เมื่อสังคมเลวมราม ฆ่าความเป็นมนุษย์ ของอาเธอร์ ใน Joker

ถอนหายใจ…อยากจุดบุหรี่สูบในโรงให้รู้แล้วรู้รอด หนังบีบอารมณ์ กดคนดูให้ตรึงอยู่กับความพังทลายในจิตใจของตัวละคร และการแสดงของ วาคีน ฟีนิกซ์

หนังท้าทายศีลธรรมจิตใจคนดู หลายครั้งที่เรารู้สึกสงสาร ต่อต้านการถูกกดขี่ และลึกๆ รู้สึกยินยอมให้อาเธอร์ทำแบบนั้นเพื่อเอาคืนคนรอบข้างที่สมควรโดนบ้าง (แต่ในหนังรุนแรงมากกก) เพราะในโลกแห่งความจริง ไม่มีความยุติธรรมให้กับคนจน ไม่มีความยุติธรรมให้กับคนป่วยที่พยายามดิ้นรนจะมีชีวิต แม้คนรอบข้างจะพยายามทำเหมือนคุณเป็นคนปกติ

ไม่มีความยุติธรรมให้กับคนที่โดนดูถูกย่ำยีความฝัน หรือโดนตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก และอาการเจ็บป่วยทางจิต แต่ในความเวทนาจากที่อาเธอร์โดนกระทำ หนังก็ตบหน้าเราจนชาด้วยฉากความรุนแรงแบบไม่ทันตั้งตัว จุดนี้โคตรเซอร์ไพรส์ เพราะทุกๆ การลั่นไกของอาเธอร์ เหมือนเส้นอารมณ์ของเขามันขาดจนทุกอย่างพร้อมระเบิดออกมา เปรี้ยง! เราจึงดึงสติกลับมาว่า ดูหนัง สิ่งที่เขาทำมันโคตรจะเลวร้าย และเมื่ออาเธอร์ได้ลงมือฆ่าคนแล้ว เขาก็ยิ่งตกหลุมรักการตั้งตนเป็นศาลเตี้ยตัดสินชีวิตคนอื่น เอาคืนคนที่กระทำใส่เขามากขึ้น ตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของการ Lose Control และการเชิดชูคนทำผิดที่หนังนำเสนอ การแสดงระดับ Method Acting ของ วาคีน ฟีนิกซ์ ช่วยยกระดับหนังไปไกลมากๆ ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง ดูง่าย ไม่ได้ซับซ้อน แต่ขับเคลื่อนไปด้วยบรรยากาศ และตัวละครกว่า 90% การแสดงจึงสำคัญมาก เขาขับมันออกมาทั้งเสียงหัวเราะที่แสดงถึงความเจ็บปวด รอยยิ้ม การเก็บซ่อนความรู้สึกที่ทะลักล้นออกมาทางแววตา สีหน้า ท่าทางการเดิน วิ่ง ร่ายรำ ทุกอย่างมีพลังและส่งผลทางอารมณ์กับคนดูอย่างมาก เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น Joker หรือควรเอาไปเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นไหน เพราะวาคีนได้สร้างแนวทางตัวละครนี้ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ในแบบของเขา หนังไม่เพียงแต่พาไปสำรวจจิตใจของคนป่วย แต่ยังทำให้รู้สึกเข้าใจมากขึ้น จากกระจกสะท้อนความห่วยแตกของสังคม และผู้คนที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่น หรือไม่เห็นค่าคนที่ชนชั้นต่ำกว่าตัวเอง นี่จึงเป็นหนังที่สวยงามบนรอยแผล ความเจ็บปวดของอาเธอร์ โดยส่วนตัวมองว่า หนังไม่ได้ชวนจิตตกขนาดนั้น แต่มันกดทับในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ดำดิ่งไปกับการโดนกระทำซ้ำๆ ของตัวละครจนเกิดอาการเครียด อึดอัดตามไปด้วย ซึ่งหนังทำออกมาได้สุดทาง

ดูหนัง

***มีการเปิดเผยเนื้อหาหนัง***

ตัวละครอาเธอร์ ถือกระจกบานใหญ่ไปเจอกับผู้คนที่ตั้งคำถามกับอาการป่วยของเขา ที่แสดงอารมณ์ไม่สัมพันธ์กับความรู้สึก หัวเราะแบบควมคุมไม่ได้ แม้ภายในใจรู้สึกกดดัน ทุกครั้งที่หัวเราะ นั่นแสดงว่าเค้ากำลังเจ็บปวดที่ต้องฝืน หรือการถูกมองเป็นตัวประหลาดที่จะอยู่ร่วมกัน หรือไม่น่าไว้วางใจ บางคนที่กลั่นแกล้งคนที่ดูผิดแผกแปลกแยก

ท่าทางไม่เหมือนเรา เป็นตัวตลก ทั้งที่พื้นฐานอาเธอร์คือคนป่วย พิธีกรรายการตลก Murray Franklin ที่อาเธอร์เชิดชูมองเป็นต้นแบบ กลับเชือดความฝันของเขาด้วยการนำคลิปเดี่ยวมาล้อเลียนเชิงขบขันเป็นตัวตลก เพื่อสร้างความสนุก นั่นคือความเจ็บปวดที่ไม่ต่างจากโดนเหยียบย่ำความฝันด้วยเท้าของคนที่ศรัทธา และที่ตลกร้ายก็คือ รายการของเขายังต้องพึ่งเรทติ้งจากความนิยมด้วยการตบหัวแล้วลูบหลัง เชิญอาเธอร์มาออกรายการ แม้แต่งานตัวตลกที่เขารัก โปรแกรมหนัง ในจิตใจอันบุบสลายของอาเธอร์ การได้สวมหน้ากาก ขีดเขียนใบหน้าเพื่อปกปิดความเศร้าในใจ ได้เต้น ได้ร้อง ได้เล่าเรื่องที่เขาคิดว่ามันตลก สร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง กลับยิ่งทำลายเขาลงด้วยเพื่อนร่วมงาน แม้กระทั่งเสียงหัวเราะจอมปลอมจากผู้คน ที่หัวเราะเยาะเย้ย ดูถูก มองเขาเป็นไอ้บ้าคนหนึ่ง หรือแม้แต่คนดูเอง ที่บางซีนอาจขำไปกับความแปลกประหลาด นั่นคือคุณกำลังกระทำใส่ตัวละครนี้อยู่ ไม่ต่างจากคนในห้องส่ง  หรือคนที่กำลังชมเดี่ยวอยู่ในหนังหรือเปล่า? แต่แผลที่กรีดลึกถึงหัวใจ คงเป็นการโดนแม่ของตัวเอง คนที่เขาคิดว่าเข้าใจและอยู่เคียงข้างหลอกมาโดยตลอด และพ่อบุญธรรมที่ทำร้ายเขามาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างค่อยๆ ถาโถม กดทับให้อาเธอร์ เริ่มตอบโต้อย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนการปลิดชีวิตใครบางคนเป็นเรื่องปกติ และเมื่อสัญลักษณ์การต่อต้านระบบ การต่อต้านการถูกกดขี่ การต่อต้านการโดนกระทำถูกส่งผ่านออกไป กลายเป็นว่า เขาอยู่ในแสงไฟ ได้รับการยอมรับอย่างที่ฝัน เสียงหัวเราะ เสียงโห่ กลายเป็นเสียงชื่นชม นี่คือความสวยงามบนความโศกเศร้า กระอักกระอ่วนชวนเจ็บปวด สุดท้าย…สังคม ระบบที่เลวทราม ได้ฆ่าความเป็นมนุษย์ของคนหนึ่งคนลงไป แต่อาจเป็นเพราะสังคม หรือคนเลวทรามรอบข้าง ไม่เคยมองอาเธอร์ด้วยสิ่งที่เขาเป็น แต่บีบให้เขาต้องแสดงออกอย่างปกติ แม้ภายในจะเจ็บป่วยแค่ไหน  หนังสะท้อนอย่างรุนแรงว่า เมื่อสังคมเรามีคนป่วย คนรอบข้างควรเปิดใจ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติและอยู่กับผู้ป่วยอย่างไร ให้ความสำคัญ ซัพพอร์ตอย่างถูกวิธี แม้กระทั่งภาครัฐ ที่หนังเองจิกกัดว่า งบประมาณถูกตัดจนต้องยุบกระทรวง เพราะไม่เคยเห็นค่าของผู้ที่ป่วยทางจิต หรือคนที่ทำอาชีพตรงนี้ ไปจนถึงการให้ความสำคัญของชนชั้นกลางถึงล่าง ไม่ต่างจากการระบบตัดหางปล่อยวัดอย่างเลือดเย็น หรือครอบครัว ที่ไม่เคยมอบความรักให้แก่อาเธอร์เลยจนตัวเขารู้สึกไร้ค่า ไร้ตัวตน 

เหมือนอย่างที่อาเธอร์เขียนในสมุดบันทึกว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดของการเจ็บป่วย คือคนอื่นจะทำเหมือนว่าไม่เป็นอะไร” แล้วคุณล่ะ รู้สึกอย่างไรกับหนัง JOKER และตัวละคร อาเธอร์ กันบ้างฮะ มาแชร์กันหน่อย

หนังต้องห้ามเรื่องแรกที่แอบพ่อแม่ดู เปรตเดินดินกินเนื้อคน

เชื่อว่าวัยเด็กทุกคน จะต้องมีหนัง “ต้องห้าม” ที่แอบพ่อแม่ดู

หรือจับกลุ่มนัดกันไปดูบ้านเพื่อนแบบลับๆ แน่ มาแชร์กันว่าของคุณคือเรื่องอะไร? หากตัดหนังวาบหวิวชวนสยิว 18+ ออกไป เรื่องแรกของเราที่ต้องซ่อนม้วนวีดีโอไว้ลึกสุดของกระเป๋านักเรียน แล้วแอบหยิบมาดูตอนไม่มีใครอยู่บ้าน ก็คือ Cannibal Holocaust หนังสยองขวัญเรื่องดังในยุค 80

หรือชื่อไทยโคตรชวนแหวะ “เปรตเดินดิน กินเนื้อคน” หนังโหดในตำนานที่ติดท็อปลิสต์ความป่าเถื่อนของใครหลายๆ คน เริ่มจากเพื่อนในห้องเอาม้วนวีดีโอมาเผยแพร่ ด้วยความไม่รู้ประสา มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า นี่คือเทปวีดีโอของกลุ่มนักศึกษาที่ถูกเจอในป่า ดูหนัง อะเมซอนที่มีชนเผ่ากินคน ไอ้ความมิสเตอรี่ต้องห้ามนี่แหละ ทำให้รู้สึกว่าพ่อแม่จะต้องห้ามดู โดยเฉพาะมีฉากฆ่าสยดสยอง และฉากเซ็กส์ที่โฉ่งฉ่าง การดูเทปนี้ก็เหมือนดูเทปคนตายที่ผิดกฎหมายอยู่ ตอนนั้นคิดแบบนี้จริงๆ ฮ่าๆ

ดูหนัง

ซึ่งประสบการณ์เปิดซิงครั้งแรกคือ ดูไม่จบ ทำใจไม่ได้

(ตอนนั้นอยู่ชั้นประถม) มันรุนแรงวิปริต ป่าเถื่อนเกินจะรับไหว ทั้งทรมานสัตว์ ฉากฆ่าที่รุนแรง มีการใช้ก้อนหินทุบอวัยวะเพศ ฉากชำแหละศพ และฉากจำติดตาที่มีการนำไม้ปลายแหลมเสียบจากก้นจนทะลุปาก ที่ชวนแหวะจนต้องเบือนหน้าหนีไปจากจอ หลายๆ คนอ้วกแตกมาแล้ว

จนเราหวาดกลัวหนังเรื่องนี้ไปพักใหญ่ด้วยความเชื่อที่ว่า มันคือเรื่องจริง! มีคนตายจริง! ประสบการณ์ภาพติดตาแม่งมีจริงเว้ย เล่นเอากลัววีดีโอม้วนนี้ไปเลย นานมาก…กว่าจะทำใจดูให้จบได้ ก่อนจะมารู้ทีหลังว่า นักแสดงทุกคนยังใช้ชีวิตกันอยู่ครบ 32 ตอนเข้าฉากยังดูดน้ำหวาน ทากันแดดกันด้วยซ้ำ ปัดโธ่ ซึ่งไอ้ความป่าเถื่อนสมจริงนี่แหละ ดันไปสร้างเรื่องราวถกเถียงในโลกภาพยนตร์ เพราะมีคนเชื่อว่า ภาพความรุนแรงต่างๆ เว็บดูหนัง ในวีดีโอนั้นคือเรื่องจริง ถึงขนาดมีข่าวลือว่า ในกองถ่ายนั้นมีการฆ่านักแสดงตาย เดือดร้อนถึง Ruggero Deodato ผู้กำกับสายโหดชาวอิตาเลียน และทีมงาน ต้องนำเบื้องหลังการถ่ายทำ ทั้งภาพนิ่ง วีดีโอ และภาพนักแสดงที่ยังมีชีวิต จนทำให้เราได้เห็นภาพเบื้องหลังจากการถ่ายทำที่มีการปล่อยออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือการฆ่าทารุณสัตว์เพื่อให้ได้ภาพที่สมจริง ทีมงานจึงไม่รอดการต่อต้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์อยู่ดี

ถึงตอนนี้ Cannibal Holocaust ก็ยังคงถูกพูดถึง ในฐานะหนังสยองขวัญขึ้นหิ้ง และหนังชั้นครูของใครหลายๆ คนในแนวนี้ ที่โหดแบบถึงเลือดถึงเนื้อ เซ็ตติ้งทุกอย่างสมจริง แม้แต่ เควนติน แทแรนติโน ยังยอมรับ

La Casa De Papel ซีรีย์วางแผนปล้น โคตรสนุก และมีความเป็นมนุษย์สูง

ยังคงท็อปฟอร์มซีรีส์วางแผนปล้นที่ฝั่งโจร-ตำรวจ หักเหลี่ยมเฉือนคมพลิกไปมาหลายตลบ

ซีซั่นก่อนๆ ตัวละครน่ารำคาญยังไง ก็ยังทำตัวน่าตบได้เสมอต้นเสมอปลาย La Casa De Papel ซีรีส์แนววางแผนปล้นจากสเปน มีกิมมิคเท่ๆ ตรงที่ทีมปล้นจะไม่ใช้ชื่อจริง แต่ใช้นามแฝงเป็นชื่อเมือง โตเกียว เบอร์ลิน เดนเวอร์ มอสโคว์ โดยมีศาสตราจารย์ ที่เป็นผู้จัดการทีมคอยสั่งการ เป็นมันสมองที่คอยวางแผนการปล้นโรงกษาปณ์สเปนทั้งหมด

หนัง HD

โดยมีกฎเหล็กสมาชิกในทีมห้ามมีความสัมพันธ์กัน เสน่ห์ของเรื่อง คือการชิงไหวพริบการเจรจา แก้เกมกันของฝ่ายตำรวจและโจร เหมือนประลองหมากรุก มีล่อลวง มีรุกฆาต มียอมเพลี้ยงพล้ำตานี้ เพื่อได้เปรียบในการเดินหมากเทิร์นต่อไป มีการหลอกให้ศัตรูตายใจ นี่คือหมัดเด็ดของซีรีส์เรื่องนี้ แต่แผนการที่วางมาอย่างแยบยล รอบคอบ หนัง HD สุดท้ายจิ๊กซอว์สำคัญที่สุดของแผนก็คือมนุษย์ มนุษย์ที่มีความรู้สึก มีอารมณ์ มีความผูกพัน มีจิตใจ มีความอ่อนไหว มีความเห็นแก่ตัว จึงทำให้แผนหลายๆ อย่างต้องพังไม่เป็นท่า มันสะท้อนความไม่สมบูรณ์แบบ 100% ของมนุษย์ แม้แผนการจะถูกวางมาอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ก็ตาม รวมถึงการก่อกบฏของฝ่ายตัวประกันที่เริ่มเห็นความเปราะบางของกลุ่มโจร ที่ย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง ในสถานการณ์แบบนี้ คนแบบไหนล่ะที่จะอยู่รอด หรือยืนหยัดทำตามแผน หรือรับมือกับความเครียด ความกดดันได้ดีที่สุด คนที่รักษากฎเพื่อแผนการ คนที่ทำตามแผนแบบไม่สนอะไร แม้กระทั่งชีวิตเพื่อนร่วมทีม คนที่ยอมแหกกฎ เพื่อสนองความรู้สึกตัวเอง คนที่เพื่อนสำคัญกว่าเงินหลายสิบล้าน มันจึงมีเกมการเมือง แบ่งฝ่ายท่ามกลางภารกิจการปล้น “ตัวละครน่ารำคาญ” ถูกใส่มาเพื่อให้เกินคอนฟลิกซ์ เพื่อให้เรื่องเดินไปข้างหน้า เราเห็นกันในหนัง ซีรีส์ทุกเรื่อง แต่ La Casa De Papel เรากลับมองเห็นความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ได้สมบูรณ์อะไรเลย  กฎเหล็กการห้ามมีความสัมพันธ์ในทีม เพราะมันจะทำให้ทุกอย่างพังลง พวกเขาจึงไม่ใช้ชื่อจริง เพื่อไม่ต้องรู้จัก หรือมีความสัมพันธ์ต่อกัน หรือแม้แต่กฎ แผนของการปล้น แต่ในสถานการณ์จริงที่กำลังจะมีคนตาย คุณยังจะยึดถือกฎเหล่านั้น เพื่อให้งานเดินต่อ หรือยอมแหกกฎเพื่อรักษาชีวิตใครบางคนเอาไว้ ชีวิตคนหนึ่งคนมีค่าพอให้แลกกับแผนการ หรือเป้าหมายเงินจำนวนมากหรือไม่ หนังค่อนข้างท้าทายความเป็นมนุษย์ และตั้งคำถามกับคนดูได้ดี ว่าสุดท้ายแล้ว อะไรสำคัญที่สุดสำหรับคุณ เงิน แผนการ คนรัก หรือครอบครัว ส่วนที่น่ารำคาญที่สุด กลายเป็นหัวใจของหนัง แม้เราหงุดหงิดจนอยากถีบจอทีวีก็ตาม เพราะที่สุดแล้ว คุณจะเป็นโคตรมหาโจร คนที่ฆ่าคนมาเป็นร้อย แต่มุมใดมุมหนึ่ง ก็ต้องมีความรัก ความเปราะบางจากปมบางอย่างในชีวิต แม้กระทั่งฮีโร่ก็ยังมีบาดแผลในหัวใจ ดูหนังผ่านเน็ต แม้แต่หุ่นไร้หัวใจอย่าง T-800 ยังก่อความรู้สึกผูกพันได้ นั่นทำให้ซีรีส์ปล้นจากสเปนเรื่องนี้มีเสน่ห์ และเห็นทิศทาง ปูมหลังของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ อีกประเด็นที่ชอบคือ การปล้นแบบมีอุดมการณ์ จะไม่มีการทำร้ายตัวประกันหรือทำให้ใครได้รับบาดเจ็บ การใช้กลยุทธ์ที่ทำให้คนคล้อยตามจนเอาใจช่วยกลุ่มโจร การสร้างสัญลักษณ์ การท้าทายต่อต้านระบบ แม้พวกเขาไม่ได้จะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ

แต่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ตรงนี้มาเป็นแต้มต่อข้อได้เปรียบ เบี่ยงเบนความสนใจในการเจรจาได้แบบโคตรฉลาด มีการฉีกหน้าการทำงานของรัฐที่ไม่ได้ขาวสะอาดเสมอไป จนสามารถสร้างกลุ่มคนที่มองกลุ่มโจรพวกนี้เป็นฮีโร่ด้วยซ้ำ คุณจะเอาใจช่วยพวกเค้า แม้สิ่งที่ทำคือการปล้นก็เถอะ

ความสัมพันธุ์ระหว่าง ดากานดา-ไข่ย้อย ในเรื่อง เพื่อนสนิท ใครผิด?

“ไข่ย้อย” ไม่ยอมบอกความในใจ หรือ “ดากานดา” กั๊กในความสัมพันธ์ คิดว่าใครกันแน่ที่ผิด?

หนังมีฉากจบที่คลี่คลาย สวยงาม อิ่มเอมใจ มีทั้งคนที่สมหวัง และคนที่ปมในใจถูกสะสางด้วยข้อความตัวอักษรบนโปสการ์ดที่เต็มไปด้วย “ความคิดถึง” ไม่ใช่เนื่องในโอกาสครบรอบ 14 ปี แต่ในฐานะที่คิดถึงหนังเพื่อนสนิท เราจึงหยิบกลับมาดูอีกรอบ และประโยคคำถามหนึ่งก็ถูกพูดขึ้นในวงเหล้า

หนัง HD

หนัง “เพื่อนสนิท” มึงว่า “ไข่ย้อย” หรือ “ดากานดา” ที่ผิด? ใครคนหนึ่งยกมือเสียงดัง “กูว่า … ไข่ย้อยนั่นแหละ ที่แม่งไม่ยอมทำอะไร ไม่ยอมเผยความรู้สึก มัวแต่ทำอะไรอยู่ตั้ง 3-4 ปี แม้แต่ยอมถอยให้เพื่อนตัวเองเข้ามาจีบจนเป็นแฟน ทั้งที่ตัวเองมีแต้มต่อ รู้ตัวแต่แรกว่าชอบดากานดา จนมันถึงวันที่สายเกินที่จะบอกความจริง” หนัง HD แต่อีกสองคนก็เถียงขาดใจ “แต่ดากานดา ก็มีความกั๊กในความสัมพันธ์อยู่นะ เหมือนจะมีใจ แต่เมื่อไหร่ที่ไข่ย้อยพยายามจะข้ามเส้น ก็จะมีระยะห่างกั้นไว้เสมอ ความเป็นห่วง การช่วยเหลือ ความใกล้ชิด ก็ยังอยู่ในเส้นความเป็นเพื่อน เห็นแก่ตัวที่เอาไข่ย้อยมาเป็นเซฟโซนด้านความรู้สึก การมีคนคอยซัพพอร์ตช่วยเหลือเสมอ” ส่วนเราแทงฝ่ายกลางว่า “มันไม่น่าจะมีใครผิดหรอก สูตรคำนวณใดๆ ก็คงใช้กับความรัก ความรู้สึกไม่ได้ มันอาจเป็นจังหวะช่วงเวลาที่ไม่ตรงกัน หากบอกไป ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนอาจไม่เหลือ มันโทษใครไม่ได้ ซึ่งบทสรุปก็ทำให้ต่างคนได้เรียนรู้แล้ว ในแต้มต่อความใกล้ชิดของไข่ย้อย มันคงเป็นแต้มลบที่ยิ่งไกลห่าง ด้วยความเป็นเพื่อน มันยากที่จะพูดความจริง ยากที่จะพยายามข้ามเส้นตรงนี้ไป ยิ่งต่างฝ่ายไว้ใจในความเป็นเพื่อน เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน ความสัมพันธ์ก็ยิ่งเป็นเส้นขนาน ไข่ย้อยเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกคนอื่นมาก แต่พูดน้อย แสดงออกไม่เก่ง มักจะเก็บความรู้สึกต่างๆ ไว้ในใจ แต่ภายใต้ความเงียบงัน เขาเก็บความรู้สึกในใจที่อยากพูดเอาไว้มากมาย เหมือนที่เขาถ่ายทอด เล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวผ่านโปสการ์ดนั่นแหละ แต่หนังก็ให้เห็นประปรายว่า เขาชอบแอบทำอะไรบางอย่างแทนความรู้สึก ไม่ว่าจะร้องเพลง วาดภาพ หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจ อย่าง “ล้างพู่กัน” “ห่มผ้าให้ดากานดา” ณ เกาะพงัน ตัวหมูเองก็ไม่ต่างจากดากานดา ที่มีคนมาชอบ มาคอยดูแล คอยซัพพอร์ต ในตอนแรกที่ลังเล และไม่แน่ใจ อาจเพราะยังคงติดและคิดถึงเรื่องเก่าๆ จนเหมือนไปสร้างความหวังต่อนุ้ย แต่เขาก็เรียนรู้ ได้ใช้ชีวิต ได้เปิดใจ เปิดโอกาสกับตัวเอง และกับนุ้ย ที่จะเริ่มต้นก้าวผ่านบางอย่างไปด้วยกันในเวลาที่เหมาะสม นั่นอาจเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ทำ หรือเป็นปมในใจมาตลอด นั้นคือความกล้าที่จะตัดสินใจ เปิดใจ เริ่มต้นใหม่ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกแบบจริงๆ จังเสียที การมาทะเลเพราะหนีรักของหมู จึงเป็นการปลดล็อก พบความหมายทั้งด้านชีวิต และความสัมพันธ์ เชียงใหม่-เกาะพงัน ทั้งสองจึงเป็นฉากคู่ขนาน ที่คล้ายกันแต่ต่างความรู้สึก ต่างความหมาย แต่มันทำให้ไข่ย้อยได้เรียนรู้ต่างกันไป ภายในสมุดลายดอกไม้ พร้อมโปสการ์ดปึกใหญ่ เต็มไปด้วยภาพความทรงจำที่ไข่ย้อยมีต่อดากานดา ตั้งแต่ภาพวันแรกที่เจอ มันบอกเป็นนัยว่า เขาถ่ายทอดภาพความคิดถึงลงสมุด และเก็บมันเข้าลิ้นชักความทรงจำในมุมหนึ่งของเมมโมรี่สมอง เพื่อที่จะเริ่มต้นความทรงจำใหม่ๆ การเดินทางใหม่ๆ ในชีวิต ดากานดา แปลว่า หญิงผู้เป็นที่รัก ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เป็นที่รักของไข่ย้อย เว็บสตรีมหนัง อาจเป็นรักในรูปแบบความทรงจำที่ดี คนที่ทำให้เขาเรียนรู้ความรัก มิตรภาพ ซึ่งคนรักที่เหมาะสมที่สุดระหว่างเขาและเธอ อาจเป็นมิตรภาพที่เรียกว่า “เพื่อน” ที่จะคงอยู่ และประทับในใจตลอดไปด้วยความคิดถึง จะจบประโยคอย่างไรไม่ให้มันเชยและเศร้า รักและคิดถึงหนังเรื่องนี้เสมอ … เพื่อนสนิท ป.ล.จะว่าไปแล้ว อะไรทำให้เรารักหนังเรื่องนี้กัน … อาจเพราะมันนำเสนอวัฒนธรรม ความน่ารักของภาคเหนือและภาคใต้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ใครที่ดูเรื่องนี้ จะต้องปักหมุดว่าต้องไปเรียนมช. หรือชีวิตนี้ต้องไปสัมผัสงานลูกทุ่งวิจิตรสักครั้ง มีโมเมนต์เมายาดองเซิ้งยับ ป้อนสายไหมกับคนรัก ไว้ผมยาว เรียนคณะวิจิตรศิลป์ ได้แต่งตัวเซอร์ๆ มันคือปรากฏการณ์ของยุคนั้นจริงๆ

LOST ซีรีย์ติดเกาะในตำนาน ที่หลายคนบอก “เคว้ง” ได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ

นี่คือซีรีส์ที่ตัวละครโคตรเยอะ ปมโคตรเยอะ จนถูกแซวบ่อยครั้งในหนังทำนองว่า “ห้ามตาย..จนกว่าจะดู LOST จบ” หรือได้รู้บทสรุป

ซีรีส์ Lost มักถูกใช้เป็นมุขในหนังตลกที่ล้อเลียนป๊อปคัลเจอร์อเมริกัน ในสถานการณ์ที่ว่า ตัวละครห้ามตายก่อนรู้ตอนจบ หรือการรออะไรสักอย่างนานๆ เช่น ชั้นยังไม่อยากตาย เพราะยังดู Lost ไม่จบ เป็นเพราะปมหลายอย่างที่หนังผูกไว้ รอการเฉลยมากมาย อีกทั้งนี่คือมหากาพย์ซีรีส์ในตำนานที่ยาวนานกว่าจะจบ ด้วยจำนวน 6 ซีซั่นด้วยกัน

ดูหนัง HD

Lost ออกอากาศระหว่างปี 2004-2010 มีทั้งหมด 118 ตอน โดยในแต่ละปีจะแบ่งฉายเป็น 2 ช่วง ต้นปี ท้ายปี ซีซั่น 1/25 ตอน ซีซั่น 2/23 ตอน ซีซั่น 3/22 ตอน ซีซั่น 4/14 ตอน ซีซั่น 5/17 ตอน ซีซั่น 6/17 ตอน LOST เล่าถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกจนทำให้คนรอดชีวิตกลุ่มหนึ่งต้องเอาตัวรอดบนเกาะ โดยค้นพบว่า ที่เกาะแห่งนี้มีความลับมากมาย ทั้งสิ่งลี้ลับ พวกเขาต้องเอาตัวรอด ดูหนัง HD ใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อค้นหาเหตุผลว่า ทำไมทุกคนถึงมาเจอกันที่นี่ **สิ่งที่ควรรู้** หนังมีตัวละครเยอะมากถึงมากที่สุด แต่ด้วยนี่คือซีรีส์ที่มีความยาวซีซั่นละ 20 ตอน+ ทำให้หนังมีเวลาเล่าปูมหลัง ค่อยๆ แนะนำตัวละคร จนทำให้เราแทบจะชอบทุกคนในมุมที่แตกต่างออกไป มีการจัดการตัวละครได้ดีมากๆ ทั้งคนที่มีปมกับพ่อ ปัญหาการก้าวข้ามวัย คนที่มีปมในวัยเด็ก การตั้งครรภ์ของวัยรุ่นสาว ยาเสพย์ติด เชื้อชาติ ศาสนา นักดนตรีที่ต้องการความยอมรับ การมีข้อจำกัดของร่างกาย คู่สามีภรรยาเอเชีย คนเลว คนที่มีปัญหาในเรื่องรูปลักษณ์ ทุกคนมารวมบนเกาะแห่งนี้จากเหตุการณ์เครื่องบินตก และถูกเล่าผ่าน Flash Back ตัวละคร มีความเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน เรียกได้ว่าปมแต่ละคนใช้เวลา 1 ตอนเต็มๆ จนสร้างความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างลงตัว และทุกคนมีสีสัน ไม่น่าเบื่อ ปมแต่ละคนน่าสนใจ น่าติดตามหมด ซึ่งสไตล์การเล่าแบบนี้จะถูกใช้ใน 3 ซีซั่นแรก ส่วนซีซั่น 4-6 จะเป็น Flash Forward เล่าเหตุการณ์ในอนาคตสลับปัจจุบัน ปมในหนังเยอะจริงอย่างที่เค้าร่ำลือกันหรือไม่? เยอะจริง บางปมผูกไว้และเฉลยกันแบบข้ามซีซั่น เอาให้ขาดใจตาย บางปมลืมไปแล้วด้วยซ้ำถึงมาเฉลย แต่ระหว่างทาง หนังมีการผูกปมที่น่าสนใจมากๆ เพิ่มขึ้น คลายบางอย่าง และผสมไปด้วยการชงดราม่าปูมหลังอันเข้มข้น กับสถานการณ์ปัจจุบันบนเกาะที่ทำให้เราพอจะลืมปมบางอย่างไปเลย แล้วมาโฟกัสกับตัวละคร เพราะเนื้อในของซีรีส์ LOST คือการพูดถึงมนุษย์ ความสัมพันธ์ กฎของการอยู่ร่วมกัน การเอาตัวรอด โดยมีความทริลเลอร์ สิ่งลี้ลับเป็นส่วนประกอบ ทั้งควันสีดำ หมีขาว เกาะที่สามารถสั่นได้ สถานีใต้ดิน และปริศนาเหนือธรรมชาติอีกเพียบ ด้วยความที่หนังเซ็ตตัวละครจนเข้าที่ ทุกๆ สถานการณ์ทำให้เราเชื่อ เราเอาใจช่วยตัวละคร ทำให้เราเห็นความเทาๆ ของมนุษย์ ไม่มีใครขาวบริสุทธิ์ หรือดำสนิท ทุกคนมีทั้งส่วนดีและข้อผิดพลาด ทุกตัวละครล้วนมีการเดินทาง การเติบโตแทบทั้งสิ้น นี่คือเสน่ห์ของ LOST ยกตัวอย่างการอยู่ร่วมกันบนคนละความเชื่อ โชคชะตา และ ความเป็นจริง ของสองตัวละคร “จอห์น ล็อก” และ “หมอแจ๊ค” คนหนึ่งมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับชีวิต อีกคนหนึ่งคือหมอ หนังออนไลน์ ที่ตลอดชีวิตล้วนอยู่บนเหตุผลและสิ่งที่พิสูจน์ได้จริงตามวิทยาศาสตร์ แต่การใช้ชีวิตอยู่ เผชิญสิ่งต่างๆ ร่วมกัน มันปรับวิถีการมองให้แต่ละคนข้ามเส้น ยอมรับมุมมองที่ต่างด้านความเชื่อของกันและกัน ช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ สุดท้ายซีรีส์มันจะวางกับดัก เล่นกับการตั้งคำถามกับจิตใจคนดู ว่า ณ สถานการณ์เหล่านั้น คุณรู้สึกอย่างไร จะตัดสินใจ และหาทางออกในแบบตัวละครนั้นๆ หรือไม่

ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะอาจไปสปอยล์ แต่หากใครที่ชอบซีรีส์แนวเอาตัวรอด ติดเกาะ ผสมกับสิ่งลี้ลับ นี่คือซีรีส์ที่บทดี สนุก มีวิธีการเล่าที่ฉลาด ชวนติดตามมากๆ จนนำไปสู่เรื่องราวการตีความ และฉากจบที่ยังคงถูกพูดถึงจนทุกวันนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องท็อปในใจใครหลายๆ คน

“ครอบครัว” ของขวัญที่ เควิน ใน Home Alone ต้องการมากที่สุด

ทุกคนน่าจะมีหนังสักเรื่องที่เปิดซ้ำทุกครั้งที่คริสต์มาสเวียนกลับมาหา ของเราเป็น Home Alone

ถ้าวันหนึ่งเราตื่นมาโดยไม่มีคนรัก ไม่มีครอบครัว จะอยู่อย่างไร… ครั้งเป็นเด็ก เราต่างเคยฝันหาชีวิตอิสระ อยากครองบ้านทั้งหมดด้วยตัวเอง มีชีวิตที่ไม่ต้องมีใครมาตีกรอบ หนีจากการปกครองของพ่อแม่ที่มองว่าเราเป็นเด็กไม่มีเหตุผล หนีจากญาติพี่น้องที่มองว่าเราห่วยแตกในสายตา แต่สุดท้าย…เมื่อใช้ชีวิตอิสระจนเต็มคราบ

ดูหนัง HD

อิสระจนไม่มีอะไรให้คว้าต่อ เพื่อนที่เหลือแค่ตัวเองกับความเหงา ก็จะมองหาคนรัก คนในครอบครัวที่เคยร่วมผ่านทุกข์สุขกันมา แม้บ้านพื้นที่ใหญ่แค่ไหน ก็คงกว้างใหญ่เกินกว่าจะอยู่กับมันอย่างโดดเดี่ยว คงเหงาพิลึก ถ้าเรามีความสุข แต่ไม่มีใครให้หันไปแชร์ความรู้สึกเหล่านี้ภาพครอบครัวอื่นๆ ที่เควินได้เห็น ดูหนัง HD พ่อแม่จูงมือลูกในวันคริสต์มาส ทานข้าวกันพร้อมหน้า แกะกล่องของขวัญในวันแห่งความสุข คงทำให้เขาอยากย้อนกลับไป “แก้ไข” พรที่แย่ที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพลั้งปากขอให้ครอบครัวหายไป “ทุกคนในบ้านนี้คงเกลียดผมสินะ” “ผมไม่อยากได้ครอบครัวใหม่ ไม่อยากมีเลยต่างหาก ครอบครัวห่วยจะตาย” “ผมก็ไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น” ใครบางคนเคยพูดเอาไว้ว่า คริสต์มาส คือเทศกาลแห่งความสุข แต่จริงๆ แล้ว แก่นของ Home Alone ก็คือ “ความหวัง” ที่จะนำพาทุกคนไปสู่ความสุข ความหวังที่จะเจอหน้าครอบครัว ความหวังที่จะแก้ไขความผิดพลาดต่างๆ อีกครั้ง ในคืนก่อนทริปปารีสอันแสนวุ่นวาย “เควิน” ถูกมองข้ามจากพ่อแม่ เพียงเพราะเขาเป็นเด็กคอยสร้างปัญหา พี่น้อง ญาติที่เห็นเขาเป็นเด็กที่แม่ต้องคอยช่วยเหลือตลอด นั่นทำให้เขาอยากหลุดจากกรอบ อยากพิสูจน์ว่าเขาโตพอในสายตาทุกคน และเควินก็สมหวัง เมื่อเขาโดนครอบครัวทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ได้ลองใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ที่ถูกห้ามมาตลอด ได้ดูหนังโหด เล่นของเล่นโดยไม่ต้องคอยเก็บ กินไอศครีมตามใจชอบ ออกไปช็อปปิ้งด้วยตัวเองทำให้เด็กน้อยรู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อได้ทำทุกอย่างตามใจ ความสนุกนั้นแสนสั้นกลายเป็นความเหงา ไม่มีครอบครัว บ้านไร้เสียงที่คอยดุคอยห้าม และเมื่ออันตราย ความหวาดกลัวมาเคาะประตู สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือ ครอบครัว ไม่ใช่ตำรวจ สิ่งที่คิดว่าตัวเองโต กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง เควินเรียนรู้แล้วว่า เขาไม่สามารถก้าวกระโดดเป็นผู้ใหญ่ได้ แต่สามารถที่จะโตขึ้นในวัยของเขาได้ ไต่ตรองความผิดพลาด คิดถึงคนอื่นมากขึ้น ซีนที่เควินวางแผนปกป้องบ้าน พิสูจน์ว่าเด็กคนนี้คิดถึง และต้องการทำทุกอย่างเพื่อปกป้องบ้าน ที่ที่ครอบครัวของเขาสร้างมันมา อีกนัยหนึ่ง การยืนหยัดใช้ชีวิต เอาตัวรอดได้ คือการที่เขาพิสูจน์ว่าโตพอในสายตาพ่อแม่  คริสมาสครั้งนี้ คงไม่มีพรไหนที่เขาอวยพรร้องขอไปกว่าการได้ครอบครัวที่เขารักกลับมา ถึงแม้พี่ชายตัวดีจะชอบกลั่นแกล้ง แม่จะไม่เข้าใจ และมองว่าเขาไม่ยอมโต หรือน้องจะชอบฉี่รดที่นอน แต่มันก็คงเป็นส่วนเติมเต็มให้ “บ้าน” และคริสต์มาสครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุดในแบบของมัน อีกประเด็นที่หนังใส่เข้าไปคือเรื่องการไว้ใจคนแปลกหน้า การตัดสินคนที่ภายนอก มายาคติของเด็กหรือมนุษย์ทุกคนจะไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ทั้งคณะวงดนตรีชายล้วน และคุณลุงกวาดหิมะ ล้วนแสดงให้เห็นถึงน้ำจิตน้ำใจในยามที่คนอื่นต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ ทุกคนย่อมมีความหวังในความสิ้นหวัง เหมือนที่แม่เควินพยายามทำทุกอย่าง หนังถ่ายทอดสด แม้สละวิญญาณ ยอมกลายเป็นมนุษย์ป้าผีบ้าอาละวาดสนามบินเพียงเพื่อตั๋วหนึ่งใบกลับบ้านไปหาลูกชาย ด้วยความเชื่อที่ว่า คริสมาสคือเทศกาลแห่งความหวัง ซึ่งแค่นั้นเพียงพอที่จะทำให้เธอได้พบกับความหวัง การช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ นี่คือการต่อสู้ของสองคนที่เคยทะเลาะกันในวันนั้น บอกว่าไม่อยากเห็นหน้ากันและกัน กลับเป็นคนที่ต่างฝ่ายอยากเจอหน้ามากที่สุดในวินาทีนี้ 

ท้ายที่สุด “ครอบครัว” หรือ “บ้าน” คือเซฟโซนอันอบอุ่นเสมอ ที่เราจะนึกถึงเสมอเมื่อไม่มีใคร และเมื่อมีโอกาสที่สอง เราคงโอบกอดความรู้สึกนั้นไว้ และรักษาไม่ให้พวกเขาหายไปไหนอีก อาจมีช่วงเวลาที่หลงลืมกันไปบ้าง แต่อย่าทอดทิ้งครอบครัว

มือปืนโลกพระจันทร์ หนังที่พิสูจน์ว่า ตลก ก็เล่นบท ดราม่าได้

จำกันได้มั้ยว่า ดู มือปืน โลก/พระ/จัน กันไปคนละกี่รอบ และความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้เป็นยังไง ลองมาทบทวนความจำกัน

“ฝันร้ายเกิดจากจิต ต้องดับที่จิต ไม่ใช่ที่ชีวิตคนอื่นนะโยม” ไดอะล็อกที่เป็นโครงสร้างหลักของหนัง ว่าหลักของศาสนาพุทธ คือการ “ให้อภัย”  สุดท้าย…คนที่เป็นทุกข์จากการล้างแค้นคนอื่นมาตลอดชีวิต กลับเป็นคนที่ต้องการให้คนอื่นให้อภัยตัวเองมากที่สุด สิ่งที่ “คิด ไซเรนเซอร์” เรียนรู้จากการเป็นฝ่ายฆ่าพ่อคนอื่นบ้าง

ดูหนัง

ว่าการให้อภัย คือการจบทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้องมีการสูญเสีย คนที่ไม่สามารถปล่อยวางจากความแค้น ก็จะจมทุกข์อยู่กับฝันร้าย กับการล้างแค้นไปตลอดชีวิต “โลกของมือปืน” หนังพาไปสำรวจโลกของคนที่จิตใจเด็ดเดี่ยวพร้อมปลิดชีวิตคนอื่นเพียงแค่ลั่นไก แต่พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ มีบาดแผล ดูหนัง และในโลกโทนสีมืดๆ ของพวกเขา มันมีมุมสว่างในแง่มิตรภาพ ความเป็นพี่น้อง การให้ความเคารพนับถือ สัจจะต่อกันในวงการ และการหักหลังเมื่อคุณหมดประโยชน์ ไปจนถึงมุขตลกเสียดสีคนอาชีพมือปืน ถึงความรู้การศึกษาอันต่ำต้อย จนทำให้เส้นทางของพวกเขา ก้าวหนีไม่พ้นยาเสพย์ติด และการฆ่าคนเพื่อเลี้ยงชีพ แต่หนังเรื่องนี้ ทำให้มือปืนดูเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ และน่าสงสาร “มือปืนรุ่นเก๋าตกยุค ถูกดิสรัปต์โดยมือปืนรุ่นใหม่” นอกจากหลักพุทธศาสนา ต้อม ยุทธเลิศ ยังเล่นกับสัจธรรมของโลกที่ไม่มีใครอยู่คับฟ้า เมื่ออายุเยอะ ฝีมือตก ในโลกที่มือหนึ่งตกยุค ความเก๋า กลายเป็นของเก่า จนโดนเด็กรุ่นหลัง มือปืนฝรั่งเข้ามาโค่นบัลลังก์ คือสัจธรรมที่เกิดขึ้นได้ในทุกวงการ แต่ไอ้ความเก๋านี่แหละ ที่บ่มจนเกิดเป็นงานแอ็คชั่น-คอเมดี้ ที่เติมด้วยเหล้าวิสกี้ดราม่า-พุทธศาสนา เข้มๆ เขย่าเข้ากันอย่างลงตัว “คาแรกเตอร์โดดเด่น พาคนดูรักตัวละคร”รู้ทั้งรู้ว่าไอ้ที่เอาใจช่วยนั่นคือมือปืน แต่การดีไซน์-สร้างปมอดีตให้กับตัวละคร ก่อนจะพาพวกเขาไปสู่ชะตากรรมอันแสนปวดร้าว ยิ่งทำให้เราอดรักตัวละครเหล่านี้ไม่ได้  ที่สำคัญ เรายังเห็นการบียอนด์ของดาวตลกหลายคน ที่ก้าวผ่านการเป็น “ตลก” มาเล่นหนัง แต่มา “แสดงหนัง” ในบทดราม่าเข้มๆ ต่างจากหนังยุคปัจจุบัน ที่เห็นนักแสดงตลก ก็รู้ทันทีว่าเราจะได้เห็นการแสดงแบบไหน มุขอะไรที่จะถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องนี้ ป๋าเทพ น้าหม่ำ พี่เท่ง และอาถั่วแระ ทำในสิ่งที่ไม่คาดว่าจะได้เห็น กับการสร้างการแสดงอันน่าจดจำเอาไว้ในระดับมาสเตอร์พีซ ที่ไม่รู้จะได้เห็นอีกหรือไม่จากพวกเขา ไม่แปลก ที่เราจะเสียน้ำตาให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน หมา ลูกบักเขียบ และ เอ๋อ เอลวิส แม้แต่เป๋ ปืนควาย เป็นการพิสูจน์ว่า พวกเขาคือนักแสดงฝีมือจริงๆ “จำลองโลก/สังคม ดิสโทเปีย ลายเซ็นต์อันโคตรชัดเจนของ ต้อม ยุทธเลิศ” อีกหนึ่งลายเซ็นของผู้กำกับ คือการจำลองสภาพสังคม หรือสถานที่ต่างๆ ให้มีการแบ่งแยกชนชั้น มีเผด็จการ ความไม่เท่าเทียม จุดเด่นแต่ละเรื่องของเขา มักสะท้อนวิถีการดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่รอดของชนชั้นกลางค่อนล่าง โสเภณี นักมวย เซียนพระ คนขายแผ่นหนังเถื่อน เหมือนที่เราได้เห็นชีวิตมือปืนตกรุ่นไม่ได้อัพเดทวินโดว์ พร้อมกับเสียดสีการเมือง ศาสนา สังคม การกดขี่ทางเพศลงไปอย่างกลมกล่อม ส่วนในมือปืน โลก/พระ/จัน หนังฉายภาพเมืองไทยในวันที่สภาพเศรษฐกิจเลวร้าย จนธุรกิจตกในมือต่างชาติที่เข้ามาหากิน แย่งงาน ซึ่งมันเลวร้ายถึงขั้นมีผู้สมัครนายกเป็นฝรั่ง และคนไทยต้องใช้เงินดอลลาร์ แย่งกันหางานแม้กระทั่งแวดวงมือปืน จนต้องกลับไปทำไร่ไถนา เป็นสังคมสมมติที่ดีไซน์ออกมาได้แรง และน่าสนใจ เมื่อแกนทั้งหมด ถูกเล่าผ่านวิธีการของยุทธเลิศ ที่เก่งกาจในการเล่นกับสถานการณ์เล็กๆ ที่บานปลาย ความอีรุงตุงนังที่พลิกไปมาจนคาดเดาไม่ได้ ซึ่งในมือปืนโลกพระจันทร์ การว่าจ้างผิดจน จากเป๋ ปืนควาย เป็น เป๋ ท่าทราย กลับกลายเป็นเรื่องการล้างแค้นระหว่างมาเฟียและมือปืนได้ หรือสายล่อฟ้า ก็เล่นกับเงิน 3 ล้านได้อย่างถึงของ “ฉากตลก ฉากแอ็คชั่น งานคราฟต์ที่เป็นส่วนสำคัญของเรื่อง” มือปืนโลกพระจันทร์ มีฉากจำมากมาย อาจเพราะเราไม่เคยเห็นนักแสดงอย่าง โปรแกรมหนัง หม่ำ จ๊กม๊ก, ป๋าเทพ, เท่ง เถิดเทิง ควงปืนเขวี้ยงระเบิดกันแบบนี้ มันจึงมีการคราฟต์ซีนต่างๆ ขึ้นมาเพื่อส่งให้พวกเขาโคตรเท่ และปล่อยหมัดเซอร์ไพรส์คนดู โดยเฉพาะฉากดวลปืน ฉาก “หมา ลูกบักเขียบ” ต่อสู้กับฝรั่งร่างยักษ์ด้วยระเบิด และภาษาท้องถิ่น เรียกเสียงเชียร์และเสียงปรบมือก้องโรง หรือฉาก หมาและผี เสพยาบ้าในวัด นี่คือซีนที่ตลกแบบคอมโบเซ็ต และฉลาดดีไซน์ขึ้นมา ซีนตลกของเรื่อง

คือการขยี้คาแรกเตอร์ หาใช่ขับความเป็นหม่ำ จ๊กมก หรือถั่วแระออกมาให้คนตลก นี่คืองานท็อปฟอร์มของยุทธเลิศ หรือเรียกว่ามาสเตอร์พีซก็คงไม่กระดากปากนัก มันได้สร้างปรากฏการณ์เอาไว้มากมาย เป็นหมุดหมายหนึ่งของวงการหนังไทยก็ว่าได้

ฉากจบโคตรสะเทือนใจใน The Mist หากเป็นคุณจะคัดสินใจแบบไหน

The Mist ไม่ใช่หนังหักมุมในระดับชวนช็อกที่สุด

แต่มันเล่นกับความรู้สึกคนดูหนักมาก จนบางคนตกค้างหลังดูจบไปหลายวัน พร้อมคำถามในหัวมากมาย ทำไมวะ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้วะ? ทำไมต้องจบแบบนี้วะ? กลับบ้านมาเข้าพันทิป พบว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันไม่น้อย จน The Mist กลายเป็นหนังที่เสียงแตกกับตอนจบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หากเป็นคุณ จะตัดสินใจแบบตัวละครไหม?

ใครบางคนบอกว่า สู้มาแบบตาย แต่สุดท้ายมาจบแบบนี้ ส่วนเรายกมือเห็นด้วย ที่ผู้กำกับแฟรงก์ ดาราบอนท์ เลือกจบแบบนี้ อาจจะดูโรคจิต แต่มันจบได้สมบูรณ์แบบมาก กับการทุบคนดูให้เกิดภาวะสูญญากาศ  เพราะตลอด 2 ชั่วโมง หนังไม่เคยหยิบยื่นความหวังให้แก่ตัวละคร หรือคนดูแม้แต่น้อย ถึงมีแสงริบหรี่ปลายอุโมงค์ ดูหนัง พร้อมจะกระทืบโอกาสนั้นๆ เสมอ ไม่ว่ากลุ่มพระเอกจะแก้สถานการณ์ยังไง ผลมักออกมาแย่ จนความสิ้นหวังมันสุกงอม แม้น้ำหนักจะเบาไปบ้าง ที่จะยอมแพ้ แต่เมื่อคุณสู้มาทุกรูปแบบ สู้จนไม่เหลือทางที่จะไป สัญญาที่ให้กับลูกไว้ ว่าจะไม่ให้สัตว์ประหลาดมาทำร้าย หรือทุกคนต้องตายอย่างทรมาน การจบแบบนี้คงดีที่สุด เหมือนที่ตัวละครหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คงไม่มีใครมาว่าเราได้ ว่าเราไม่ยอมสู้” ซึ่งผู้กำกับ แฟรง ดาราบอนท์ เคยเปรียบไว้ว่า The Shawshank Redemption พูดถึงคุณค่าของความหวัง แต่ The Mist เป็นขั้วตรงข้าม ที่พูดถึงความอันตรายของความสิ้นหวัง ที่สามารถทำให้มนุษย์ตัดสินใจสิ่งที่โง่ที่สุดได้ ไม่เพียงเท่านี้ หนังยังตลบหลัง เย้ยคนดูและพระเอกด้วยการให้ตัวละครที่ขอเสี่ยงตายออกไปหาครอบครัวในตอนแรก กลับรอดชีวิตต่อหน้าต่อตาพระเอก ตอกย้ำความสิ้นหวังสุดหดหู่แบบจมตีน นี่คือหนังมอนสเตอร์ที่มีหลายมุมมอง หากดูผ่านๆ ก็คือหนังสัตว์ประหลาดที่สนุก มีฉากจบที่ทุกคนจดจำ แต่ลึกลงไป หนังมีแก่นในการพูดถึงการต่อสู้เอาตัวรอด ความกลัว และความสิ้นหวัง เมื่อเกิดสามสิ่งนี้ มนุษย์จะเผยสันดานดิบ ความเห็นแก่ตัวออกมา มันคือสังคม คือภาพการเมืองย่อมๆ หนังฉลาดในการเซ็ตอัพเหตุการณ์ด้วยการต้อนคนกลุ่มหนึ่งมาอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต โยนสถานการณ์กดดันต่างๆ จนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เว็บดูหนัง คนเห็นต่างในแนวคิด วิธีการ จนมีเรื่องเผด็จการ ประชาธิปไตย บวกตัวละครคลั่งศาสนา ที่เอามาใช้เพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อคนเราสติแตก ก็พร้อมจะถูกล้างสมอง และทำเรื่องโง่ๆ ได้ หรือคนที่ถูกผลักมาเป็นผู้นำของกลุ่ม ก็อาจหลงในอำนาจโดยไม่รู้ตัว และการท้าทายตัวละคร กับคนดูไปพร้อมๆ กันว่า เมื่อคุณเจอสถานการณ์ในแบบเดียวกัน จะรับมือกับมันยังไง และได้ดีแค่ไหน 

หนังเรื่องนี้ คือกระจกที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้จริงมากๆ เรื่องหนึ่ง ก็เหมือนหมอกหนาๆ ที่พรางให้เราไม่เห็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใน เปรียบกับมนุษย์ทุกคน ที่ดูไว้ใจได้แต่แอบซ่อนสันดานดิบเอาไว้

หนังฟุตบอลสุดฮา จากแก๊ง Loser ของพี่น้องกังฟู

19 ปี นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ จดหมายรักถึงหนังกังฟูของ “โจวซิงฉือ” โลกมืดลูกหนัง พันธมิตรโคตรท็อปฟอร์ม และหนังฟุตบอลที่บ้าหลุดโลกที่สุด

เผลอแปปเดียว Shaolin Soccer มีอายุเกือบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว ประสบการณ์ดูหนังช่วงมัธยมที่ฮาน้ำตาเล็ดไปกับมุขพากย์พันธมิตร และโมเมนต์ฉากบ้าบอคอแตกที่หาหนังเรื่องไหนทำซ้ำได้ยาก ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อ “โจวซิงฉือ” “นักเตะบาทามหากาฬสะท้านยุทธจักรไม่หนักหัวใคร” ชื่อบนนามบัตรถุงกล้วยแขกของ “อาซิง” หนุ่มกังฟูตกอับที่หันมาเก็บเศษขยะขาย

หนัง HD

ภายนอกเนื้อตัวมอมแมม กับนามบัตรถุงกล้วยแขก เขาพกบาทามหากาฬพร้อมรองเท้าผีบ็อก แบกเอาความฝันที่อยากเผยแพร่ “วิชากังฟูเส้าหลิน” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่อุปสรรคพี่น้องที่ร่วมสำนักต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางตัวเอง ตามกลไกลยุคสมัยที่ศาสตร์วิชากังฟูกลายเป็นเพียงความเชื่องมงายของชนชั้นกลาง หนัง HD ในสังคมยุคตลาดแรงงานแบบทุนนิยม ทั้งเร่งรีบ เต็มไปด้วยเทคโนโลยี กลับกัน ชนชั้นล่างอย่างพวกเขาที่เข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองหลวง ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด โดนกดขี่ไปวันๆ ต้องฝังวิทยายุทธลงผืนดิน มาเป็นคนล้างจาน เป็นที่ระบายอารมณ์ของเจ้าของร้าน เป็นพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ต ความเป็นเมืองหลวง ได้กดพวกเขาจนสูญเสียตัวตน ความกล้าหาญ จนกลายเป็นคนขี้แพ้ จากพี่น้องจ้าวกังฟู สู่ Loser ตกอับในเมืองหลวง พรหมลิขิตถุงกล้วยแขก พาพวกเขามาเจอกับ “อาฟง” อดีตนักเตะแข้งทองที่เคยล้มบอลจนเปลี่ยนชีวิตการค้าแข้งของเขาไปตลอดกาล การมาเจอกันของทั้งสองฝ่าย คือส่วนเติมเต็ม และแก้ไขปมในใจให้แก่กัน ในมุมของ “อาฟง” การทำทีมเส้าหลินคือการปลดล็อกชีวิต จากการถูกตราหน้าเป็น “ไอ้ขี้แพ้” “ไอ้ล้มบอล” ส่วนพี่น้องเส้าหลิน พวกเขาได้ใช้วิชากังฟูที่ตนเองถนัดอีกครั้ง ทำให้ซีนกังฟูที่ตายไป ไม่มีใครเห็นคุณค่า ได้ขยับจากวิชาของชนชั้นชนบทกึ่งล่าง มาสู่เวทีของคนชั้นกลาง อยู่ในสายตาคนชั้นสูงในรายการแข่งขันฟุตบอลระดับประเทศ Shaolin Soccer สะท้อนคุณค่าการมีอยู่ของวิชากังฟูเส้าหลิน ที่ปรับใช้ดีๆ มันสามารถนำมาต่อยอดกับอาชีพในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อการต่อสู้เข่นฆ่า เป็นจินตนาการสุดขอบของ โจวซิงฉือ โดยนำมาผสมผสานกับเกมลูกหนัง กีฬายอดนิยมแห่งยุค เป็นการคารวะ สืบสานหนังกังฟูเส้าหลินที่เขารัก และเติบโตมาในวัยเด็ก เหมือนที่ให้ตัวละครศิษย์พี่ “ฝ่ามือยมฑูต” สวมชุด “บรูซลี” ลงเฝ้าเสา ซึ่งหนังแนวนี้เหลือไม่มากนักในปัจจุบัน มันคือนัยยะที่ส่งมาว่า เขาเองก็เผยแพร่มันต่อด้วยการทำหนังกังฟูให้ยังอยู่ในโลกภาพยนตร์ คนรุ่นเก่าได้รู้สึกคิดถึง ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ได้สัมผัสหนังที่มีความเป็นกังฟูอยู่ด้วย มันคือจดหมายรักที่ส่งต่อมายัง Kung Fu Hustle คนเล็กหมัดเทวดา ที่ตอกย้ำความรักในหนังกังฟูของเขา ซึ่ง ดูหนังผ่านเน็ต Shaolin Soccer เป็นหลักไมล์สำคัญของการเป็นผู้กำกับของโจวซิงฉือด้วย นี่คือหนังที่โคตรจะบันเทิงแบบสุดทางในสไตล์โจวซิงฉือ แต่ก็พาไปสำรวจภาพสังคมฮ่องกง การดิ้นรนของชนชั้นล่าง อย่างเช่นฉาก อาซิง ยอมถูพื้นห้าง เพียงเพื่อแลกกับการได้พา “อาเหม่ย” มาเดินดูเสื้อผ้าสวยๆ ความเป็นโจวซิงถือ ที่ถ่ายทอดเรื่องระหว่างชนชั้นออกมาได้ขบขัน น่าเห็นใจ และน่ารักในเวลาเดียวกัน ขณะที่ชนชั้นสูง ก็เต็มไปด้วยอำนาจ การเอาเปรียบ ที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ที่สำคัญที่สุด นี่คือหนังที่ทีมพันธมิตรโคตรท็อปฟอร์ม ฮาทุกเม็ด แน่นทุกตับ “นักเตะบาทามหากาฬสะท้านยุทธจักรไม่หนักหัวใคร” ยังมีตับเพลงคุณลำไย “จมูกดูสันเป็นคม ทรงผมล่ะก็ยุ่งเหยิง”

“40 ต่อ 0 มึงเล่นบอลหรือเป่ากบ” “หลอกแบบดิจิตอลๆๆ” “รองเท้าผีบ็อก” จนเป็นงานพากย์ที่มีความเป็นงานคราฟต์สูง และทุกไดอะล็อกทำงานกับหนังได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ทุกซีนจริงๆ

Scary Movie หนังยำ Parody ในดวงใจอันดับ 1

Scary Movie หนังที่ทำลายความน่ากลัวของ Scream จนป่นปี้

กลายเป็นหนัง Parody สัปดนจัญไรเต็มรูปแบบ เซ็กส์ ฆาตกรรม กัญชา และหนังดัง ถูกยำใหญ่ใส่ลูกบ้าในหม้อที่ชื่อ Scary Movie หนังล้อเลียนที่ต่อยอดความสำเร็จจากหนังสยองขวัญเรื่องดัง Scream โดยเจ้าพ่อหนังหวีด Wes Craven ที่สร้างภาพจำให้หน้ากาก Ghostface เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ Pop Culture 

หนัง HD

หนังสยองขวัญยุคปลาย 90 จนปูทางสู่หนังสยองขวัญวัยรุ่นอีกหลายเรื่องตามมา Scary Movie ยึดเอาโครงเรื่อง Scream ภาคแรกมาเป็นแกนหลัก ในระหว่างทางเต็มไปด้วยการล้อเลียนซีนต่างๆ จากต้นฉบับ และหนังดังที่เป็นปรากฏการณ์ในปลายยุค 90 อย่าง Scream 2, The Sixth Sense, The Matrix, I Know What You Did Last Summer, หนัง HD The Blair Witch Project, Urban Legend, American Pie มาร้อยจนเป็นเรื่องได้แบบหน้าด้านๆ อย่างมีศิลปะ และเล่นใหญ่ จนต้องบอกว่า … เออ เอากับมันสิ แต่แม่งไปของมันได้ 555 แต่ทว่าการล้อเลียนของมัน แอบซ่อนด้วยการคารวะ ที่พูดถึงวัฒนธรรมการคลั่งหนังสยองโรคจิตจนมีพฤติกรรมเลียนแบบ หรือการยกหนังสยองขวัญชั้นครูมาพูดถึง การสับขาหลอกตัวฆาตกร ที่หนังสยองขวัญวัยรุ่นยุคดังกล่าวชอบใช้ ก็ยังถูกล้อแกมคารวะในเรื่องนี้ แค่เปิดเรื่องแล้วล้อฉากการตายของ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ กับโทรศัพท์ฆาตกร ก็แทบแย่แล้ว นี่ยังไม่นับตับใหญ่ ฉากในตำนานอย่างซีนถล่มวังค้างคาว เครื่องตัดหญ้า ฉากนกกระเรียน ฆาตกรหลบกระสุน The Matrix ฉากจู๋ทะลุรูหู และสารพัดความปัญญาอ่อนของฆาตการ แต่ในความเป็นหนังที่ไม่ได้มีแก่นสาระอะไร มีแต่มุขล้อเลียน สัปดนใต้สะดือ การทำร้ายร่างกาย แต่มันเล่นทุกมุขไปได้แบบสุดทางแบบไม่กั๊ก ผลคือหนังมันโคตรบันเทิง และใหม่มากในยุคนั้น จน เว็บสตรีมหนัง Scary Movie มีฉากลายเซ็น และจังหวะมุขตลกมากมายที่สร้างขึ้นเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงคาแรกเตอร์นักแสดงด้วย จากความสำเร็จทั้งรายได้กว่า 278 ล้านเหรียญสหรัฐ จากต้นทุนหยิบมือแค่ 29 ล้านเหรียญ จนทำให้เกิดภาคต่ออีกมากมาย พร้อมแจ้งเกิดนักแสดงสาวสายรั่วอย่าง แอนนา ฟาริส 

นี่คือต้นฉบับของหนังตระกูลยำ ที่เป็นใบเบิกทางในการเกิดหนัง Parody ขึ้นมาอีกมากมาย เพราะถึงจะบ้าบอหาแก่นสารไม่ได้แค่ไหน มันดันประสบความสำเร็จจนเกิดหนังแนวนี้ขึ้นมา ที่ไม่รู้ว่าวงการภาพยนตร์ ควรกล่าวคำขอบคุณ หรือด่าดี ที่โลกนี้มีหนังที่จัญไรได้โล่ชั้นดีแบบนี้ออกมา

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น