เขาขีดขว้างทุวิธีทาง ไม่ให้แม่ของเขา ได้ดูหนัง American Pie ทุกภาค

ฌอน วิลเลี่ยม สก็อตต์ เป็นคนปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่วัยรุ่น

เขาทำงานจิปาถะทั้งซ่อมห้องน้ำ เป็นเซลแผนกท่อน้ำ เป็นเทรนเนอร์ยิม เป็นคนโกยขี้สัตว์ในสวนสัตว์ในตอนเช้า ตกเย็นก็ไปทำงานร้านพิซซ่า(โกยขี้แล้วไปทำพิซซ่า โอ้ว..) และงานอื่นๆอีกมากมายขอให้ได้เงิน เข้าวงการครั้งแรกจากการมีบทเล็กๆในทีวีซีรี่ส์ และ MV เพลง Hole In My Soul ของวง Aerosmith 

แต่ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ เขาทำงานประจำที่แผนกท่อน้ำในร้าน Home Depot และพยายามไปแคสบทหนังใหญ่แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสแคสบทหนังจัญไร เกรดรอง ทุนน้อยเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า Unfinished Teenage Sex Comedy และแน่นอน เขาฉายแววความจัญไรจนเข้าตา หนัง HD และเขาได้บทนี้มา ชื่อตัวละครของเขาคือ สตีฟ สตีฟเลอร์ เขาใส่ตัวตนห่ามๆของเขาเองลงไปในตัวละครนี้ ทั้งที่เดิมทีนั้นตัวละครตัวนี้ก็ดูเป็นแค่ตัวประกอบในกลุ่มเพื่อนตัวหนึ่งเท่านั้น เงินเพียง 8,000 เหรียญ คือค่าจ้างสำหรับการแสดงหนังเรื่องนี้ เขาคิดว่าได้เท่านี้ก็ดีถมเถไปแล้ว

หนัง HD

แต่กลายเป็นว่าถ้าจะพูดถึงหนังสัปดนเรื่องนี้

อันดับแรกที่ทุกคนมักนึกถึงคือไอ้สตีฟเลอร์ ผู้เสียแม่ให้เพื่อนในกลุ่ม มุกระยำตำบอนต่างๆก็ได้ ฌอน วิลเลี่ยม สก็อตต์ นี่แหละที่ใส่ไอเดียลงไป จนบางมุกมันโหดและอุจาดเกินรับ อย่างเช่นมุกกินเบียร์ผสมน้ำว่าว คือไม่รุ่งก็ร่วงนั่นแหละถ้าใส่อะไรแบบนี้ในหนัง และเมื่อหนังภาคแรกเข้าฉาย ปรกติดาราที่พอได้บทเด่นๆในหนังเรื่องแรก

ก็มักพาคนในครอบครัวไปเจิม พ่อแม่พี่น้องเพื่อน แต่ฌอนพยายามขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้คุณแม่ไปดูหนังเรื่องนี้ แต่คุณแม่ไม่ยอม นอกจากจะไม่ยอมจะดูให้ได้แล้ว คุณแม่แพทริเซีย ยังพาบรรดาเพื่อนๆแม่เข้าไปดูด้วย และคุณแม่มักบอกกับใครต่อใครว่า ” ยัยนั่นมันคุณแม่สตีฟเลอร์ตัวปลอม ฉันสิคุณแม่สตีฟเลอร์ตัวจริง ดูหนังผ่านเน็ต ” จากค่าตัว 8,000 เหรียญ เพราะทุนสร้างภาคแรกน้อยนิดเพียง 11 ล้านเหรียญ มันทำรายได้สูงถึง 235 ล้าน เขากลับมาในภาคต่อและได้ค่าตัว 5 ล้านเหรียญ และภาคต่อๆไปเขาก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับรายได้.oแต่ละภาค ซึ่งเป็นหนังแฟรนไชส์ที่ทำรายได้มโหฬารบานตะไทเมื่อเทียบกับทุนสร้าง ผู้สร้างต้องยอมควักให้เขา เพราะถ้าหนังเรื่องนี้ไม่มีสตีฟเลอร์ ก็ไม่การันตีว่าหนังจะทำรายได้เยอะเท่ากับการมีเขาทำหน้าเจ้าเล่ห์อยู่ในหนังรึเปล่า เดิมที่หนังใช้ชื่อยาวเหยียดว่า Unfinished Teenage Sex Comedy แต่เพราะในหนังมีซีนที่จิมพระเอกของเรื่องต้องกระเด้าพาย

ก็เป็นฌอนนี่แหละที่เสนอให้เปลี่ยนชื่อหนัง ฌอนพูดคุยกับ อดัม เฮิร์ซ มือเขียนบทเรื่องเกี่ยวกับการแสวงหาการเสียความบริสุทธิ์ มันเปรียบเหมือนการเจาะพายที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ หนังจึงเปลี่ยนมามาเป็นชื่อ American Pie นั่นเอง

การแจก Fuck ครั้งแรก ในหนังของลุงแซมมวล แอล. แจ็คสัน

หลังจากแสดงบทกิ๊กก๊อกในหนังและซีรี่ส์มาแล้วไม่กี่เรื่อง แซมมวล แอล. แจ็คสัน

ปรากฏตัวในหนัง Coming to America ปี 1988 ด้วยมาดโจรปากเสียที่ร้าน McDowell’s ลุงสบถคำว่า Fuck! ซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างประกาศปล้นร้านเบอร์เกอร์(มึงไม่มีที่ให้ปล้นแล้วเหรอวะ) และนั่นเองที่โลกได้เริ่มรู้จักดาราสมทบมาดถ่อยที่มีคำว่า Fuck จากปากเป็นโลโก้ประจำตัวที่เล่นเรื่องไหนต้องมีแจกกล้วยแทบทุกเรื่อง แม้จะเป็นบทสมทบเล็กๆในหนังที่มี เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ นำแสดง แต่นั่นก็ทำให้ลุงแซม

เริ่มค้นพบสไตล์ที่คอหนังคุ้นเคยกันดี เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ ยุคนั้นถ้าเปรียบเป็นยุคนี้ก็ วิล สมิธ ดีๆนี่เอง Beverly Hills Cop สองภาคแรกมันคือหนังระดับทะลุทะลวง Box office ส่งผลให้เอ็ดดี้คือจุดสูงสุดที่ดาราผิวหมึกทุกคนอยากไต่ไปถึง ไม่เว้นแม้แต่ลุงแซมที่ในตอนนั้นเป็นแค่ตัวประกอบเล็กๆโฉบไปโฉบมา และมีปัญหาเรื่องใช้ยาเสพติด หนัง HD เรียกง่ายๆว่าเป็นอดีตไอ้ขี้ยาที่บังเอิญได้แสดงหนังกับเขานั่นแหละ และลุงแซมมอง เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ ด้วยแววตาประกายว่าสักวันข้าจะต้องเป็นอย่างเอ็งให้ได้เลยให้ตายสิ เหมือนจะค้นพบทางตัวเองใน Coming to America เรื่องนี้แหละ เพราะหลังจากนั้นลุงแซมก็พาตัวเองกระโจนสู่บทบาทดาราสมทบที่บุคลิกไม่ซ้ำใคร

หนัง HD

ราวกับน้าค่อมของบ้านเราก็มิปาน เราต้องได้ยินคำว่า “ไอ้สัส!”

จากปากน้าค่อม แต่ของลุงแซมนั้นคือคำว่า Fuck และ Motherfucker ไม่มีใครแจกควยได้อารมณ์และความรู้สึกเท่ากับคนๆนี้อีกแล้ว ชีวิตนี้ถ้าโดนลุงด่าไอ้แม่เย็ดสักครั้งกูคงตายตาหลับ อยากให้รู้โดยทั่วกันว่าแกแจก Fuck มาก่อนหน้าที่จะมาดังระเบิดใน Fulp fiction ของ เควนติน ทาแรนติโน่ เสียอีก

พูดถึงร้านเบอร์เกอร์ McDowell’s ในหนัง Coming to America แล้ว รู้ไหมว่านี่คือร้านที่อุปโลกขึ้นในหนังเพื่อเลียนแบบร้าน McDonald’s นั่นเอง โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานใหญ่ McDonald’s ให้มีโลโก้ลักษณะคล้ายๆกัน เมนูก็มีเมนูคล้ายๆกันได้ เช่น McDonald’s มี Big Mc ทาง McDowell’s ก็มี Big Mick เป็นต้น ที่สำคัญคือดันเปิดร้านขายกันจริงๆจังๆ คนแม่งก็แห่ไปอุดหนุนตามกระแสฟีเวอรืของหนัง เว็บสตรีมหนัง แต่ก็เกิดมีคดีฟ้องร้องกันขึ้นเมื่อ McDonald’s สาขาในพื้นที่เดียวกันเกิดไม่พอใจที่ร้านเลียนแบบเสือกขายดีแล้วไปแย่งลูกค้าตน แต่ทว่าสำนักงานใหญ่เล็งเห็นเป็นเรื่องขำๆแล้วไม่ถือสาหาความ ร้าน McDowell’s จึงดำเนินขายต่อไปจวบจนปี 2013 กันเลยทีเดียว ถือว่าสำนักงานใหญ่ McDonald’s นั้นค่อนข้างป๋ามากที่ไม่ถือสาร้านเลียนแบบ ปัจจุบันแม้ว่า McDowell’s จะปิดตัวลงไปแล้ว ก็ยังมีคนตกแต่งร้าน McDowell’s ขึ้นมาจริงๆจังๆในงานเทศกาลฮัลโลวีน

เพื่อรำลึกถึงหนังที่พวกเขารักในอดีต โดยเจ้าของร้านสั่งพนักงานให้ช่วยกันดัดแปลงร้าน The Wiener’s Circle ของเขาให้เป็น McDowell’s มีการขึ้นป้ายร้าน ตกแต่งร้านกันอย่างจริงจัง พนักงานก็ถูกจับแต่งตัวเป็นพนักงานแบบในหนัง เป็นที่ถูกอกถูกใจคอหนังในชิคาโก้เป็นอย่างมาก

เต็ม 10 คะแนน ซีรี่ย์ His Dark Materials ใน HBO GO กับ MONOMAX

ความบ้าคลั่งของเน็ต 3BB คือพ่วงเอา HBO GO กับ MONOMAX มาด้วย

ในช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดคนไม่ค่อยออกไปไหนกันเนี่ยแหละ บ้าไปแล้ว!! นี่กะจะไม่ให้ทำอะไรกันเลยใช่มั้ย คือปรกติกูก็ใช้ 3BB อยู่แล้วไง ทีนี้พอเปลี่ยนแพ็กเกจตามที่เขาบอก เพราะเห็นว่าดูสตรีมของ HBO GO ได้ ก็เลยลองจัดดู เท่านั้นแหละมึงเอ๊ย… ขอบตากูก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

อย่างอีซีรี่ส์เรื่อง His Dark Materials เนี่ย ดูแบบงงๆไม่รู้อะไรดูแค่เพราะว่า เจมส์ แม็คอวอย นำแสดง ดาราเบอร์ใหญ่ขนาดนี้มาโผล่ในซีรี่ส์มันไม่น่าจะธรรมดา แล้วก็ติดกับดักมันจนได้ ติดงอมแงม ติดจริง ติดจัง เผลอแป๊บๆซัดรวดเดียวไป 8 ep.จบ ดูทีแรกก็ว่ามันคุ้นๆเนื้อเรื่อง มาตบเข่าฉาดก็ตรงมีหมีขาวสวมชุดเกราะเนี่ยแหละ ตาสว่างเลย นี่มันเรื่องเดียวกับ The Golden Compass หนังตั้งแต่ปีมะโว้ที่เล่นโดย ดูหนัง HD แดเนียล เคร็ก กับ นิโคล คิดแมน ตอนนั้นมีแต่คนด่าแล้วเอาไปเทียบกับ Narnia กูเลยไปค้นหาข้อมูลมาสมทบประกอบการดู เพราะซีรี่ส์โคตรสนุก หาไปหามาแล้วก็ป๊ะเข้าให้ ฟิลลิปส์ พูลแมน คนเขียน His Dark Materials นี่คือแกเกลียดนิยาย Narnia มาก เลยเขียนอะไรที่มันสุดขั้วขึ้นมาเพื่อบลัฟความโลกสวยของ Narnia แต่พอนิยายของแกถูกสร้างเป็นหนัง The Golden Compass กูว่าแกคงอยากกัดลิ้นตาย เพราะมันออกมาเป็นหนังผจญภัยเด็กน้อยไม่ต่างจาก Narnia เท่าไหร่ แถมจบค้างๆคาๆและไม่น่าจะมีต่อ พอมาเป็น His Dark Materials ซีรี่ส์ของ HBO สงสัยงานนี้ได้ตายตาหลับแหงๆ เพราะว่ากันว่าซีรี่ส์ยังคงความ Dark ของนวนิยายต้นฉบับไว้ครบถ้วน ถ้ากูเป็นผู้แต่งคงน้ำตาไหลทุก ep.ที่ได้ดู เพราะทั้งเทคนิค ทั้งบทสนทนา ทั้งนักแสดง เหมือน HBO ตั้งใจให้ซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นการคาราวะและไถ่บาปแทน The Golden Compass ก็แหงล่ะเพราะ ฟิลลิปส์ พูลแมน ผู้แต่งนิยายแกลงมาช่วยคุมบทเอง โดยการสร้างสรรค์ของ แจ็ค ธอร์น มือเขียนบทที่เคยกระชากน้ำตาคนดูมาแล้วใน Wonder หนังเด็กใบหน้าพิการปี 2017

ดูหนัง HD

เน้นเรื่องราวของไลร่า เด็กกำพร้าในโลกที่เป็นอีกฟากของโลกที่เราอยู่เนี่ยแหละ

โลกอีกฟากนั้นมนุษย์ทุกคนจะมีภูตประจำตัวเป็นสัตว์พูดได้ มันจะคอยชี้นำ คอยเป็นเพื่อน คอยระวังภัยให้ ไลร่าเกิดมาพร้อมๆกับคำทำนายว่าในอนาคตเธอจะทำสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนโลก ความสามารถของเธอคืออ่านเข็มทิศทำนายได้ เธอต้องพานพบกับเหล่าพันธมิตรและศรัตรูที่มาในรูปแบบคนของศาสนจักร

ตัวซีรี่ส์ในช่วงแนะนำตัวละครแรกๆอาจยังจับจดไม่ติด แต่พอมีตัวเท่ๆเริ่มโผล่มาเท่านั้นแหละ ราชาหมีขาวยอริก , ลี นักขับบอลลูน ,แล้วก็อีกหลายต่อหลายคนที่ล้วนไม่ใช่ตัวละครที่ขาวสะอาดไปทั้งหมด แม้กระทั่งตัวที่ว่าร้ายๆยังแอบมีมุมที่น่านับถือ ส่วนตัวที่คิดว่าดีนี่ก็มีความโสมม มีด้านมืดได้เหมือนกัน มันคือซีรี่ส์ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ Narnia ชัดเจน ตรงที่มันแทบจะตั้งคำถามต่อศาสนาตลอดเวลา หนังออนไลน์ มันเป็นความหม่นมืดที่วรรณกรรมเยาวชนหลายๆเรื่องไม่กล้านำเสนอ แต่ His Dark Materials โนสน โนแคร์ มันตีแสกหน้าพระผู้เป็นเจ้ารัวๆ ไม่เหมาะต่อผู้ดีมีศีลธรรมอย่างยิ่ง ไม่เท่านั้น หนังยังถึงขั้นกล้าตั้งคำถามในความรักจากพ่อแม่แท้ๆ แบบที่ว่านี่มึงเป็นวรรณกรรมเยาวชนจริงๆป่ะเนี่ย แต่ละอันที่มึงใส่เข้ามาไม่ว่าจะเป็น เรื่องศาสนา, ฟิสิกส์,ปรัชญา,เทววิทยา และความเข้าใจเกี่ยวกับวิญญาณ ล้วนเป็นการตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ แทบทั้งสิ้น เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ขอแนะนำสำหรับคอซีรี่ส์หรือคอหนังที่อยากเสพอะไรผจญภัยแบบไม่โลกสวย 3BB GIGATainment นี่มันโคตรของโคตรความคุ้มจริงๆ จ่ายทีเดียวครบจบเลย จ่ายเพิ่มจากโปรเดิมแค่ 39 บาท ได้ทั้ง HBO GO ทั้ง MONOMAX กูว่าจะจัด Warrior ซีรี่ส์แนวแก๊งสเตอร์จีนลุยกระทืบฝรั่งที่โปรดิวเซอร์โดย จัสติน ลิน ผู้กำกับ Fast ต่อเลย

แล้วก็ Watchmen กับ Westworld ซีซั่น 3 ที่ดูค้างๆไว้ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ moviesdoofree เปลี่ยนค่ายเปลี่ยนโปรได้ก็เปลี่ยนแม่งซะเลย หลายๆเรื่องมีพากย์ไทยให้เสร็จสรรพ อย่าง His Dark Materials เรื่องนี้ก็มีพากย์ไทย

โลเกชั่นอินเดีย ประเทศปราบเซียนคนทำหนัง

พูดถึง Extraction นี่เอาจริงๆคือ Netflix ยังไม่ถึงขั้นบ้าคลั่งพอที่จะลงทุนสักเท่าไหร่

เพราะมาเซ็ตฉากบังคลาเทศในบ้านเราเนี่ยแหละ ทั้งที่ไปถ่ายบังคลาเทศ หรือ อินเดีย จะใกล้เคียงกว่า คือมันดูออกเลยว่าซีนไหนคือไทย ซีนไหนคืออินเดียและบังคลาเทศ อย่างเช่นเรือนี่ก็ไม่ใช่แขกแล้ว คริส เฮมเวิร์ธ นี่รับเงินไปเต็มๆตีนจากทุนราวๆ 60 ล้าน พี่ธอร์แกน่าจะฟาดคนเดียวไป 20 ล้าน

นอกนั้นคือแบ่งๆไปโปรดักชั่น โลเกชั่นถ่ายฉากบู๊ในอินเดียหรือบังคลาเทศตรงๆไม่ได้ ก็มาเซ็ตเอาที่ประเทศค่าเงินถูกๆใกล้ๆนี่แหละ แต่หากถามคุณภาพเรื่องบท เอาจริงๆแม่งไม่ได้มีอะไรพอๆกับ The Raid ภาคแรกนั่นแหละ เพียงแต่นี่คืองานขายคิวสตั๊นท์ เพราะผู้กำกับนี่เป็นสตั๊นท์มือหนึ่งของจักรวาล Marvel ประมาณเดียวกับผู้กำกับ John Wick อย่าลืมว่า Netflix เขาต้องการยอดคนดู คนเข้าไปสมัคร  ดังนั้นการลงเงินไป 60 ล้านเหรียญ ดูหนัง HD โดยใช้พี่ธอร์ล่อเป้าเอาคนอินเดียหรือประเทศแถบๆนั้นพันกว่าล้านคนมาดู Netflix ให้ได้ อย่างน้อยก็ชนชั้นวรรณะที่พอมีกำลังสมัครนั่นแหละ คือได้มาซัก 100 ล้านคนนี่ก็คุ้มตายห่าแล้ว นี่ถ้าซีเรียสเรื่องบทกว่านี้ หรือลงทุนไปถ่ายในอินเดียแม่งเลยทั้งเรื่อง วางงบไปซัก 100 ล้าน น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้คนอินเดียกว่าที่เป็น แต่อย่างว่าแหละ ทำหนังขายคนอินเดีย แม่งไม่เอาพี่คริสไปเต้นๆกับนางเอกอินเดียก็ดีเท่าไหร่แล้ว ที่สำคัญคือ

ดูหนัง HD

ก่อนนี้ Netflix ไปบ้าเลือดกับหนังบู๊ไมเคิล เบย์ เป็นร้อยๆล้าน

แต่หนังแม่งหายไปกับสายลม ฉายไปสัปดาห์เดียวแทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย นี่ถ้าเอางบของเบย์ มาลงกับ Extraction คงได้เห็นหนังแอ็คชั่น Netflix ที่เอาวนมาเข้าฉายโรงยังฟันเงินได้สบายๆ แต่ที่กูวิเคราะห์มาในเบื้องต้นนั้นอาจจะผิดก็ได้นะ เพราะว่ากันว่าขนาดหนังอินเดียแท้ๆ

หรือโฆษณาอินเดียแม่งยังยกกองมาถ่ายบ้านเราเลย นั่นเพราะว่าความมึน มิสนหีสนแตดใดๆของบรรดาแขกมุง ซึ่งหนักข้อกว่าไทยมุงมากๆ ยิ่งเป็นการถ่ายหนังที่มีดาราระดับโลกมาถ่ายกันกลางชุมชนด้วยแล้ว คือแม่งต้องใช้ไม้ไล่ฟาดเหมือนๆกับที่ตำรวจไล่ฟาดคนไม่ให้ออกจากบ้านตอนโควิดระบาดหนักๆนั่นแหละ คือในเรื่องเราจะเห็นซีนปะทะตัวๆกันกลางเมืองของพี่ธอร์ กับ นักบู๊เชื้อสายแขกอีกคน ซีนนี้แหละที่เห็นได้ชัดว่าแขกมุงแม่งหนักข้อกว่าที่คิด คาดเดาว่าแม่งไม่ใช่การเซ็ต หนังถ่ายทอดสด เพราะเขายิงกันแทงกันจะตายห่าแม่งยังมายืนดูกันหน้าตาเฉย โดยไร้ท่าทีแตกตื่นใดๆ และมีซีนหนึ่งที่ดาราดังของอินเดียผู้รับบทตัวร้ายของเรื่องต้องเดินกลางชุมชน อันนี้ถึงขนาดต้องให้การ์ดมากั้นให้เห็นกันจะๆ แล้วติ๊ต่างเอาว่าเป็นเจ้าพ่อใหญ่ ใครก็เข้าถึงตัวไม่ได้เลยให้เจ้าหน้าที่มากันคน จริงๆคือแขกมุงบ้าดารา อยากออกกล้อง ขี้เสือก อยากมีบท คือเพื่อให้ง่ายและไม่ต้องควบคุมจนถึงขั้นเอาไม้ไล่ฟาด ก็ต้องใช้วิธี งั้นพวกมึงก็มาเล่นเป็นประชาชนแถวนั้นกันไปเลยสัส ด้วยความถ่ายยากนี่แหละ เลยยกกองกันมาถ่ายเมืองไทยจบ อย่างน้อยคนไทยก็ไม่น่าจะมึนเท่า จำได้ว่ามีหนังอินเดียหลายต่อหลายเรื่องเลยที่ยกกองมาถ่ายบ้านเรา

แต่เซ็ตฉากให้เป็นอินเดีย(เพื่อ?) ไม่ต้องถามหรอกว่าเพื่อ? ก็ดูความมิสนหีสนแตดของคนบ้านเขากันสิ ฮ่าๆๆ อันนี้เขาคงกราบไหว้เทพเจ้าบ้านเขากันเบื่อแล้ว พอเทพธอร์มาเยือน เลยอยากสักการะเทพแอสการ์ดบ้าง เรื่องนี้ถ่ายไทยราว 80% ที่เหลือคือ อินเดีย

ความบ้าของ คริสเตียน เบล ใน American Psycho

ใครบอกแบทแมนไม่เคยฆ่าโจ๊กเกอร์ได้ แต่รู้ไหมว่าแบทแมนเคยจามโจ๊กเกอร์ด้วยขวานมาแล้วใน American Psycho

เมื่อนี่คือฉากที่ คริสเตียน เบล ได้แสดงให้เห็นว่าเขาคือสุดยอดนักแสดงของจริง จนถึงขั้นที่ว่า จาเรด เลโต้ ต้องเอ่ยปาก “ผมกลัวหมอนั่นมันเอาขวานจามหัวผมเข้าจริงๆ” ฉากนี้ถูกถ่ายทำไปเกือบๆ 60 เทค อาการบ้าๆล้นๆของ คริสเตียน เบล นั่นคือฤทธิ์ของกาแฟที่เขาซัดเข้าไป 20 แก้วก่อนการถ่ายทำ ลองคิดดูว่า จาเรด เลโต้ ต้องเผชิญหน้ากับไอ้บ้าที่แดกกาแฟ 20 แก้ว

พร้อมขวานเล่มใหญ่ในมือ เขาจะเสียวสันหลังสักแค่ไหน คริสเตียน เบล ตั้งใจกับบทบาทนี้มากๆ เหตุเพราะเขาคือตัวสำรองที่ได้มาเสียบแทนที่ ลีโอนาโด ดิคราปิโอ เพราะลีโอถอนตัวโดดขึ้นเครื่องบินมาเมืองไทยเพื่อถ่ายทำ The Beach เดิมทีทางผู้สร้างไม่ได้ชอบใจกับ คริสเตียน เบล นัก แต่ถึงแม้ว่าบทนี้จะตกเป็นของลีโอนาโดแล้วก็ตาม ดูหนัง เบลยังคงมีหวังอันริบหรี่ เขายังคงเชื่อว่าเขาเกิดมาเพื่อบท แพทริก เบตแมน ดังนั้นเขาจึงยังคงซักซ้อมบทต่อไป โดยปฏิเสธงานอื่นๆในช่วงนั้นทั้งหมด มันเป็นอะไรที่บ้ามาก บทนี้เป็นของคนอื่นไปแล้วแต่เขายังซ้อมบทอยู่ ปรากฏว่าลีโอนาโดโบกมือลาเพื่อมาตีหรี่ เอ๊ย! มาถ่ายหนังที่ไทย จนบทตกเป็นของ คริสเตียน เบล ในที่สุด บอกแล้วว่าผมเกิดมาเพื่อบทนี้ เบลยืดอกบอกใครต่อใคร

ดูหนัง

แต่นั่นยังไม่ใช่ความสำเร็จไปเสียทีเดียว

ในเมื่อการถ่ายทำยังไม่เริ่ม ความกดดันเริ่มถาโถม เบลเหมือนหมกมุ่นอย่างมากจนไม่ได้กินได้นอนเพื่อทุ่มเทกับบทนี้ เขากลายเป็นคนไม่ยอมหลับยอมนอนด้วยฤทธิ์กาแฟที่ซัดโฮกเข้าไปวันละหลายๆแก้ว ในฉากที่เขาต้องฆ่าพอล ตัวละครของจาเรด เลโต้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น

เขาขอเทคซ้ำๆๆๆไปเกือบ 60 เทค เพราะมันยังออกมาไม่ดีพอ จาเรด เลโต้ เองก็เหนื่อยและหวาดหวั่นกับขวานในมือคนดีดกาแฟอย่างเบล แค่คิดก็มันส์แล้ว คนบ้าพร้อมขวานในมือ แถมยังต้องเล่นฉากนี้ซ้ำๆหลายสิบเทค แต่มันก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วออกมาสุดตีนอย่างที่เห็นๆกัน โปรแกรมหนัง ส่วนหนึ่งเพราะการแทรกแซงของสตูดิโอผู้สร้างที่อยากได้เทพบุตรอย่าง ลีโอนาโด ที่เพิ่งพาโรสโดดเรือไททานิคจนดังกระหึ่มไปหมาดๆ ไม่ใช่ว่าเบลไม่ดี แต่หากพูดเรื่องธุรกิจแล้ว หนังที่ลีโอแสดงย่อมทำเงินมากกว่าหนังที่เบลแสดงแน่นอน นั่นทำให้เบลต้องพิสูจน์ตัวเองให้ผู้สร้างเห็น จนนำมาซึ่งความเครียดและล้นจนคนในกองถ่ายระแวงกลัวเขาจะเป็นบ้าไปเสียก่อน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของ คริสเตียน เบล ก็ก้าวขึ้นมาเป็นโคตรนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวู้ด

ว่ากันว่าลีโอนาโดถอนตัวเพราะเรื่องค่าตัว เพราะ American Psycho คือหนังที่ผู้สร้างหวังถูกหวยด้วยการเทงบมาน้อยมากๆ อีกอย่างคือเรื่องอะไรเทพบุตรอย่างลีโอต้องมาเล่นเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้นด้วย บทจึงเป็นของคริสเตียน เบล แล้วมันก็ออกมาเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของเขา

ทำไมเราไม่กลัวหนังผีเมืองนอก แต่หนังผีไทยน่ากลัวฉิบหาย

จำความรู้สึกตอนดู Ju-on ครั้งแรกได้ดี เป็นหนังผีที่เขาว่ากันว่าคือหนังผีที่น่ากลัว

หลอนจน Box office ญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านแถบๆนี้สั่นสะเทือน หนังน่ากลัวถึงขั้นฮอลลีวู้ดเอาไปรีเมค แม่งคงน่ากลัวจริงๆนั่นแหละถึงได้ดังขนาดนี้ แม่งคงไม่ออกมาง่อยๆแบบ The Blair Witch Project หรอกมั้ง จำได้ว่าดูอีหนังเหี้ยนี่แล้วเวียนหัวสัส กูยังสงสัยจนทุกวันนี้ว่ามึงกลัวเหี้ยไรกัน ถ่อสังขารเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาดู Ju-on

เรื่องนี้โดยเฉพาะ(ปรกติช่วงนั้นอาศัยอยู่ซานฟรานฯ) ปรากฏว่าหนังผีเหี้ยนี่ทำกูเสียเวลามาก มากพอๆกับ The Blair Witch Project นี่แหละ ยังดีที่แม่งทำให้กูขำได้ ขำแม่งทุกซีนที่ผีออก อีผีบิดขี้เกียจตัวแม่ กับ ผีเด็กแป้งโคโดโหมะตัวลูก ออกมาแต่ละทีจินตนาการกูนี่บรรเจิดเลย อย่างอีผีบิดขี้เกียจที่มันบิดๆเลื้อยๆมาตามพื้นนี่มึงเป็นเหี้ยอะไร สันนิบาตแดกลำตัวมึงเหรอ ขี้เกียจหลอกคนขนาดนี้มึงไม่นอนในหลุมสบายๆวะ ดูหนัง เจอแบบนี้กูเตะผ่ากลางลำตัวแม่งจริงๆนะ ดูไม่ได้มีพิษมีภัยเหี้ยไรเลย แล้วไอ้เด็กตัวขาวอีกตัว แม่มึงทำแป้งหกใส่ตอนเปลี่ยนผ้าอ้อมเหรอไอ้สัส ยืนมองหน้ากูจับทอดแดกแม่ง ไหนๆก็ชุปแป้งขนาดนี้แล้ว ออกจากโรงมาด้วยจิตใจไม่เป็นสุข แล้วมานั่งคิดๆวิเคราะห์ดูว่าทำไมกูไม่เคยกลัวหนังผีต่างประชาติเลยวะ อย่างเช่น คืนผีเดือด ของฮ่องกงที่แม่งทำกันมาสิบกว่าภาคนี่เห็นเขาบอกว่าหลอนกันมากๆที่บ้านเขา กูเอามาดูทีไรเฉยๆมาก เฉยจนเลิกดูแม่ง แม้แต่หนังผีฝรั่งก็เหอะ ดูเอาสะดุ้งอย่างเดียว เลยจับสังเกตได้ว่า น่าจะเป็นเพราะเราไม่เคยชินกับบรรยากาศของชาตินั้นๆ ญี่ปุ่นเขากลัวของเขาเพราะเขามีวัฒนธรรม และเขาอยู่ในบรรยากาศนั้นมาตั้งแต่เกิด กูไม่เคยไปอยู่ญี่ปุ่น เจอผีญี่ปุ่นก็ถึงไม่ได้กลัวอะไร หนังผีไทยที่หลอนๆกันอยู่นี่ก็เพราะบรรยากาศมันคุ้นเคยไง ในวัดในวา เรื่องเปรต เรื่องปอบ อะไรพวกนี้ปู่ย่าตายายเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่ขนตูดยังไม่ขึ้น ก็เลยกลัวกันเป็นธรรมดา

ดูหนัง

อย่างถ้าเอาคนจีนฮ่องกงมากำกับหนังไทย

เขาก็ทำออกมาอารมณ์แบบบ้านเขานะ คนเห็นผี ของ แดนนี่ กับ ออกไซด์ แปง สองพี่น้องคนฮ่องกงน่ะ บางซีนก็อารมณ์โคตรหนังผีฮ่องกง มันไม่น่ากลัวเท่ากับที่คนไทยทำหนังผีไทยเอง แต่บางฉากก็ใช้ได้ หลอนพอดูเลย ซึ่งรวมๆแล้วมันเป็นหนังผีไทยที่ให้อารมณ์จีนๆ ก็อาจเป็นผลพวงจากความเข้าใจและคุ้นเคยในบรรยากาศและวัฒนธรรม

หนังผีไทยเนี่ย ยุคนี้ส่วนใหญ่แม่งชอบไปตามหนังผีญี่ปุ่น หนังผีเจมส์ วาน ทั้งๆที่ทำให้คนไทยดูแม่งก็ตุ้งแช่!!กันอยู่นั่นแหละ มึงน่าทำเอาหลอนบรรยากาศกันป่ะวะ หนังผีที่หลอนบรรยากาศจริงๆก่อนจะมาตุ้งแช่กันทั้งบางนี่กูก็ต้องย้อนไปโน่นเลย เปนชู้กับผี ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง นั่นน่ะคือคนทำหนังผีให้คนไทยดูจริงๆ แต่ยุคหลังๆมาผู้สร้างเขาเน้นขายนอก เลยพากันตุ้งแช่! Jump scare ตามๆเมืองนอกไป อย่างผีฝรั่งนี่ก็เช่นกัน เว็บดูหนัง แม่งกลัวอะไรกันวะ แดร็กคิวล่า , แวมไพร์ , หรือแม้แต่ผีหน้าดำๆแดงๆใน Insidious ก็เหอะ คือกูดูหนังมึงนี่ไม่ได้หลอนอะไรเลยนะ แค่กูไปดูเพื่อสะดุ้ง แค่นั้นเอง ที่ตามดูมึงมาหลายๆภาคนี่กูดูเอาสะดุ้ง ไม่ได้ดูเอากลัว พาสาวไปดูมันก็สะดุ้งมาซบไหล่ หนังผีทำเงินเยอะเพราะงี้แหละ ไอ้พวกหน้าหีชอบพาสาวไปดูแล้วทำเป็นปกป้องเธอ เผลอสะดุ้งกลัวเข้าหน่อยก็โอบ บางครั้งมีแอบจับราวนมก็มีสัส(สันดานกูเอง) แต่พอสอบถามเพื่อนๆฝรั่งดูมันก็บอกว่า ผีแม่ชีนี่แม่งโคตรน่ากลัว คือปรกติผีฝรั่งมันก็กลัวกางเขน กลัวอะไรๆที่อยู่ในโบสถ์อยู่แล้ว แต่นี่แม่งเป็นผีที่อยู่ในชุดแม่ชีอ่ะ คอมันยังห้อยกางเขนอยู่เลยอ่ะ คือแม่งไม่มีอะไรปราบมันได้อีกแล้วอีห่า อารมณ์เหมือนบ้านเราที่ พระเป็นผีซะเองอ่ะ นั่นแหละ คือแม่งผีกลัวพระ แล้วผีที่เป็นพระจะกลัวเหี้ยไรวะ กลัวคนไม่ออกมาใส่บาตรให้งี้เหรอ สรุปแล้วแค่จะบอกว่า หนังผีนี่จะน่ากลัวไม่น่ากลัวแม่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราโตมาด้วยนะ ให้กูไปสุสานฝรั่งนี่กูเฉยๆ ทั้งที่เพื่อนฝรั่งกูแม่งบอกไม่ชอบไป แม่งน่าขนลุก แต่พอกูชวนมึงไปเดินดูวัด ดูพื้นที่ที่มีการฝังศพ เผาศพมากมาย มึงเสือกชอบดูชอบไป ไอ้สัสกูเดินกลางวันในตรงที่มีสถูปเจดีย์เยอะๆกูยังเยี่ยวแทบราด แต่แม่งเสือกชวนกูไปกลางคืนเนี่ยแหละ คือพอดตมามีการมีงานทำหน่อย ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปฮ่องกง ไปหลายๆประเทศแถบๆนี้ ก็เออแฮะ แม่งเริ่มกลัวขึ้นมาบ้าง อย่างญี่ปุ่นเนี่ยกูไปหมู่บ้านชาวประมงอิเนะ คือบรรยากาศบนเขามันก็จะมีพิธีแห่ศพอะไรไม่รู้ เพราะบนเขามันคือที่ทำพิธีศพหรือสุสานอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ ได้ยินเสียงสวดตลอดเวลา บ้านเมืองก็เป็นแบบโบราณ แถมฝนยังตกรินๆอีก ฟ้าก็หม่นๆ ผู้คนก็ไม่ค่อยมี เมืองเงียบสงบและโคตรสวย

เขามีจักรยานให้ยืมฟรีๆขับตะลุยหมู่บ้าน กูขับผ่านบ้านเรือนแบบสมัยเก่าเขา แอบๆมองเข้าไปในบ้านหลายๆหลัง เขร้!! โคตร Ju-on เลยว่ะ น่ากลัวสัสๆ เสียงสวดแม่งก็แว่วๆมา บรื๋อ… หลังจากนั้นมากูลองเอา Ju-on กลับมาดูซ้ำอีก เออเว้ย และแล้วกูก็กลัวหนังผีญี่ปุ่นจนได้

Yesterday เพลงโคตรเศร้า ในหนังตลก

บรรยากาศเงียบสงัดที่บาร์แห่งหนึ่ง มีเพียงเสียงดังจากทีวี

ชายสองคนกำลังนั่งปรับทุกข์เคล้าสุรา คนหนึ่งการงาน ชีวิตครอบครัวพัง อีกคนกำลังเล่นร่มกระดาษประดับค็อกเทลราวกับว่ามันคือเรื่องสำคัญในชีวิต Yesterday, all my troubles seemed so far away Now it looks as though they’re here to stay Oh, I believe in yesterday ทั้งสองคนกอดคอปาดน้ำตา ตะโกนครวญเพลง Yesterday ของ The Beatles

กลางถนนอย่างไม่อายใคร เสียงที่เพี้ยนผิดคีย์จนน่าเกลียด บ่งบอกว่าเขาไม่สนอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่อยากตะโกนให้ความ Fuck up ที่เกิดขึ้นกับชีวิต มันทั้งเศร้า น่าขัน และปลอบปะโลมใจว่า เรื่องทุกข์ใจมันก็แค่เรื่องของวันวานเดี๋ยวมันก็คงผ่านไป จังหวะที่หนัง Yesterday กำลังเข้าฉาย พาให้เรานึกถึงตอนที่เพลงนี้ถูกใช้ถ่ายทอดความรู้สึกตัวละคร เดวิด แลงก์ลีย์ ในหนัง BEAN The Movie (เรื่องนี้เขียนบทโดย ริชาร์ด เคอร์ติส หนัง HD เหมือน Yesterday ที่กำลังเข้าฉาย) แม้เป็นฉากโคตรจะธรรมดา คนสองคนปรับทุกร์หน้าบาร์ แต่นี่คือซีนที่ธรรมดาแต่ดูเศร้า และเข้าใจตัวละคร จนถึงธรรมชาติชีวิตคนจริงๆ การมีชีวิตสงบ ราบรื่น วันหนึ่งก็อาจมีปัญหาประเดประดังเข้ามา เราก็แค่ปล่อยวางแล้วออกไปพักสมอง ค่อยๆ หาทางออกใช้ชีวิต ร้องไห้บ้าง ตะโกนร้องเพลงบ้าง แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของเมื่อวาน พรุ่งนี้แดดเช้ามาใหม่ค่อยสู้ต่อ มันคือสัจธรรมในหนังตลกไร้สาระ ซึ่งเพลง Yesterday ก็เข้ากับฉากนี้อย่างลงตัว และพาให้เราหลุดจากความตลกที่ยิงใส่เรามากว่าครึ่งค่อนเรื่อง

หนัง HD

“เพราะนายย้ายเข้ามาในบ้านฉัน เมียฉันเลยย้ายออก ฉันทุ่มเทชีวิตให้ศิลปะ และจากนี้ต่อไปศิลปะอย่างเดียวที่ฉันจะสามารถเข้าใกล้ได้คือรูปที่ฉันวาดเองบนฟุตบาทพูดง่ายๆ คือฉันไม่น่าเกิดมาเลย” 

ถ้อยคำตัดพ้อชีวิตของ เดวิด แลงก์ลีย์ ที่เปิดอกคุยกับ ด็อกเตอร์บีน นักวิชาการกำมะลอด้านศิลปะที่เข้ามาทำให้ชีวิตของเขาพังยับไม่เป็นท่า แม้คุณจะทุ่มเททุกอย่างแค่ไหน แต่เมื่อวันหนึ่งจังหวะมันไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างก็พร้อมจะซัดเข้ามาจนชีวิตเสียหลักได้เสมอ การงาน ครอบครัว

ส่วนฝั่ง บีน ก็เรียนรู้ว่า การทำตัวตรงข้ามโลก ไม่ตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำ มันไปทำลายชีวิตอีกคนหนึ่งได้ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือการที่บีนปลอบใจเดวิดด้วย “การเป็นตัวเอง” เป็นบีนที่บ้าๆ บอๆ อยู่ข้างๆ อย่างเข้าใจหัวอกคนอื่นมากขึ้น ตะโกนร้องเพลงในวันที่เพื่อนไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวในชีวิต หนังเปิดโอกาสให้คนที่แปลกประหลาดอย่างบีน ได้มีที่ยืน คือเขาพร้อมจะอยู่ข้างๆ เดวิด นั่นแหละ มันคือฉากธรรมดาที่ให้ความรู้สึกเยอะมาก ดูหนังผ่านเน็ต ขณะเดียวกัน เดวิด เปิดใจให้โอกาสกับคนสุดประหลาดคนนี้ได้ไถ่บาปสิ่งที่ทำลงไป และเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่นมากขึ้น เป็นส่วนขยายจากซีรีส์ ที่ทำให้เราเห็นอีกมุมนอกความตลก เพี้ยน ให้เห็นการจูน

ปรับตัวเมื่อต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น มีมุมน่ารักๆ และทำเพื่อคนอื่นเป็นด้วย นี่คือหนึ่งในฉากการปรับทุกข์ ฉากระบายความพังชีวิตที่ดีมากๆ โดยมีบรรยากาศ และเนื้อเพลงของ Yesterday โอบอุ้มความรู้สึกเอาไว้

พยายามใช้ชีวิตทุกวัน ราวกับได้ย้อนกลับมาแก้ไขมันแล้ว ใน เรื่อง About Time

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะแก้ไขอะไร? ความผิดพลาดระหว่างคนรัก ชีวิต ครอบครัวที่เราอาจมองข้ามความสำคัญ หรือละเลยกันในช่วงหนึ่งของชีวิต 

ฉากที่ “ทิม” ย้อนเวลากลับไปตีปิงปองกับพ่อ เพื่อบอกลาครั้งสุดท้ายในหนัง About Time คือซีนเรียบง่ายที่ทรงพลัง กิจกรรมธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน โต๊ะปิงปองตัวเก่าที่เคยประลอง ห้องเล็กๆ ที่ไว้พูดคุยถามไถ่ชีวิตกัน วันนึงที่เราเติบโต พบเจอเรื่องใหม่ ก็อาจหลงลืมคนใกล้ตัวจนโต๊ะนั้นร้างเก่า ชายหาดที่เคยวิ่งเล่น

แม้กระทั่งวันแรกที่พ่อพาเราเหยียบหาดทราย ค่อยๆ ประคองเดินครั้งแรก จนวันที่เรายืนวิ่งเล่นได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่ากิจกรรมเหล่านั้นของคุณกับคนรักคืออะไร ฉากนี้ต้องทำเสียน้ำตาแน่นอน  ความสามารถย้อนเวลาของทิม ทำให้เขาใช้ชีวิตโดยกลัวความผิดพลาด อยากแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องเสียหมด แต่เมื่อทุกอย่างในชีวิตลงตัว เขาพบว่าการย้อนเวลาไม่จำเป็น อยากมีความสุข อยากเก็บทุกรายละเอียดความงดงาม ทุกโมเมนต์ดีๆ หนัง HD ในชีวิตเอาไว้ อย่างที่ แมรี่ ภรรยาของเขาได้พูดเอาไว้ แม้งานแต่งจะถูกฟ้าฝนถล่มไม่เป็นใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีที่สุด ชีวิตใหม่เริ่มต้น มีทั้งวันดีและร้าย คือความสนุกของชีวิต  “ตอนนี้ผมไม่ได้เดินทางย้อนอดีตอีกเลย ไม่มีสักวัน ผมพยายามใช้ชีวิตทุกวันราวกับผมได้ย้อนกลับมาแก้ไขมันแล้ว เพื่อมีความสุขกับมัน ราวกับมันเป็นวันสุดท้ายที่สมบูรณ์ ในชีวิตธรรมดาที่แสนพิเศษของผม” 

หนัง HD

ในช่วงแรก “ทิม” คิดเสมอว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ คงจะรับมือ และตัดสินใจเหตุการณ์นั้นได้ดีกว่าเดิม

แต่จริงๆ แล้วชีวิตคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด เรียนรู้กับมันต่างหาก ไม่ใช่กลับไปแก้ไข  ซึ่ง “แมรี่” ก็บอกกับ “ทิม” ว่า การแก้ไขบางอย่าง ก็ต้องแก้ไขที่ตัวคนนั้นเองต่างหาก มาแชร์กันหน่อยมั้ย ว่าคุณรักโมเมนต์ไหนในหนัง About Time สำหรับเรา คงเป็นความเรียบง่าย ความเป็นธรรมชาติระหว่าง ทิม-แมรี่ และ ทิมกับครอบครัว

ภาพสาวเฉิ่มหน้าม้า ดูไม่มั่นในตัวเองในชุดเดรสเชยๆ แต่ล้นไปด้วยเสน่ห์ ผู้ซึ่งทำให้โทรศัพท์เก่าเฮงซวยของเขาเป็นสิ่งล้ำค่า ผู้ทำให้ทิมไม่ต้องการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรอีกในชีวิต หนังนำเสนอทุกโมเมนต์สำคัญอย่างเรียบง่าย การคุกเข่าขอแต่งงานข้างเตียง งานแต่งกลางพายุสายฝน ความสัมพันธ์ในครอบครัว มันทำให้คนธรรมดาอย่างเราสัมผัส เอื้อมถึง และรู้สึกตาม จนอยากจะมีความรู้สึก โมเมนต์เหล่านั้นบ้าง เว็บสตรีมหนัง นี่คือความเรียบง่าย ความธรรมดาที่โคตรน่ารัก มีเสน่ห์ ในหนังที่ว่าด้วยคนมีพลังพิเศษ About Time ยังมีซาวด์แทรคเพราะๆ งานรวมเพลงฮิตสุดป๊อปที่หลายคนรักและคิดถึงอย่าง Mr. Brightside, All The Things She Said, Back To Black, Friday I’m In Love หนังจับมาใส่และสร้างมู้ดให้แต่ละฉากเป็นที่น่าจดจำมากๆ และเพลงออริจินัลที่เพราะจับใจ อย่าง How Long Will I Love You หนังที่ทำให้เห็นความงดงาม รายละเอียดเล็กๆ ที่เคยมองข้ามในทุกๆ วัน และอยากมีชีวิตเพื่อที่จะเห็นความสุขเหล่านั้นต่อไป How long will I love you As long as stars are above you And longer if I can How long will I need you As long as the seasons need to Follow their plan ในชีวิตจริง คนเราไม่มีพลังวิเศษคอยกลับไปแก้ไขเรื่องที่ผิดพลาด

แต่มีเวลาเท่ากันในมือทุกคน ให้ใช้มันอย่างคุ้มค่า และมีความหมายที่สุด เมื่อเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นมากพอ เราคงไม่ต้องมานั่งนึกย้อนอยากกลับไปแก้ไขอะไรอีกเลย แต่เป็นนั่งคิดถึงความทรงจำเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม และความคิดถึงเสียมากกว่า

สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ หนังเจ้าพ่อที่โคตรตลก และเสียน้ำตา

สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ คือหนังที่ห่อหุ้มด้วยความตลก

แต่เนื้อในคือเรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อน ลูกศิษย์-อาจารย์ หัวหน้า-ลูกน้อง และ “ความเคารพ” ที่เป็นแก่นหลักสำคัญของหนัง  “เจ้านาย อาจารย์ และพ่อ คือคนคนเดียวกัน” ประโยคที่ “เกดูซิก” พูดเสมอ ทั้งกับลูกน้อง หัวหน้า และศัตรู ทำให้เห็นว่า วิธีทาง วัฒนธรรมของแก๊งค์เจ้าพ่อ การซื่อสัตย์ นับถือ

และเคารพกันถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และหนังก็พาประเด็นนี้ไปขยายให้กว้างขึ้น ด้วยการส่งเจ้าพ่อความรู้ระดับประถมอย่าง “เกดูซิก” ไปเรียนไฮสคูล เพื่อประดับบารมีรองหัวหน้าแก๊งค์ การถอดชุดสูท มาใส่เครื่องแบบนักเรียน พาให้เขาได้ไปสำรวจระบบการศึกษาอันเน่าเฟะ ความเหลื่อมล้ำของสังคม ชีวิตนักเรียน อาจารย์ ที่ต้องดิ้นรนสู้ในโรงเรียนที่มีเบื้องหลังเป็นแก๊งค์เจ้าพ่อ ดูหนัง HD ที่ขูดรีดเงิน เอาเปรียบนักเรียนเป็นว่าเล่น หนังมีภาพที่รุนแรง นักเรียนดีที่ต้องจำใจไปทำงานกลางคืนเพื่อหาเงินมาเรียนต่อ การโดนกดขี่จากเด็กนักเลงเจ้าถิ่น เด็กนักเรียนที่ปีนเกลียว ไม่เชื่อฟังอาจารย์ แม้กระทั่งระดับอาจารย์เอง ก็ยังโดนคนตัวใหญ่เบื้องบนสั่งให้แก้เกรดนักเรียนที่พ่อแม่ใหญ่ แทรกแทรงการทำงาน หรือเชือดอาจารย์ที่พยายามทำตัวเป็นครูที่ดีที่ยึดถือความถูกต้อง

ดูหนัง HD

ภาพสะท้อนจากถนนสายเจ้าพ่อ สู่ห้องเรียนสี่เหลี่ยม

บทเรียนนักเลงสู่บทเรียนชีวิต พอเขาลงมาอยู่กับเด็กๆ เห็นชีวิตของคนธรรมดา คนที่จิตใจเหี้ยมโหดที่สุด สามารถสั่งฆ่าคนได้ง่ายๆ อย่าง “เกดูซิก” ก็เผยให้เห็นมุมที่เอนอ่อนลง เห็นอกเห็นใจ และทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น จากที่เคยแต่เก็บเงินค่าคุ้มครองชาวบ้าน และถอยกลับหนึ่งก้าวเพื่อมาเห็นว่า การปกครองคนที่ดี

หรือซื้อใจลูกน้อง บางทีก็ไม่ใช่แค่วางอำนาจ ทำตัวกร่างใส่ แต่ใช้ใจแลกใจ และคอยปกป้องคนที่อยู่ข้างหลัง เหมือนอย่างที่เขาลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อนๆ อาจารย์ และโรงเรียน แม้วิธีทวงความยุติธรรมให้กับโรงเรียนจะหนีไม่พ้นการยกพวกตีในแบบที่เขาถนัดที่สุด รวมถึงภาพสะท้อนคนในแวดวงเจ้าพ่อ ที่แต่ละคนไม่ได้เรียนสูง จึงต้องเลือกทางเดินด้วยอาชีพนักเลง ตีรันฟันแทง  ทุกคนจึงพยายามถีบตัวเอง หนังออนไลน์ ทำชีวิตให้ดีกว่าเพื่อกลบเกลื่อนตัวเองให้ดูว่าฉลาด มีความรู้ เพื่อกดปมที่ตัวเองมีอยู่ เราทุกคนนั่นแหละ ที่ต้องดิ้นรนเสมอ ไม่ว่าจะอยู่อาชีพไหน สถานะใดในสังคม “ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหน นักเรียน ลูก ลูกน้อง แม้กระทั่งเพื่อนฝูง การให้ความเคารพนั้นสำคัญที่สุด” หนังไม่ได้สอนโดยตรง แต่ซ่อนเมสเสจเอาไว้ในหนังตามทางมากมาย ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นหนังที่ดีได้มั้ย อาจจะไม่ใช่หนังแก็งค์มาเฟียที่ดี

และเข้มข้นในเรื่องราวระหว่างแก๊งค์ แต่ “สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ” คือหนังที่สนุก ครบรส ซึ้ง ประทับใจ และโคตรตลกในทางของมัน แต่ก็มีภาพที่ค่อนข้างรุนแรงในพาร์ตของครู-นักเรียน และมีฉากตีกันที่โคตรเท่และตลกเอามากๆ

ความรักเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ปาฏิหารย์ – สายล่อฟ้า 2004

ไอ้ตุ่นไม่เคยศรัทธาในสิ่งที่พ่อมันทิ้งไว้เลย สิ่งที่มันศรัทธา กลับเป็นร่างทรงของความใคร่

ที่บรรดาเหล่านักเขียนประโลมโลกเรียกกันซะสวยหรูว่า “ความรัก” แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด มุลเลอร์ เคยกล่าวไว้ว่า ความเชื่อคือสิ่งที่ก่อให้เกิดศรัทธา และศรัทธาก็ก่อให้เกิดคำว่าปาฏิหารย์ แต่บางครั้ง…คำว่าปาฏิหารย์มันก็ยากที่จะแยกให้แตกต่างจากคำว่า บังเอิญ ยากพอๆ กับแยกคำว่า ศรัทธาให้แตกต่างจากคำว่า งมงาย

“สายล่อฟ้า” คือหนังที่เล่นสนุกกับกิเลสความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ความรัก ความเชื่อ ความศรัทธา และความโลภ โดยมีไดอะล็อกที่โคตรกวน ผสมคำคมสวยหรูที่ชวนสงสัยว่า ที่ไอ้เต่ามันร่ายยาวมา คนคนนั้นเค้าพูดเอาไว้จริงหรือไม่ เหมือนที่ตัวละครหนึ่งตั้งคำถามว่า “แม่งมั่ว ไอ้เหี้ยนี่มันรู้จักใครที่ไหนล่ะ” สะท้อนว่า คนเรามักใช้ชีวิตยึดโยงกับคำสอน ความเชื่อ คำคม ดูหนัง HD เหมือนกับที่เราพูดติดปากกันว่า เขาว่าแบบนี้ โบราณว่าแบบนี้ตามๆ กันมา มันจึงเป็นหนังที่แสบในการเสียดสีหนังเชิงปรัชญาดูยาก แต่กูทำออกมาให้ดูง่าย ตลก ซึ้ง และโคตรสนุก คนหนึ่ง..ศรัทธาในความรัก คนหนึ่ง..เชื่อว่าจะรวย มีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเสี่ยงดวงเล่นพนันบอล ความศรัทธากึ่งงมงายของผู้มีอิทธิพลในเรื่องวัตถุสิ่งของ พระเครื่อง ความเชื่อว่าผู้ชายล้วนแต่เลวทั้งสิ้นเหมือนกัน ความโลภต่อเงิน วัตถุ จนต้องขายตัวเองแลกมา หนังนำเสนอว่า มนุษย์ต่างแขวนการใช้ชีวิตอยู่กับ 3 สิ่งนี้ โดยเฉพาะกับชนชั้นที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ หาเงินใช้เดือนชนเดือน บางคนวันต่อวันด้วยซ้ำ แม้แต่คนรวย…ก็ยังต้องพึ่งหญิงบริการ หรือวัตถุทางใจ ทุกคนมีวิถีทางในการดิ้นรน เพื่อนเติมเต็มสิ่งที่ขาดเหมือนกันหมด ตัวละคร “ตุ่น” คือแมสเสจที่บอกกับคนดูว่า หากคนเราศรัทธากับความรัก มีเจตนาที่ดี ก็อาจเอาชนะใจ หรือทำให้ใครบางคนมองเห็นได้ คนที่มองลึกถึงจิตใจ ไม่ใช่แค่เปลือก รูปลักษณ์หน้าตา แม้สิ่งที่คนคนนั้นทำ จะดูโง่งมงาย หรือศรัทธา ก็ขึ้นอยู่ที่ใครจะมอง สำหรับตุ่น เขามองทุกอย่างคือความศรัทธา จริงจัง ภักดีกับความรักต่อผู้หญิงคนหนึ่ง “ฉันอยู่ตรงนี้” เพลงที่เขารักนักรักหนา และคว้าไมค์มาร้องเสมอในคาราโอเกะ น่าจะบ่งบอกถึงตัวตน และการถวายตัวให้กับความรักได้เป็นอย่างดี 

ดูหนัง HD

“ฉันอยู่ตรงนี้ถ้าเธอต้องการ ถ้าเผื่อทางนั้นทำเธอหมองหม่น” 

ขณะที่คู่ซี้ “เต่า” ก็มีเพลงประจำตัวอย่าง “สายล่อฟ้า” ที่ล่อดึงดูดตีนอยู่เสมอทุกครั้ง ใช้ชีวิตด้วยความเชื่อผิดๆ ว่าการเสี่ยงดวงพนันบอลจะชีวิตเปลี่ยน ทำให้รวยได้ นั่นคือความโง่งมงายต่ออบายมุข จนสุดท้ายติดหนี้ ต้องทำสิ่งที่โง่ที่สุด ทั้งขโมยของ โดนหลอก จนจับตัวประกันเรียกค่าไถ่  

สองคนนี้จึงเป็นคู่โง่เง่า เต่าและตุ่น ที่ใช้ชีวิตด้วย 3 สิ่งนี้ เส้นระหว่าง ความศรัทธา/ความโง่ และ ความเชื่อ/ความโง่ มีหลายซีนที่หนังทำให้เห็นตัวละครมีทั้งศรัทธา และความโง่เป็นเส้นขนานคู่กันไปตลอดเรื่อง ทั้งตุ่นที่ไม่เก็ทงานไซด์ไลน์จนโอนเงินแสน ยอมหาเงิน 3 ล้านเพื่อมาไถ่ผู้หญิงที่ตัวเองรัก เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ชายไม่ได้เลวทุกคนเสมอไป ค่าพิสูจน์ความรักนั้นแพงเหลือหลาย ทั้งที่ตุ่นเคยพูดในคาราโอเกะว่า “ความรักของเขาประเมินค่าไม่ได้” หนังถ่ายทอดสด แต่โลกของพวกเขา มันไม่มีคำว่าโง่ มีแต่ความบริสุทธิ์ที่มองทุกอย่างด้วยความศรัทธาและความเชื่อ สายล่อฟ้าจึงมีหลายมิติให้จับต้อง ทั้งความรัก ความสนุก ความสัมพันธ์ ความตลก นี่คือหนังที่หยิบมาดูกี่ครั้งก็สนุกสนานไปกับความโกลาหลของเงิน 3 ล้าน และการกระทำของตัวละคร และอาจพูดได้ว่า เป็นหนึ่งในหนังท็อปฟอร์มของผู้กำกับ “ต้อม ยุทธเลิศ” ที่ลายเซ็นเรื่องนี้ชัดเจนมาก ทั้งมู้ดหนัง ดนตรีประกอบ การเล่นกับสถานการณ์ง่ายๆ ใกล้ตัวให้เป็นการเล่นใหญ่เกินเบอร์ Easter Egg นักแสดงในจักรวาลหนังยุทธเลิศ และฝีปากการจิกกัด เสียดสีสังคม มนุษย์ลงไปทั้งแบบเนียนๆ และโต้งๆ และหนังเรื่องนี้ คือความสมบูรณ์แบบในการใช้เพลง “ฉันอยู่ตรงนี้” ที่พาหนังไปไกลมากๆ ความหมายเพลงส่งหนัง และหนังก็ส่งเพลงแบบมหาศาล เพราะมันพูดถึงตัวตัวละคร “ตุ่น” ได้แบบ 100% แต่ถึงแม้หนังจะพูดถึง ความศรัทธา ปาฏิหาริย์ ความเชื่อ ที่เป็นนามธรรมแบบสุดๆ แต่หนังก็ดึงเรากลับมาสู่โลกความเป็นจริงด้วยไดอะล็อกที่เป็นบทสรุปของหนังทั้งหมดว่า ถึงคุณจะมีศรัทธา ความเชื่อในเรื่อง “ปาฏิหาริย์” ขนาดไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยผลจากการกระทำ ถ้าตุ่นไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ชนะใจนกไม่ได้ ถ้าเต่าไม่เสียบอลหลักแสน ก็อาจกลับตัวกลับใจหากินสุจริตไม่ได้ หรือตัวนก ถ้าเธอไม่หลงผิดมาก่อน ก็อาจไม่ได้เจอกับความรักที่แท้จริงเช่นกัน

การที่คนสองคนชอบเพลงเพลงเดียวกัน ไม่น่าจะเรียกว่าพรหมลิขิต และสำหรับนกที่หวนกลับมา ก็ไม่น่าจะเรียกว่า ปาฏิหาริย์ ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “บนโลกนี้ไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุและผล ผลของการกระทำที่บางเผ่าพันธ์ บางศาสนา เรียกมันว่ากรรม”

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น