นศัตรู แต่พัคแซรอย ไม่เคยมองว่า “โอซูอา” ผิด เธอแค่มีชีวิตของตัวเองเท่านั้น แต่อีกคน แม้จะเข้าใจยากเหลือเกิน แต่ก็เข้ามาสร้างสีสัน เป็นความวุ่นวายประหลาดๆ ในชีวิตสีหม่นๆ ของ พัคแซรอย มีโทนสว่าง ในความต่าง มันดันกลายเป็นส่วนเติมเต็มในสิ่งที่ขาด คือคนที่คอยยืนอยู่เคียงข้าง พร้อมจะสู้ สร้างความฝัน ความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน และพร้อมจะฆ่าทุกคนที่ขวางทาง เพราะฉันน่ะ…รักเถ้าแก่แทบคลั่ง

ดูหนัง

“ซีนโรแมนติก”

เรากลับชอบนัยยะฉากที่ทั้งสามคนวิ่งหนีไปบนถนนอิแทวอนอย่างไม่รู้จุดหมาย เหมือนแข่งมาราธอนระยะยาวที่มี “พัคแซรอย” เป็นเส้นชัย ผลัดกันแซงทำคะแนน แต่บางจังหวะ “พัคแซรอย” ก็วิ่งนำจนเหมือน “โอซูอา” และ “โชอีซอ” ไม่มีวันชนะได้ มันดูเป็นภาพความสัมพันธ์ของทั้งสามคนมากๆ 

เมื่อถึงทางแยก เถ้าแก่จะเลือกทางไหน?  หนังเล่นกับการถามหัวใจตัวเอง ไม่ใช่แค่การทุ่มทั้งชีวิตให้กับธุรกิจ และการล้างแค้น แต่กับความรัก ก็มีน้ำหนัก และควรค่าพอที่จะสู้เพื่อคนคนหนึ่งเช่นกัน ในวันที่ชนะทุกอย่าง แต่ไม่มีคนข้างๆ ก็ไม่มีความหมาย บางครั้งการรักใครสักคน ก็ทำให้เรายอมทิ้งศักดิ์ศรี ยอมเสียสละเพื่อคนที่เรารัก อย่าให้ความแค้นมาบังตาจนสูญเสียคนที่ดีที่สุด หรือคนที่สู้อยู่ข้างๆ เขาเสมอมา แก้วที่สาม : สนามธุรกิจและการแก้แค้น แม้ taewon Class จะโชว์การหักเหลี่ยม เฉือนคมทางธุรกิจกันแบบเข้มข้น แต่แก่นของมันคือ วัฒนธรรม ผู้คน เบื้องหลังความสำเร็จที่มาจากรากฐาน จิตวิญญาณ เว็บดูหนัง จนเป็นการสร้างองค์กรที่เป็นบทเรียนที่ดีมากๆ ท้ายที่สุด ไม่มีใครหนีสัจธรรมการ “ตกจากที่สูง” ได้ หากไม่มีความจริงใจ หนังยังแฝงแง่มุมการทำธุรกิจที่สนุก ดูง่าย เต็มไปด้วยกลยุทธ์การตลาดที่คนรุ่นใหม่น่าศึกษา บางครั้งชัยชนะ ความสำเร็จ อาจไม่ใช่การล้างแค้น แต่เป็นการบรรลุเป้าหมายตัวเอง แสวงหาความสุขกับคนรัก ครอบครัว และได้ทำอย่างที่เป็นตัวเอง เหมือนที่หนังชงมาอย่างเข้มเหล้าเพียวสองฝา แต่หาจุดแลนดิ้งได้อย่างสงบนิ่ง (หลายคนไม่ชอบบทสรุปแบบนี้) เมื่อฉากที่คนต้องการเห็นที่สุด สำคัญที่สุด ถูกนำเสนอแสนเรียบง่าย เหมือนที่หนังเทียบบริบทว่า การคุกเข่าให้ใครสักคน ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าชีวิต และความเป็นความตาย แซรอยค้นพบว่า ความแค้น ได้ทำลายความสุขของเขาไปมากขนาดไหน บางที การวางศักดิ์ศรีลงได้ ไม่ยึดติด ก็อาจเป็นผู้ชนะ แก้วสุดท้าย : บทสรุป ในฐานะคนดูซีรีส์เกาหลีเลเวล 1 เราโดนหมัดน็อคหลายฉาก “เมจิค โมเมนต์” ที่ทำงานกับคนดู ซีนโรแมนติก ดราม่า ไดอะล็อกคำพูดที่ทำเอาเขินอาย การปลอบปะโลม ให้กำลังใจด้วยคำพูด การตบไหล่เชียร์อัพลูกน้องของเถ้าแก่ ฝ่ามือลูบหัว “โชอีซอ” ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของอีกคน มันละเมียดจนเราแอบลุ้น เอาใจช่วย จนเอาตัวเองไปอยู่ในโมเมนต์นั้นๆ ของตัวละคร โดยไม่ต้องพึ่งฉากจูบแม้แต่ครั้งเดียว  คงมีแต่เกาหลี ที่สร้างโมเมนต์แบบนี้ได้เก่งมากกก ทั้งหวาน ขม เปรี้ยวซ่า และสะใจ ส่วนที่เสียดายที่สุด กราฟต์หนังมาตกเอาช่วงท้าย เล่าเรื่องรวบรัดไปสู่บทสรุปจนเหมือนทิ้งสิ่งที่ปูมาหลายๆ อย่างในช่วงแรก ความเข้มข้นการเฉือนคมแทบไม่เหลือ กลายเป็นหาทางลงด้วยสัจธรรมโลก มีความยืดยาดและละครจ๋ามาก แต่เมื่อประตูร้านปิดลง ป้ายไฟนีออน Open ดับลง เปลี่ยนเป็น Closed เป็นความอิ่มเอม ขมขื่น รอยยิ้ม ประสบการณ์สนุกๆ ที่เราได้เข้ามาตั้งวงแชร์เรื่องราวในผับทันบัมแห่งนี้

Itaewon Class จึงเหมือนเหล้าที่ทั้งหวาน ขม และสดชื่นเมื่อยามจิบ แต่พอจบตอน เริ่มที่จะกรึ่ม เราดันอยากที่จะรินโซจูเพื่อกระดกมันอีกครั้งใน EP. ต่อไป และคุณคงได้คำตอบแล้วว่า รสชาติเหล้าของคุณเป็นยังไง?

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น