บทหนัง ของไอ้หน้าอ่อน 2 คน ใครจะไปซื้อกันว่ะ

ด้วยความที่เป็นหน้าใหม่ทั้งคู่ เบน อัฟเฟล็ค กับ แม็ตต์ เดม่อน ที่หอบเอาบทหนัง Good Will Hunting ไปนำเสนอสตูดิโอต่างๆ จึงไม่ได้มีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก

จากการนำเสนอบทหนังครั้งแรก ” ฉันจำนายได้ นายมันไอ้หนุ่ม Burger King คนนั้นนี่ ” ประโยคหนึ่งออกจากปากโปรดิวเซอร์ของค่ายหนังดังพูดกับ เบน อัฟเฟล็ค ก่อนที่จะรับบทหนังปึกนั้นไปแล้วยัดมันใส่ลิ้นชักโดยไม่เหลียวแลมันอีกเลย แค่เพราะหนึ่งในสองไอ้หน้าอ่อนคืออดีตดาราโฆษณา Burger King และไม่มีประสบการณ์เขียนบทมาก่อน

ส่วนอีกคนก็เป็นใครไม่รู้ เบน กับ แม็ตต์ สองเพื่อนซี้ที่เติบโตมาด้วยกันเพราะบ้านอยู่ระแวกเดียวกันในบอสตัน เป็นเพื่อนเล่นหัวกันมาตั้งแต่ขนยังไม่ขึ้น บ้านพวกเขาห่างกันไปแค่สองช่วงตึก แม็ตต์แก่กว่าเบน 2 ปี เบน เข้ามาฮอลลีวู้ดก่อน ดูหนังออนไลน์ ส่วนแม็ตต์เรียนที่มหาลัยฮาร์วาร์ด ในช่วงก่อนจบเขาเขียนบทหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาเกือบๆ 50 หน้าเพื่อส่งอาจารย์ แรงบันดาลใจหลักคือเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ทิโมธี อัฟเฟล็ค คุณพ่อของเพื่อนสนิทเขาคนหนึ่งนั่นเอง มันพูดถึงภารโรงที่เก่งคณิตศาสตร์มากๆและมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ แม็ตต์ ถูกอาจารย์ประจำภาควิชาตำหนิ เนื่องด้วยบทหนังไม่เป็นตามโจทย์ที่อาจารย์วางไว้ เพราะกติกาคือ บทหนังแค่องค์เดียวสั้นๆ เขาตกวิชานี้แล้วต้องแก้ใหม่ แต่อาจารย์บอกเขาว่า นี่คือบทหนังที่ดี มันจะต้องถูกสร้างเป็นหนังคุณภาพอย่างแน่นอนในอนาคต เมื่อเรียนไม่จบ และไม่ยอมกลับไปเรียนวิชาที่เหลืออีกเลย บทหนังในมือสั่นพั่บๆๆราวกับว่ามันอยากออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแล้ว แม็ตต์หอบเสื้อผ้าไปอยู่กับเบนที่แอล.เอ. แล้วเริ่มมีผลงานแสดงด้วยกันทั้งคู่ พวกเขาอยู่อพาร์ทเม้นต์เล็กๆและมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก เพราะงานแสดงไม่ได้เป็นบทในหนังใหญ่อะไร พวกเขาช่วยกันเขียนบทหนังเรื่องที่แม็ตต์เคยส่งอาจารย์ แล้วนำไปเสนอสตูดิโอต่างๆ ทว่าไม่มีใครเหลียวแลบทปึกนี้ของพวกเขาเลย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ยอดผู้กำกับ คือหนึ่งในผู้ที่ได้อ่านมัน เด็กหนุ่มอย่างแม็ตต์ เดม่อน มันใช้ได้ อนาคตไกล ผู้กำกับรุ่นครูจึงมอบบทใน The Rainmaker ให้เขา มันเป็นช่วงเวลาที่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ถ่ายทำหนังเรื่อง Jack ซึ่งมี โรบิน วิลเลี่ยมส์ นำแสดง ผู้กำกับคนดังยื่นบทให้พระเอกของเขาอ่าน เมื่ออ่านไปได้สักพักใหญ่ๆ โรบิน วิลเลี่ยมส์ เอ่ยถามผู้กำกับว่า ” ไอ้คนพวกนี้มันเป็นใคร? ” หมายถึงคนเขียนบทหนังเรื่องนี้นั่นเอง คอปโปล่า บอกว่ามันคือบทหนังของไอ้หนุ่มในหนัง The Rainmaker ที่ผมกำลังสร้าง เขาเขียนบทร่วมกับเพื่อนสนิทที่เป็นนักแสดงเหมือนกันนี่แหละ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ขอคุยกับ แม็ตต์ เดม่อน เดี๋ยวนั้นเลย และจองบท”ฌอน”ไว้ล่วงหน้าห้ามใครแหยมเด็ดขาด ทว่าคอปโปล่าแค่ได้อ่านมันเฉยๆ เขาไม่ได้ครอบครองบทหนังเรื่องนี้ มันมีคนจองแล้ว

ดูหนังออนไลน์

ไม่ใช่ใครที่ไหน ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ กับ ลอว์เร้นซ์ เบนเดอร์ คู่พาร์ทเนอร์ตัวแสบสายตาแหลมคมแห่งวงการที่เพิ่งเปรี้ยงปร้างไปกับ Pulp Fiction นั่นเอง

ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ กระโจนใส่บทหนังเรื่องนี้แบบห้ามใครมาแหยมเป็นอันขาด ความอาภัพของบทหนังเรื่องนี้คือ แทบไม่มีผู้สร้างคนไหนอ่านมันเลย จนแม็ตต์กับเบนหมดความอดทน พวกเขาจึงแอบใส่ฉากคู่เกย์เข้าไปหนึ่งฉากเพื่อทดสอบว่ามีใครอ่านมันจริงๆไหม หากใครสักคนได้อ่าน เขาต้องทักท้วงฉากเกย์แน่ๆ ปรากฏว่า ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์

อ่านทุกตัวอักษรแล้วเซ็นต์เช็คทันที แม็ตต์ กับ เบน แน่ใจว่าเขาอ่านทุกหน้า นั่นเพราะฮาร์วี่ย์ท้วงติงฉากเกย์ในบทหนังที่ดีมากๆเรื่องนี้ว่า “พวกนายแน่ใจนะว่าจะใส่ฉากห่านี่เข้ามาจริงๆ ไปตัดมันออกซะไอ้พวกบ้า” ทั้งสองสารภาพในภายหลังว่านี่ เป็นวิธีทดสอบว่ามีใครอ่านมันจริงๆไหม และ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ คือหนึ่งในคนที่ทักท้วง อีกคนคือ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ บอกพวกเขาว่า ที่พวกนายถูกปฏิเสธจาก โปรแกรมหนัง สตูดิโอต่างๆ บางทีอาจเพราะนายดันจะอยากแสดงนำเองนั่นแหละ เพราะแม็ตต์ เดม่อน ในช่วงนั้นคือเป็นดาราที่เกือบๆ จะโนเนมเลยก็ว่าได้ คงไม่มีใครอยากเสี่ยงกับดาราที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่สำหรับ Miramax Films แล้ว ถือว่ารับได้ เพราะหนังทุนสร้างไม่เยอะ และมันคือบทหนังที่ดีมากๆเรื่องหนึ่ง ทั้งสองจึงได้แสดงในบทนำพร้อมๆกับรับเช็คมูลค่า 600,000 เหรียญ ซึ่งถือว่า ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ มีความป๋ามากที่กล้าจ่ายให้นักเขียนบทหน้าอ่อนถึงเพียงนี้ แต่เปล่าหรอก “นี่คือรวมค่าตัวในการแสดงหนังเรื่องนี้ของพวกมันแล้ว” ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ กล่าว… นั่นก็ถือว่าเยอะมากอยู่ดีสำหรับวัยรุ่นสองคนที่อยู่ในช่วงลำบาก พวกเขาเพิ่งถลุงเงิน 75,000 เหรียญ ที่ได้จากการแสดงหนัง School Ties ปี 1992 ด้วยกันมาหมาดๆ ก็ตามประสาวัยรุ่นที่ชอบกินชอบดื่ม ข่าวว่าเขาจัดปาร์ตี้เชิญผู้คนมากว่า 500 คน เพื่อสนุกสนานกัน จนตื่นมาอีกทีเขาทั้งคู่เป็นหนี้ 15,000 เหรียญ เพื่อความอยู่รอดและต้องการใช้หนี้ พวกเขาจึงต้องร่วมมือร่วมแรงแก้ไขบทหนัง Good Will Hunting ให้มันขายออกให้ได้ จนกระทั่งได้มาเจอ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ นี่แหละ อันที่จริง Good Will Hunting เกือบถูกขายได้ในราคา 77,500 เหรียญ จากสตูดิโอ Castle Rock ของผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ และพวกเขาจะได้เพิ่มเป็น 100,000 เมื่อหนังถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทว่าทัศนคติไม่ตรงใจสองคู่หูสักเท่าไหร่ พวกเขาจึงขายมันให้ Miramax ที่เห็นความสำคัญของบทดั้งเดิมมากกว่า เอาเข้าจริงๆบทหนังเรื่องนี้มันเริ่มมีชื่อเสียงในวงในมาตั้งแต่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ได้อ่านมันและ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ต้องการจะร่วมแสดงแล้ว ทว่าหลายๆสตูดิโอยื่นข้อเสนอขอเปลี่ยนหลายๆอย่างในบท เห็นพวกเขาอับจนขนาดนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำร้ายบทหนังดั้งเดิมนี้ได้ คนที่เห็นค่ามันจริงๆจึงได้ไปครองอย่างไม่ต้องสงสัย ว่ากันว่า เมล กิ๊บสัน , เทอร์เร้นซ์ มาลิค , ไมเคิล มานน์ ล้วนเคยเป็นตัวเต็งได้กำกับโปรเจ็คนี้ แต่เพราะพวกเขาต้องการเปลี่ยนบางอย่างในบท และมีดารานำในใจของตัวเองกันอยู่แล้ว อาทิ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ หรือ แบรด พิตต์ แต่ Miramax โดยการนำของ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ กับ ลอว์เร้นซ์ เบนเดอร์ ให้อิสระในการสร้างมากกว่า แม็ตต์ กับ เบน จึงเชื่อใจ Miramax ภายใต้การกำกับของ กัส แวน แซนท์ ผู้กำกับ My Own Private Idaho หนังเกย์ที่ ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ ชอบมากๆในตอนนั้น Good Will Hunting ใช้ทุนเพียง 10 ล้านเหรียญ พร้อมๆกับที่ยกกองไปถ่ายทำบ้านเกิดของสองเพื่อนซี้นั่นคือบอสตัน แม็ตต์ กับ เบน คือสองนักแสดงนำด้วย แม็ตต์ กับ เบน ทั้งคู่ยืนกอดคอกันร้องไห้ในสวนสาธารณะตอนถ่ายฉากกับดาราใหญ่อย่าง โรบิน วิลเลี่ยมส์ อาจดูเป็นฉากเรียบๆ แต่เชื่อไหมว่ามีฝรั่งมุงฉากนี้เป็นพันๆคน พวกเขามารอดู โรบิน วิลเลี่ยมส์ แสดงหนังกัน พวกเขาผ่านอะไรกันมามากมาย หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไป Good Will Hunting เข้าฉายแบบม้ามืด มันจบรายได้ที่ 225 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญ มันผงาดเข้าชิงออสก้าร์ถึง 9 สาขา แล้วคว้าออสก้าร์มาได้ 2 ตัวคือ สมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่งโรบิน วิลเลี่ยมส์ บอกว่าเขาคิดไม่ผิดที่เป็นตัวตั้งตัวตีถามหาคนเขียนบทเรื่องนี้ว่าพวกมันเป็นใครกัน? ออสก้าร์อีกตัวคือ รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคู่หู เบน อัฟเฟล็ค กับ แม็ตต์ เดม่อน สองเพื่อนรักผู้ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการกว่า Good Will Hunting จะออกมาเป็นหนังอย่างที่เห็น หลังจากค่ำคืนนั้นชีวิตของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไป และทั้งคู่ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจวบจนทุกวันนี้ (ในปีเดียวกัน Good Will Hunting คว้าลูกโลกทองคำสาขาบทยอดเยี่ยมด้วย)

การบินไทย โผล่ในฉาก ยิงกันกลางเมืองใน Heat 1995

ไม่รู้ว่าแอบเนียนไปไทอินโฆษณาในหนังฮอลลีวู้ดไว้หรือแค่บังเอิญ

แต่ฉากใหญ่ในหนัง Heat ปี 1995 อัล ปาชิโน่ ไล่จับ โรเบิร์ต เดอนีโร่ ของผู้กำกับ ไมเคิล มานน์ มีป้ายโฆษณาของการบินไทยตัวเบ้อเร่อติดอยู่ข้างรถตู้ แล้วขับผ่านในช่วงเวลาที่เขากำลังจะยิงกัน มันคือฉากใหญ่ที่ถ่ายทำใน Los Angeles การปล้นสิ้นสุดลงพร้อมๆกับฉากดวลปืนในตำนานก็เริ่มขึ้

 เมื่อวิเคราะห์แล้วเราจะพบว่ากองถ่ายที่มีระบบจัดการดีเยี่ยมขนาดนี้ เขาจะยอมปล่อยให้รถตู้ติดป้ายโฆษณาหราขนาดนั้นขับผ่านจริงๆน่ะเหรอ แต่อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญก็เป็นได้ ในเมื่อ Los Angeles นี่ก็ถือว่ามีคนไทยไปใช้ชีวิตอยู่นั่นเยอะ ดูหนังออนไลน์ ถึงขนาดมี Thai Town ตั้งรกรากกันจริงๆจังๆเลยทีเดียว การจะมีป้ายอะไรที่เป็นไทยๆอยู่แถวๆนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หรือหากมองอีกมุม ระดับการบินไทยซะอย่าง ควักกระเป๋าจ่ายค่าโฆษณาในหนังระดับนั้นได้สบายๆ อีกอันเป็นหนังของ ไมเคิล มานน์ เช่นกันนั่นคือ Collateral ปี 2004 นำแสดงโดย ทอม ครู๊ซ กับ เจมี่ ฟ็อกซ์ (ที่ต่อมาได้เมียเก่าทอม ครู๊ซ มาเป็นแฟน) เป็นฉากที่พักคนขับแท็กซี่ในสนามบินใน Los Angeles ซึ่งรวมเอาคนขับแท็กซี่หลายเชื้อชาติไว้ด้วยกัน แขก จีน ฝรั่ง แม้กระทั่งคนไทย กิจกรรมยามว่างระหว่างรอผู้โดยสารก็ไม่พ้นอ่านข่าวสารจากบ้านเมืองตัวเอง

ดูหนังออนไลน์

แน่นอนว่ามีหนังสือพิมพ์ สตาร์ซอคเกอร์

ประจำวันที่ 8 มกราคม 2547 ของไทยไปปรากฏในฉากที่ เจมี่ ฟ็อกซ์ กำลังใช้เวลาว่างเล่นครอสเวิร์ด ปริศนาอักษรไขว้ (หลายคนบอกแกกำลังกาบอล) ซึ่งน่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ของเพื่อนคนขับแท็กซี่ที่เป็นคนไทย ทั้งสองเรื่องใช้โลเกชั่นถ่ายที่ Los Angeles ทั้งคู่

ว่ากันว่าที่ไทยทาวน์ใน Los Angeles นั้น ก็มีหนังสือจากบ้านเราไปขายที่นั่นหลายหัวเหมือนกัน เพราะคนไทยที่นั่นเยอะมาก ทำอาชีพแตกต่างกันไป เว็บดูหนัง ในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังเป็นสิ่งไกลตัว ก็มีหนังสือพิมพ์นี่แหละที่ช่วยให้คนไทยที่โน่นได้อัพเดตข่าวสารบ้านเมือง หรือติดตามอ่านคอลัมน์โปรดที่เคยอ่านประจำตอนอยู่เมืองไทย แต่มันน่าประหลาดใจตรงที่ ทำไมต้องเป็น สตาร์ซอคเกอร์ ของไทย อันนี้น่าคิด มันเลยกลายเป็นการไทอินระดับอินเตอร์ของนิตยสารหัวนี้ไปเลย แล้วแม่งก็ต้องเป็นหนัง

ไมเคิล มานน์ ผู้กำกับคนเดียวกันทั้งสองเรื่องด้วยนะ คนไทยนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สงสัยคนขับแท็กซี่คนไทยเพื่อนพระเอกแม่งติดคอลัมน์ ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน ของคอลัมนิสต์ชื่อดังผู้นั้นเป็นแน่แท้

มหากาพย์ความบรรลัย แห่งโลกมหาสมุทร Waterworld

จอสส์ วีดอน ในวัยหนุ่มถูก Universal Pictures ส่งไปกองถ่ายหนัง Waterworld

เพื่อแก้สคริปต์พร้อมๆกับควบตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกำกับ ในตอนนั้นเขาคิดแค่ว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะฝึกฝีมือในหนังฟอร์มยักษ์ที่มี เควิน คอสเนอร์ เป็นพระเอกเชียวนะ เมื่อไปถึง จอสส์ได้พบว่า เควิน เรย์โนลด์ ผุ้กำกับตัวจริงได้เปิดตูดแน่บออกจากโปรเจ็คไปแล้ว เหตุเพราะมีความขัดแย้งถึงขั้นแตกหักกับ เควิน คอสเนอร์

ทั้งที่ทั้งสองถือว่าเป็นผู้กำกับและพระเอกคู่บุญที่ทำหนังคุณภาพด้วยกันมาถึง 3 เรื่องก่อนหน้านี้คือ Fandango และ Robin Hood: Prince of Thieves อีกเรื่องคือ Rapa Nui ซึ่ง เควิน คอสเนอร์ ไม่ได้นำแสดง แต่นั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์ หนัง HD อันที่จริงพวกเขาเกือบฟาดปากกันมาตั้งแต่ตอนทำ Robin Hood แล้ว แต่ก็กลับมาจับมือกัน เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่บนโลกภาพยนตร์กับโปรเจ็คอลังการที่สุดเท่าที่ใครจะสร้างหนังสักเรื่องขึ้นมา เควิน คอสเนอร์ ในวันที่ถือเป็นยุคทองของเขา อันเนื่องจากถือเป็นโคตรมหาดาราที่ครบเครื่อง ทั้งแสดงและกำกับ รวมถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้าง เรียกได้ว่าในยุคนั้นเขามีสถานะราวกับ ทอม ครูซ ก็มิปาน แต่เงินทองชื่อเสียงก็มาพร้อมๆกับความเป็นดาราใหญ่ที่แพ้ไม่เป็น จมไม่ลงเช่นกัน ว่ากันว่าในกองถ่าย เควิน คอสเนอร์ ใช้งบส่วนหนึ่งจ่ายสำหรับพักวิลล่าริมทะเล พร้อมผู้ช่วยส่วนตัว เขามีเชฟชั้นนำที่ทำอาหารเสิร์ฟให้เขาในทุกๆวัน และเหมาสระว่ายน้ำส่วนตัวราคา 4,500 เหรียญต่อคืน นั่นทำให้ทีมงานคนอื่นๆไม่ค่อยพอใจกันนัก เพราะทีมงานส่วนใหญ่พักในห้องพักห่วยๆ และกองถ่ายต้องปักหลักถ่ายทำยาวนาน 157 วัน ในมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งของฮาวาย ก่อนหน้านี้ เควิน เรย์โนลด์ ผู้กำกับถึงกับต้องถ่อสังขารไปขอคำแนะนำจาก สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่องการถ่ายทำหนังในทะเล เพราะสปีลเบิร์กมีประสบการณ์เคยถ่าย Jaws มาแล้ว ทว่าพ่อมดฮอลลีวู้ดให้คำแนะนำมาตรงๆว่า ” อย่าถ่ายกลางทะเลกันจริงๆเลย ” พูดให้ชัดเจนคือมันนรกชัดๆ สปีลเบิร์กเคยต้องยืดระยะเวลาการถ่าย Jaws จาก 50 วัน เป็น 150 วันมาแล้ว เรียกได้ว่าคิวงอกไปสามเท่าตัวเลยทีเดียว ทว่า เควิน คอสเนอร์ ไม่ฟังคำพ่อมด เขาทะเยอทะยานอยากสร้าง ในสิ่งที่ไม่มีใครเคยสร้างมาก่อน 

หนัง HD

Waterworld จะต้องเป็นผลงานแอ็คชั่น สะเทือนโลกที่คนพร้อมตีตั๋ว เข้าไปดูถล่มทลายกว่า Star war

พูดถึงบทหนังเรื่องนี้ เดิมทีคนเขียนบทอย่าง ปีเตอร์ เรเดอร์ ได้แรงบันดาลใจมาจาก Mad Max 2: The Road Warrior เขาเขียนการผจญภัยคล้ายๆกันเพียงแค่เปลี่ยนมาเป็นในน้ำแทน นี่แหละจุดเริ่มแห่งความบรรลัย เขาเขียนบทเรื่องนี้ขึ้นมา โดยไม่ได้คำนึงถึงตอนถ่ายทำด้วยซ้ำ ว่ามันยากเย็นสักแค่ไหน อันที่จริงมันน่าจะเป็นแค่นวนิยายเสียด้วยซ้ำ

คือให้คนดูเอาไปจินตนาการกันเองในหัว อยากให้โลกที่มีแต่น้ำเป็นแบบไหนก็เอาเลย ทว่าไม่ใช่สำหรับ เควิน คอสเนอร์ เขาได้อ่านแล้วชอบมากๆ และสาบานว่ามันต้องออกมาเป็นหนังให้จงได้ เดวิด ทูฮีย์ คือคนเขียนบทที่สร้างชื่อจากการเขียนบท ดูหนังผ่านเน็ต The Fugitive ได้รับหน้าที่ดัดแปลงบทอีกรอบให้หนังสามารถถ่ายทำได้ง่ายและงบน้อยที่สุด แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ Universal วางงบให้ที่ 100 ล้านเหรียญ ให้เขาสร้างมันซะ แต่อย่างที่สตีเว่น สปีลเบิร์ก เคยบอก การถ่ายทำหนังในทะเลจริงๆนั้นมันคือความหายนะชัดๆ งบประมาณบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ ทีมงานตีกันเละเทะ โดยเฉพาะผู้กำกับกับพระเอกของเรื่อง เควิน คอสเนอร์ ซูเปอร์สตาร์ผู้จมไม่ลงในตอนนั้นต้องควักเนื้อตัวเองกว่า 22 ล้านเหรียญ ในการเสริมงบที่เกินมา หนังมันถูกถ่ายทำไปแล้วเกินครึ่ง คือเหลือแค่ไม่กี่ฉากก็จะเสร็จสมบูรณ์ แต่กองถ่ายไร้หลักเพราะคนที่เข้าใจหนังที่สุดอย่างผู้กำกับได้ถอนตัวไปแล้ว เป็น เควิน คอสเนอร์ ที่ต้องสานต่อ โดยที่สตูดิโอได้ส่งมือดีหลายคนมาช่วยกันทำมันให้จบ จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที หนึ่งในนั้นคือ จอสส์ วีดอน ผู้ที่เข้ามาในตำแหน่ง Script doctor พ่วงกับช่วยกำกับ เขายอมรับในภายหลังเลยว่าในขณะนั้น ” มันคือการทำงานเจ็ดสัปดาห์แห่งนรกอเวจี ” จากข้อมูลของรัฐฮาวายเปิดเผยว่ากองถ่าย Waterworld สร้างรายได้ให้รัฐฮาวายถึง 35 ล้านเหรียญตลอดระยะเวลาการถ่ายทำ เมื่อการถ่ายทำเสร็จสิ้นลง อุปกรณ์และฉากต่างๆถูกขายทอดตลาดและถูกเก็บไว้ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องต่อๆไปของ Universal หลายเรื่อง แม้ว่าเบื้องหลังจะนรกสักแค่ไหน แต่ Waterworld ก็เข้าฉายด้วยความสมบูรณ์ทั้งในแง่ของความสนุกและโปรดักชั่นอลังการที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างหนังมา งบ 175 ล้านเหรียญในยุคนั้นถือว่ามีเงินอย่างเดียวสร้างไม่ได้แน่นอน (ต้องใจรักด้วย) หนังทำเงินไปทั่วโลก 264 ล้านเหรียญ ถือเป็นการทำเงินที่ไม่ได้ขี้เหร่เลยสำหรับหนังสักเรื่อง ทว่าหากมองไปที่งบ ต้องเรียกว่าพอได้ทุนคืนนิดหน่อย แต่ถามว่าเจ๊งมั้ย บอกได้คำเดียวว่าเจ๊ง ไม่คุ้มกับแรงที่เสียไป หลังจาก Waterworld เควิน คอสเนอร์ ยังถือว่ามีพลังดาราอยู่ เขาหอบโปรเจ็คใหญ่ทุน 80 ล้าน ไปหา Warner bross กับหนังเรื่อง The Postman เขาทั้งกำกับและนำแสดงเอง หนังทำเงินไปเพียง 20 ล้านเหรียญ พร้อมคำวิจารณ์ถล่มก้นพระเอกคนดังจนหูรูดบานไปหมด สิ้นสุดเส้นทางพระเอกแถวหน้า และไม่เคยขึ้นไปยืนในจุดนั้นอีกเลย จนเกิดวาทกรรมในวงการผู้สร้างหนังว่า “หากอยากได้เงินจากหนังที่แสดงโดย เควิน คอสเนอร์ จงสร้างหนังกีฬาให้เขาเล่น “

อันที่จริง Waterworld ก็ไม่ใช่หนังย่ำแย่อะไร ในทางกลับกันมันคือหนังที่สนุกและโคตรทะเยอทะยานเรื่องหนึ่งในยุคนั้น หรือแม้กระทั่งยุคนี้ก็เหอะ เพียงแต่เบื้องลึกเบื้องหลังมันไม่ได้สวยหรู มันมีแต่ปัญหากับงบที่บานปลาย

เควนติน ทาแรนติโน่ ผู้เขียนไดอาล็อคให้ ร็อคฮาวด์ ใน Armageddon

สตีฟ บูสเซมี รับแสดงหนัง Armageddon เพราะบทแนะนำตัวละคร ที่ทีมงานส่งให้เขา คือ สุดยอดนักธรณีวิทยาที่ฉลาดเป็นกรด และเจ้าชู้ตัวพ่อ มีสาวๆข้างกายเสมอๆ

เขาคิดว่านี่คืออะไรที่ใฝ่ฝันมานาน เพราะที่ผ่านมาเขาเคยแสดง แต่บทบ้าๆ บวมส์ๆ เป็นไอ้ตัวแย่งซีน นานๆ จะมีบทที่เป็นดั่งเทพบุตรนักรัก ที่มีปริญญาเอก 2 ใบตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ มาให้เขาแสดงเสียที เขารับเล่นหนังของไมเคิล เบย์ โดยไม่รีรอ ปรากฏว่าเมื่อได้อ่านตัวบทจริงๆ แล้วมันกลับเป็นบทแบบเดิมๆ ที่เขาเคยเล่นมานั่นแหละ

ไมเคิล เบย์ บอก สตีฟ บูสเซมี ว่า ” นายคิดว่านายได้บทนี้ เพราะนายดูเหมือนแฮริสัน ฟอร์ด จริงๆเหรอวะ ” แล้วเขาทั้งคู่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันลั่นห้อง และแน่นอน บท Rockhound ของเขาคือ ตัวละครที่คนดูไม่รักก็เกลียดไปเลย แต่อย่ามองด้านเดียว เพราะเอาเข้าจริงๆตัวละครอย่างร็อคฮาวด์แม้จะดูล้นๆเกินๆแต่ในความเป็นจริงมัน หนัง HD คือตัวละครที่สมจริง มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่สุด ในหนังโม้ๆของไมเคิล เบย์ เรื่องนี้เลย เขาคือคนที่ฉลาดเป็นกรด เป็นสุดยอดนักธรณีวิทยาที่เก่งจริงๆ และทฤษฏีที่เขาพูดในหนังอาจฟังดูเอาฮา แต่มันคือเรื่องจริงทุกประการ อย่างแรกเลยคือเขาไม่เชื่อว่านี่คือภารกิจกู้โลกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เปอร์เซ็นต์รอดเท่ากับ 0 เขาคิดว่ามันคือภารกิจฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ มันคือการตีตั๋วแถวหน้าฟรีๆเพื่อขึ้นไปดูจุดจบของโลกโดยมีทุนรัฐบาลสหรัฐสนับสนุน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาภูมิใจกับการขึ้นไปอวกาศครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นไปบอมบ์ไอ้ดาวหางหมานี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่ตามน้ำเพื่อนๆไป อย่างที่สองคือ ร็อคฮาวด์เป็นตัวละครที่มีอาการประสาทแดกได้สมจริงที่สุดกว่าบรรดาสมาชิกทุกๆคนที่ขึ้นไปบนดาวหางโดยที่ไม่ได้ฝึกร่างกายและภาวะจิตใจให้พร้อมเสียก่อน การที่เขาสติแตกยิงปืนเล่นบนดาวหางนั่นคืออาการป่วงที่น่าจะเกิดขึ้นจริงๆหากส่งไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ขึ้นไปอวกาศ อย่างต่อมาคือ ด้วยความที่ร็อคฮาวด์เป็นคนที่มีการศึกษาสูง เขาคิดทุกอย่างออกมาเป็นทฤษฏีสมคบคิดไปหมด ทุกอย่างถูกคำนวนก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไร และนั่นเองทำให้เขาไปกู้เงินมาผลาญแจกอีหนูเป็นแสนๆเหรียญก่อนขึ้นไปอวกาศ เพราะคิดว่าจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว หรือหนักไปกว่านั้น เพราะเขาคิดว่าถึงแม้จะกลับมาได้ เจ้าหนี้บนโลกก็คงตายห่าไปแล้วแหละ จากการโดนดาวหางชน เขาจึงไม่แคร์(สุดท้ายเสือกกลับลงมาได้ กู้โลกได้เฉย เขาจึงน่าจะคิดไม่ตกว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ยังไงไหว) อีกอย่างที่ทำให้เรารู้ว่ามันเป็นคนระแวดระวังมากๆคือ ตอนที่ FBI ไปตามร็อคฮาวด์ที่ผับขณะกำลังเคลมเมียชาวบ้าน FBI เดินไปบอกว่า ” เราคือ FBI ” ร็อคฮาวด์หันไปนิดๆแบบรำคาญแล้วบอก “ไม่อ่ะ ขอบใจ” FBI เริ่มเสียงแข็งแล้วบอก “เรามีงานเกี่ยวกับภัยความมั่นคง” ร็อคฮาวด์หันไปบอก “ก็ดี…” แล้วหันไปเคลมสาวต่อ FBI เริ่มซีเรียสก่อนจะบอก “คุณต้องไปกับเรา” ร็อคฮาวด์หันมามองแม่สาวที่เขาเคลมอยู่ เขาทำหน้าเหยเกแล้วถาม ” นี่ผู้เยาว์เหรอเนี่ย”

หนัง HD

นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้จะเจ้าชู้และสันดานเสียแค่ไหน

เขาก็ระแวดระวังเรื่องผู้เยาว์ เกรซ(ลีฟ ไทเลอร์)การันตีได้ว่าร็อคฮาวด์เชื่อใจได้พอๆกับที่แฮร์รี่ก็เชื่อใจเขา เพราะตอนเกรซมีเมนส์ครั้งแรกในชีวิตก็เป็นร็อคฮาวด์นี่แหละที่พาไปซื้อผ้าอนามัยในไทเปแล้วสอนวิธีใช้ให้ด้วย เขาเป็นคนคิดข้อต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องยกเว้นการเสียภาษีตลอดชีวิต อาจดูหน้าเงิน ขี้เหนียวไปบ้าง

แต่หากเราได้เห็นความใจป้ำใจป๋าในการโปรยเงินให้อีหนูในสถานอโคจรต่างๆ จะทำให้เข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนขี้เหนียวเลย เพียงแค่เขาเชื่อว่าการให้เงินอีหนูใช้ยังดีกว่าเสียภาษีให้รัฐบาลห่วยๆอย่างอเมริกา เขามักตั้งคำถามต่อทุกสิ่งอย่างที่ได้เจอ เว็บสตรีมหนัง โดยเฉพาะกับวิธีรับมืออุกาบาตของรัฐบาลสหรัฐ รวมไปจนถึงขั้นตอนการฝึก ดังนั้นหากจะเปรียบตัวละครตัวนี้เป็นเพื่อนๆในชั้นเรียน หมอนี่คือไอ้เด็กเนิร์ดแถวหน้าที่ยกมือถามครูเสมอๆโดยที่เพื่อนๆคนอื่นๆที่กลัวครูจี้ถามต่างพากันทั้งโล่งอก และออกจะหมั่นไส้มันนิดๆด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมมัน เพราะแม่งฉลาดถามจริงๆ และทำให้เราพลอยได้คำตอบจากคำถามของมันไปด้วย ร็อคฮาวด์ เป็นคนค้นพบว่ายานจอดไกลจากจุดหมายที่จะลง และเขาค้นพบว่าที่ๆยานจอดมันคือพื้นที่ที่มีแร่เหล็กอยู่เต็มไปหมด ไม่สามารถเจาะได้แน่นอน ดังนั้นเขาจึงมั่นใจแล้วว่ากูตายห่าแน่ๆ ตายเรียบ ตายแหงแก๋ ไม่มีทางรอด งั้นกูไปยิงปืนเล่นดีกว่า เพราะอย่างน้อยกูก็ได้ยิงปืนกลสุดล้ำกระบอกยักษ์ที่ชาตินี้ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิง ตอนที่เขาอาสาอยู่กดรีโมตเอง นั่นคือเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นฮีโร่เหี้ยอะไรเลย แต่เพราะเขากลัวการกลับไปยังโลก กลัวไม่มีเงินใช้หนี้ เพราะอย่างที่บอก ร็อคฮาวด์แม่งไม่ค่อยเชื่อน้ำหน้ารัฐบาลสหรัฐสักเท่าไหร่ว่าจะให้ได้ตามที่ขอจริงๆ (อันนี้ไมเคิล เบย์ ชอบใส่ประเด็นนี้ในหนังเขาบ่อยๆว่ารัฐบาลไม่ค่อยเหลียวแลทหารผ่านศึกหรือผู้กู้โลก) ร็อคฮาวด์เขาจึงอาสาอยู่กดรีโมต แต่เพื่อนๆไม่เชื่อว่ามึงจะทำภารกิจนี้ได้ด้วยความผีบ้าของมัน และตอนที่ยานมีปัญหาเกือบจะหนีจากดาวหางไม่ได้ ก็เป็นร็อคฮาวด์นี่แหละที่เป็นคนยุยงให้แฮร์รี่กดรีโมตให้ไวเลย กูพร้อมจะตายแล้ว กูไม่อยากกลับไปโลกอีก ช่วยกูทีแฮร์รี่ ตายแม่งพร้อมกันหมดเนี่ยแหละ สุดท้ายร็อคฮาวด์ก็กลับมายังโลกและได้อีหนูที่เขาเคยโปรยเงินแสนเหรียญให้ทิปมาเป็นเมียจริงๆ นั่นเพราะมันคือวิธีที่ดีที่สุดที่เขาทำได้ในขณะที่กลับสู่โลก อย่างน้อยก็อาจได้เงินคืนแล้วเอาไปใช้หนี้ เพราะเขากลับมาในฐานะฮีโร่ และเคยให้เงินอีหนูไปแบบป๋าๆ ทำให้อีหนูนั่นปลื้มในตัวเขาจนเลิกอาชีพอย่างว่าไปเลยเพื่อมาอยู่กับเขา แต่เชื่อเหอะ สันดานร็อคฮาวด์ พอเอาเงินจากอีหนูที่เขาเคยให้ไปคืนได้หมด อีหนูจะโดนเขาเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดีแน่นอน

และข้อมูลสุดท้ายที่ควรรู้คือ ไดอาล็อกต่างๆของ สตีฟ บูสเซมี ในบท ร็อคฮาวด์ นั้นได้ยอดฝีมืออย่าง เควนติน ทาแรนติโน่ มารับผิดชอบในส่วนนี้ เพราะเขาเคยร่วมงานกับ บูเซมี ใน Reservoir Dogs มาก่อนแล้วนั่นเอง

นี่แหละ จอห์นนี่ เคจ ผู้ไม่ใช่ตัวประกอบ และภาระของเรื่อง

ตัวละคร จอห์นนี่ เคจ ใน Mortal Kombat นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากดารานักบู๊อย่าง ฌองคลอด แวนแดม

ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภาระที่แทบไม่ค่อยมีใครเลือกมาสู้เลยในเกม (แต่หลังๆได้ข่าวว่าเก่งอยู่นะ) ในส่วนของการดัดแปลงเป็นหนังหรืออนิเมชั่นนั้น ต้องบอกว่าตัวละครตัวนี้ถือเป็นตัวภาระดีๆนี่เอง อย่างที่รู้คือสกิลแม่งไม่เก่ง ไม่ได้มีพลังใดๆ เป็นแค่ดาราตกอับที่ถูกหลอกมาแข่ง Mortal Kombat เพื่อพิสูจน์ว่ามึงบู๊ได้จริงหรือใช้แต่สตั๊นท์

หนังปี 1995 ผู้สร้างส่งบทไปให้ ฌองคลอด แวนแดม เพื่อพิจารณารับบทที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวเขา ทว่าพี่ช่องคลอดแกปฏิเสธทันที เพราะบทแม่งเหมือนเขียนมาด่ากันทางอ้อมชัดๆ ดารานักบู๊ตกอับที่ใช้แต่สตั๊นท์ ทำไมมึงหน้าด้านส่งบท มาให้กูเล่นกันล่ะวะ บทจึงตกเป็นของ ลินเดน แอชบี้ อย่างที่เห็น แล้วพี่ช่องคลอดแกก็ไปเล่นเป็นผู้การกิลในหนังที่สร้างจากเกมเหมือนกันอย่าง Street Fighter เท่และเด่นกว่าเป็นไหนๆ เร็วๆนี้หากใครได้ดูอนิเมชั่น ดูหนัง HD Mortal Kombat Legends: Scorpion’s Revenge (2020) จะเห็นได้ชัดว่าหนังแม่งถูกสร้างขึ้นมาโดยที่ผู้กำกับเป็นแฟนเดนตายและเห็นข้อผิดพลาดต่างๆของหนังปี 1995 และเขาได้รื้อมันใหม่แล้วมอบบทเด่นให้ สกอร์เปี้ยน แทนที่จะเป็น ลู คัง ซึ่งในหนังปี 1995 นั้น น้องชาย ลู คัง ถูกฆ่าตายและเขาต้องการแก้แค้น ส่วนเวอร์ชั่น 2020 นั้นจะเป็นทางฝั่ง สกอร์เปี้ยน ที่สะสมความแค้นจากการที่ครอบครัวถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา การได้เห็นหนังการ์ตูนวาดแบบคลาสสิคแล้วเสือกทำได้ดีกว่าหนังคนแสดงหรือหนังการ์ตูนยุคใหม่ที่ใช้ภาพกราฟฟิคล้ำๆจากคอมพิวเตอร์นี่มันรู้สึกดีชิบหาย

ดูหนัง HD

ผู้กำกับทำเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเติมเต็มและไขข้อข้องใจทั้งหมด ทั้งปวง ที่เวอร์ชั่นก่อนๆ ทำไม่เข้าท่านัก 

เพราะแกเหมือนจะรู้ว่าต้องตัดอะไรออก เติมอะไรเข้าไป เวอร์ชั่นนี้ตัดความเหวอๆเงิบๆเชยๆจากฉบับหนังหรือการ์ตูนทั้งหมดทั้งมวลออกเกลี้ยง แล้วเดินหน้าด้วยความขึงขังจริงจัง เลือดสาดเลือดพุ่ง แต่โครงเรื่องต่างๆยังเป็นแบบเดิม เพียงแต่มาเพิ่มน้ำหนักใส่ปูมหลังของสกอร์เปี้ยนแทน ก็ถูกใจบรรดาติ่งแตดทั้งหลายน่ะสิ

เพราะตัวนี้คนเลือกเอามาสู้ในเกม และเอาไปคอสเพลย์กันมากกว่าพระเอกอีก รวมถึงตัวร้ายอย่าง ซับ-ซีโร่ ด้วยที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน หนังได้คนพากย์เสียง โกโร่ จากเวอร์ชั่นหนังใหญ่ปี 1995 กลับมาพากย์เป็นโกโร่  แถมยังได้ หนังออนไลน์ เรต R คือแทบไม่ง้อเด็กน้อยกันเลย ฟันหน้า แทงหัว ผ่าสมองกันให้เห็นจะๆ แล้วแต่ละตัวนี่คือเท่สัสหมา เพียงแต่อย่าเข้าใจว่าภาพในหนังจะเป็นแบบในโปสเตอร์นะ อันนี้การ์ตูนวาดแบบคลาสสิค เพียงแต่อัพเลเวลบทหนังให้ดีขึ้น นี่ถ้ามีใครเอาบทหนังเวอร์ชั่นนี้ไปทำหนังคนแสดง แล้วทำออกมาในโทนเดียวกับ Ninja Assassin รับรองว่านี่จะเป็นหนังดัดแปลงจากเกมที่ดีที่สุดได้ไม่ยากเลย แม่งโคตรดี คือเติมเต็มอะไรที่ค้างคาใจบรรดาติ่งเดนตายได้เลย นี่ขนาดไม่ใช่ติ่งพันธุ์แท้ขนาดนั้นกูยังฟินไม่หาย และผู้กำกับมันเก่งตรงที่สร้างบทอันน่าจดจำของ จอห์นนี่ เคจ ขึ้นมาใหม่เอี่ยม นั่นคือมาเพื่อเอาฮาแบบเดียวกับที่ โรมัน เพียซ จากจักรวาล Fast ทำ นั่นคือยิงมุกฮาเรี่ยราด แถมเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างไม่เป็นภาระด้วย สนุกทุกซีนที่จอห์นนี่ เคจ ปรากฏตัว ถือเป็นการสะสางเวอร์ชั่นเก่าๆได้ดีโดยเฉพาะบทที่ใครๆก็มองว่าเป็นภาระอย่าง จอห์นนี่ เคจ

ตัวละคร จอห์นนี่ เคจ ในเกมยุคหลังๆ จากที่เคยอิงตัวละครมาจาก ฌองคลอด แวนแดม เพียงคนเดียว ว่ากันว่ามีการเพิ่มดารามาอีกสองคนคือ นิโคลัส เคจ กับ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ เข้าไปด้วย รวมดาราสามคนออกมาเป็น จอห์นนี่ เคจ คนเดียว

โลกได้รู้จัก น้าค่อม ครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม จากหนังอาร์ต

หากท่านคิดว่าบทบาท จุก เบี้ยวสกุล ในหนัง 7 ประจัญบาน

คือการเปิดประตูสู่ความโด่งดังบนแผ่นฟิล์มของ ค่อม ชวนชื่น หรือชื่อจริง อาคม ปรีดากุล ก็คงไม่ผิดนัก แต่หากถามว่าหนังที่น้าค่อมโดนเปิดซิงเรื่องแรกบนแผ่นฟิล์ม ต้องมีหลายคนนึกไม่ถึงแน่ และไม่รู้ว่าแกไปโผล่ในหนังได้ยังไง ” กลิ่นสีและทีแปรง” ปี 2539 คือหนังเรื่องนั้น

น้าค่อมปรากฏตัวในบทเล็กๆชื่อ “ไอ้ใบ” นักเรียนเฒ่าคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เรียนไม่จบเสียทีและกำลังหาทางประกอบอาชีพอื่นควบคู่ไปกับการเรียนนั่นคือการขับสามล้อ ในตอนนั้นน้าค่อมแกยังผอมๆอยู่เลย ที่จำได้ดีเพราะส่วนตัวชอบหนังชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกแล้วคือ ดูหนัง HD “กลิ่นสีและกาวแป้ง 1-2” งานกำกับของ เปี๊ยก โปสเตอร์ ซึ่งจุดประกายการอยากเป็นศิลปินให้เด็กในยุคนั้นได้อย่างดีเยี่ยม (หนังสือ ว้าวุ่น ของ ปินดา โพสยะ ก็ใช่ นี่วนอ่านหลายรอบจนหนังสือสึก) เมื่อย้ายข้ามฟากจากฝั่งค่ายไฟว์สตาร์ มาเป็นค่ายใบโพธิ์ หนังใช้ชื่อว่า “กลิ่นสีและทีแปรง”

ดูหนัง HD

แต่คนที่ตามๆจะทราบกันดีว่ามันคือภาค 3 ของหนังตระกูล กลิ่นสีฯ

ซึ่งก็มีตัวละครของ อาเจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม แค่ตัวเดียวจากภาคแรกๆที่มาโผล่ในภาคนี้ และมันถูกกำกับโดยสมาชิก กลิ่นสีฯ อย่าง ซานโต๊ส กลิ่นสี หรือ ภาณุ น้อยอารีย์ (แกเสียชีวิตไปแล้ว) ที่รับช่วงต่อจากลุงเปี๊ยก น่าจะเป็นช่วงที่คณะชวนชื่นเริ่มก่อตั้ง และเริ่มมีงานคาเฟ่นั่นแหละ

ถือว่าน้าค่อมเป็นสมาชิกตัวแย่งซีน ในคณะที่มีผลงานแสดงหนังใหญ่เป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ ด้วยบุคลิกและการเล่นที่แบบไม่ห่วงมาด แก้ผ้าโชว์ตูดได้แบบไม่อายผีสาง บวกกับการแสดงอันโดดเด่นแย่งซีนตัวหลักๆอย่าง จอย ชวนชื่น , จิ้ม ชวนชื่น , แม็ก ชวนชื่น , แฮ็ก ชวนชื่น , หลุยส์ ชวนชื่น และ ต๋อง ชวนชื่น หรือแม้กระทั่งพ่อดม ชวนชื่น เอง ทำให้น้าค่อมมีผลงานขึ้นจอก่อนใครๆในคณะ หลังจาก” กลิ่นสีและทีแปรง” 6 ปีต่อมา หนังถ่ายทอดสด น้าค่อมก็มาผงาดในบท จุก เบี้ยวสกุล จาก 7 ประจัญบาน ของผู้กำกับ เฉลิม วงศ์พิมพ์ โดยค่ายใบโพธิ์ สหมงคลฟิล์ม อีกเช่นกัน คือจากการ Debut บทเล็กๆในหนังอาร์ต(อาร์ตจริงๆ) น้าค่อมก็ขึ้นมาเล่นเป็นหนึ่งในตัวละครพระเอก 7 คนในหนังฟอร์มดีของค่ายเลย พร้อมๆกับเป็นยุครุ่งเรืองสุดขีดของตลกคณะชวนชื่น ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้อานิสงส์จากการได้ไปออกรายการ”ทไวไลท์โชว์”นั่นเอง

เด็กยุคนี้อาจไม่ค่อยรู้จัก ซานโต๊ส กลิ่นสี แต่เขานี่แหละคือผู้คิดค้นมุกหนีผีลงตุ่มในหนัง บ้านผีปอบ ทั้งหลายแหล่ ว่าแต่พวกมึงรู้จักหนังบ้านผีปอบกันมั้ยล่ะเนี่ย

หนังเกรด B ย้อมแมวในตำนาน KING COBRA เลื้อนฉกขย้ำโลก

ยอมรับตามตรงว่ากูคือหนึ่งในผู้ประสบภัยหนังเรื่องห่านี่ที่เข้าไปดูในโรง

King Cobra (1999) เลื้อยฉก ขย้ำโลก คือหนังงูยักษ์ที่อิงกระแสความสำเร็จของ Anaconda ที่เข้าฉายก่อนราวๆ 2 ปี โลกในยุคที่ยังไม่ค่อยรู้จักหนังเกรด B กันมากนัก โดยเฉพาะในบ้านเรา จากความสำเร็จของ Anaconda ทำให้ค่ายหนังแอบเนียนเอา King Cobra มาปรับหน้าหนัง

ทำโปสเตอร์ให้น่าดู(?) ตั้งชื่อให้มันคล้ายๆ Anaconda หรือ Deep Rising เข้าไว้ นั่นคือมีคำว่า “เลื้อย” ในหนัง ด้วยความที่ยังฟินกันไม่หายกับความสยดสยองของหนังสัตว์เลื้อยคลานอสรพิษทั้งสองเรื่องที่ว่ามา ค่ายหนังจัดให้อีกเลยติดๆ ถึงขนาดลงหนังสือพิมพ์อย่างดิบอย่างดี ทั้งที่ในประเทศบ้านเกิดของหนัง หนังแม่งมีสถานะเป็นแค่หนังเกรด B ที่บ้านเขาเรียก ดูหนัง ทีวีนั่นแหละ คือสร้างมาให้คนเช่าไปดูขำๆไม่ก็ปล่อยตามเคเบิ้ลให้คนเอาไปดูเป็นหนังคัลท์ แต่บ้านเราในยุคไร้อินเตอร์เน็ต ไร้เว็บอย่าง rotten tomatoes นี่คือหนังมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าหนังฉายโรง ยิ่งมีดาราอย่าง แพท โมริตะ ที่นำแสดงใน The Karate Kid คนยิ่งไม่ได้เอะใจนักหรอกว่ามันจะเป็นหนังเกรด B ก็พากันแห่ตีตั๋วเข้าไปดู

ดูหนัง

แล้วกลับออกมาพร้อมสบถถึงสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่ใช่งูกันแทบทุกคน

ก็หนังแม่งระยำตำบอน มาพร้อมกับ CGI ระดับที่ว่าช่องหลายสีบ้านเรายังทำได้ดีกว่า แถมบางซีนมีการใช้หุ่นเชิดงูจงอางตัวใหญ่ ซึ่งสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีมาก(กูหมายถึงอารมณ์โมโหนะ) คือด้วยความที่ยังเด็กแล้วราคาตั๋วหนังมันค่อนข้างแพงสำหรับกู ก็ทนนั่งดูจนจบ ดูหนังงูแต่กูเดินออกมาพูดถึงแต่เหี้ย ไอ้เหี้ย!!

โลกในยุคที่คนมีอินเตอร์เน็ตแล้ว และค่ายหนังบางค่ายยังแอบเอาหนังที่แสดงโดยดาราที่พอมีชื่อเสียงหน่อย เอามาย้อมแมวฉายในโรงให้เห็นกันอยู่ แต่คนดูฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ไม่หลงกลมึงหรอก โลกรู้จักกับเว็บ rotten tomatoes กูเลยแอบเข้าไปส่องคำวิจารณ์ของหนังเรื่องห่านี่ ปรากฏว่ามีรีวิวของนักวิจารณ์ 3 คนเท่านั้น โปรแกรมหนัง และทุกคนล้วนพูดคำเดียวกันว่า ” Quote not available. ” หรือแปลเป็นไทยแบบได้อารมณ์ว่า ” กูไม่รู้จะใช้คำพูดไหนดีกับหนังมึงเนี่ย “

แต่อย่าหาว่าแต่คนไทยโง่กันเลย ฝรั่งแม่งยังโดนต้ม เพราะแม่งเอาไปโปรโมทในบ้านมันเป็น Anaconda 2 มาแล้ว แล้วแม่งก็พากันเชื่อด้วยนะ

แซ็คมึงบ้าไปแล้วใช่ไหม จะถ่ายหนังสงคราม ในโรงถ่ายเนี่ย

หลังจุดกระแสหนังซอมบี้จนติดใน Dawn of the Dead แซ็ค สไนเดอร์

ก็วุ่นวายอยู่กับโปรเจ็คต่อไปของเขาอย่าง Battle of Thermopylae ซึ่งเป็นคอมมิคส์ของ แฟรงค์ มิลเลอร์ ที่ดัดแปลงมาจากประวัติศาสตร์อีกที ณ ตอนนั้นแม้ว่าหนังซอมบี้ Dawn of the Dead จะทำเงินไปเกินร้อยล้านด้วยทุนต่ำตม ทว่ายังไม่ค่อยมีใครเชื่อน้ำหน้าผู้กำกับมือใหม่อย่าง แซ็ค สไนเดอร์ ด้วยความที่หนังซอมบี้นั้นใครๆมันก็สามารถทำออกมาได้

ขอแค่เอารุนแรงเอาแหวะเข้าไว้เป็นพอ แซ็คถูกปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยจากหลายๆสตูดิโอ รวมถึง Warner ด้วย ทำไมน่ะเหรอ เพราะดูจากขั้นตอนการพรีเซ้นต์ของเขาต่อบอร์ดบริหารค่ายหนังแล้ว ไม่มีใครจะบ้าลงทุนกับหนังพีเรียดที่ไม่มีฉากรบพุ่งกลางแจ้งแบบที่ Ben-Hur หรือ Troy เป็นหรอก อย่างน้อยๆก็ให้มันได้ซักเศษเสี้ยวหนึ่งของ ดูหนัง Braveheart ก็ยังดี แซ็คย้ำตลอดว่าเขาจะไม่ทำหนังที่มุ่งตรงสู่เวทีออสก้าร์ นี่มันคือหนังที่พูดถึงเรื่องมันส์ๆแมนๆของนักรบโบราณ มันคือหนังที่ถ่ายทำกันบนจอกรีนสกรีน เราจะไม่ให้นักแสดงออกไปตากแดดข้างนอก แต่จะใช้สตูดิโอถ่ายเนรมิตรฉากขึ้นมา จะว่าวิสัยทัศน์ของผู้สร้างล้าหลังก็ไม่เชิง เพราะในตอนนั้นใครมันจะไปนึกออกว่าหนังพีเรียดเกี่ยวกับสงคราม มันจะไม่ต้องออกกองถ่ายในโลเคชั่นต่างๆได้ยังไงวะ ทุกคนยังติดภาพความอลังการของ Ben-Hur และยังคงคิดว่าการสร้างหนังแบบ Troy ซึ่งมี แบรด พิตต์ โชว์เท่ในหนัง เป็นขนบที่ควรทำ ไม่ใช่มานั่งใช้ CGI

ดูหนัง

เมื่อพับโปรเจ็คไปด้วยใจอันบอบช้ำแล้วเตรียมควานหาโปรเจ็คใหม่ไปเสนอ

วันหนึ่งแซ็คได้รับสายว่า Warner สนใจที่จะสร้างมัน ไอ้หนังสงครามโบราณที่ถ่ายทั้งเรื่องในสตูดิโออะไรนั่นน่ะ ผู้สนใจที่จะลองของคือ มาร์ค แคนตัน และ เบอร์นี่ โกลด์แมน โปรดิวเซอร์ของหนังซอมบี้อีกเรื่องอย่าง Land of the Dead ของต้นตำรับเจ้าพ่อหนังซอมบี้ จอร์จ เอ.โรเมโร่ ซึ่งยอมรับตามตรงว่าพวกเขาสร้าง Land of the Dead

เพราะมี แซ็ค สไนเดอร์ เป็นตัวจุดกระแสให้หนังซอมบี้กลับมา จึงไปลากปู่จอร์จลุกจากเตียงให้ไปทำหนังซอมบี้อย่างที่เห็น แล้วทำไมพวกเขาจะไม่สนใจร่วมงานกับแซ็คในโปรเจ็คที่น่าสนใจนี้ล่ะ พวกเขาเองก็อยากเห็นอะไรแบบนั้นเช่นกัน มันอาจปฏิวัติโลกของหนังสงครามโบราณไปเลย งบราว 65 ล้านเหรียญ บวกกับนักแสดงโนเนมแทบทั้งหมด ถูกลากเข้าสตูดิโอถ่ายทำกันแบบงงๆ(เพราะบางคนไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เว็บดูหนัง มีแค่กรีนสกรีน และ บลูสกรีน กับจุดมาร์คคร่าวๆ) หนังใช้เวลาราวๆสองเดือนเศษๆก็เสร็จสิ้นการถ่าย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น 300 ไอ้การเปลี่ยนชื่อหนังเป็นตัวเลขเพียวๆนี่แหละที่ทำให้ Warner ปวดขมับอีกรอบ วิสัยทัศน์ในการทำหนังของ แซ็ค สไนเดอร์ พิสูจน์ให้ผู้บริหาร Warner เห็นหลังจากฉายรอบทดลองให้พวกเขาดู เสียงปรบมือดังสนั่นโรง พร้อมๆกับคำถามข้อสุดท้ายว่า ” นายจะใช้ชื่อ 300 จริงดิ ” แซ็คตอบว่าใช่ เพราะเขาดึงชื่อมาจาก The 300 Spartans หนังปี 1962 ที่เขาประทับใจในวัยเด็ก มาถึงขนาดนี้แล้วจะมีใครไปขัดไอ้หมอนี่ได้ เพราะสิ่งที่ปรากฏบนจอมันช่างเจ๋งเหลือเกิน เอ้า! 300 ก็ 300 300 เข้าฉายในอเมริกาก่อนซัมเมอร์นิดหน่อย มันทำรายได้แค่เฉพาะในอเมริกากว่า 210 ล้านเหรียญ และทั่วโลกรวมเป็น 456 ล้านเหรียญ รายได้น้อยกว่า Troy ที่เป็นของ warner เช่นกัน นิดหน่อย แต่ทุนสร้างของ Troy มัน 185 ล้านโดยประมาณ เขาไม่ได้ทำหนังไปชิงรางวัลจริงๆ แต่ทุกคนที่ได้ดูต่างรับรู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน นั่นทำให้ แซ็ค สไนเดอร์ กลายเป็นลูกรักคนใหม่ที่ได้คุมโปรเจ็คใหญ่ๆให้ Warner เสมอๆ

หลังจากความสำเร็จของ 300 เทคนิคต่างๆก็ถูกหนังเรื่องอื่นๆในยุคหลังๆนำไปใช้บ้างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโลเคชั่นฉากหลังขึ้นมา หรือใช้การถ่ายทำแบบที่ 300 ใช้เลย ยกตัวอย่างเช่น ฟงอวิ๋น ภาค 2 ของฮ่องกง ก็มาถ่ายกันในโรงถ่ายที่เมืองไทยนี่เอง

จะมีใครจิบมาตินี่ ได้มีสเน่ห์เท่า เพียซ บรอสแนน

ทุกคนล้วนมี เจมส์ บอนด์ ในดวงใจกันอยู่แล้ว

แต่สำหรับผู้กำกับ เควนติน ทาแรนติโน่ สุดห่ามแห่งวงการ ใครบอกว่า 007 ในดวงใจเขาต้องดูห่ามๆแบบ แดเนียล เคร็ก หรือรุ่นคลาสสิคแบบ ฌอน คอนเนอร์รี่ ผิดถนัด เพราะเควนตินบูชา เพียซ บรอสแนน ให้เป็นบอนด์อันดับหนึ่งในดวงใจ บอนด์เจ้าสำอางที่หล่อทุกกระเบียดนิ้ว เสื้อผ้าแทบไม่เคยยับ

แต่ที่ยับคือเหล่าสาวบอนด์ ที่เรียงหน้าแก้ผ้าให้บอนด์กระทุ้งในทุกๆภาค มีครั้งหนึ่ง เควนติน ทาแรนติโน่ นึกโปรเจ็คมันส์ๆเกี่ยวกับ 007 ในสไตล์ของเขาขึ้นมา หลังจากที่เขาว่างเว้นจากการกำกับ Kill Bill 2 เขานัดพบกับ เพียซ บรอสแนน ทันทีที่โรงแรม Four Seasons ณ บาร์เหล้าในโรงแรม เพียซไปถึงก่อนเวลาพอสมควร แน่นอนเขาสั่งมาร์ตินี่ในแบบที่เขาชอบสั่งใน หนัง HD 007 นั่นแหละ ทว่าวันนั้นเควนตินมาสาย มาร์ตินี่แก้วแล้วแก้วเล่าที่ถูกสาดเข้าลำคอของเพียซ จนกระทั่งเขาเริ่มเมามายอยู่คนเดียว แล้วเควนตินก็โผล่หัวมาพร้อมกับความเมาพอๆกัน เขามาสายเป็นชั่วโมง ทันทีที่ผู้กำกับสุดห่ามนั่งลง เขาก็เริ่มทักทาย ” บ้าเอ๊ย ผมได้มานั่งจิบมาร์ตินี่กับเจมส์ บอนด์ เหรอวะเนี่ย คุณมันโคตรดูดีเลยเวลาถือแก้วบ้านั่น ” บทสนทนาเริ่มเพิ่มระดับเดซิเบลตามจำนวนแก้วมาร์ตินี่ที่ถูกสาดลงคอ

หนัง HD

เควนตินพล่ามถึงโปรเจ็คหนัง 007 ของเขา ที่จะยังมีเพียซ บรอสแนน นำแสดง

เพียซสารภาพตามตรงว่ามันจบแล้วเควนติน ผู้สร้างโทรบอกผมแล้วว่าเขาจะไม่ทำบอนด์ที่มีหน้าผมบนโปสเตอร์อีกแล้ว เขาจะหาคนใหม่ เควนตินพยายามปลอบใจและบิ๊ลท์ให้ 007 คนที่อยู่ตรงหน้าว่าเราจะสร้างหนัง 007 แบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เสียงเขาเริ่มดังในบาร์ของโรงแรม เควนตินตบโต๊ะแล้วตะโกน

” คุณคือเจมส์ บอนด์ที่ดีที่สุด! ผมโคตรอยากทำหนังบอนด์มากๆ” ผู้คนเริ่มหันมามอง และหากใครในที่นั้นสังเกต จะเห็นว่าเพียซพยายามห้ามปรามให้เควนตินเบาๆเสียงหน่อยไอ้เหี้ย นี่ไม่ใช่ในกองถ่ายหนังมึงนะ แหกปากหาพ่อง! เพียซ บรอสแนน เคยเล่าเรื่องนี้ออกสื่อ แล้วพิธีกรถามว่าทำไมไม่บอกให้เควนตินสงบสติอารมณ์บ้าง เพียซบอก ” ดูหนังผ่านเน็ต ใครมันจะไปบอกให้ไอ้หมอนั่นมันหุบปากได้วะ ” สรุปในคืนนั้นเสียงเอะอะมาพร้อมกับไอเดียหนัง 007 ที่พรั่งพรูออกจากปากเควนติน สองคนเมานั่งคุยกันจนดึกดื่น แต่ดปรเจ็คก็ไม่สามารถเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าโปรเจ็คไม่ดี เควนตินเคยเสนอพี่น้องตระกูลบล็อคโคลี่ผู้สร้าง 007 ไปแล้ว ช่วงนั้นทางผู้สร้างก็กำลังงมๆอยู่เหมือนกันว่าจะรีบูท 007 ยังไงให้ออกมาไม่ซ้ำซาก พวกเขาซื้อไอเดียเควนติน แต่ต้องไม่ใช่บอนด์ที่เป็นเพียซ บรอสแนน เควนตินขอบคุณผู้สร้างที่ซื้อไอเดียเขา ทว่าหากไม่มีบอนด์ที่ดีที่สุดในดวงใจเขา ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสร้าง 007 ไปทำไม เขาจึงพับโปรเจ็ค007นั้นลงไปแบบถาวร ปี 2020 เพียซ บรอสแนน ในวัย 67 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า เขาสนใจหากมีการนำเสนอบทให้เขากลับมาในแฟรนไชส์ 007 อีก แม้จะเป็นในบทตัวร้ายก็ตาม

เชื่อไหมว่าแฟนๆทั่วโลกอยากเห็นเขากลับมาแน่นอน แม้จะไม่ใช่ในบท 007 แล้ว อันที่จริงเขาโคตรเหมาะที่จะเป็น M มากกว่า เรล์ฟ ไฟนส์ เสียอีก เรล์ฟ ไฟนส์ เองสมัยหนุ่มๆก็เคยชิงชัยบท เจมส์ บอนด์ กับ เพียซ บรอสแนน ก่อนที่จะเสียบทให้กับเพียซไป

คนทำหนังผู้สนองตัณหา โดยการสร้างอาชญากรรม บนแผ่นฟิล์ม

ความเหี้ยของผู้กำกับ ลาร์ส วอน เทรียร์

คือสร้างหนังมาให้คนด่าในทัศนคติ แต่ถ้าจะพูดว่าหนังแกดีหรือไม่ ต้องขอบอกเลยว่านี่คือผู้กำกับที่ทำหนังได้ดีเหี้ยๆ ย้ำว่า หนังดีเหี้ยๆ เรื่องของเรื่อง คือแกชอบทำอาชญากรรมบนแผ่นฟิล์มที่หากใครโลกสวยทุ่งลาเวนเดอร์ เป็นต้องรับหนังแกไม่ได้ เอาที่เบาๆหน่อยก็หนังอย่าง Dogville อันนั้นน่ะสำหรับกูถือว่าเบาที่สุดแล้วของแก

เพราะผลงานแต่ละเรื่องของ ลาร์ส วอน เทรียร์ อย่างที่บอกคือ มันเป็น “อาชญากรรมบนแผ่นฟิล์ม” ที่บางคนอาจดูหนังของแกไม่จบ ด้วยความที่ไม่ประนีประนอมคนดูเลย ฉากโหด ฉากทำร้ายจิตใจ ฉากที่ส่อในการเหยียดหยามเพศแม่ ฯลฯ ทำให้แกไม่เป็นที่ปลาบปลื้มของนักวิจารณ์หรือเวทีรางวัลมหาชนสักเท่าไหร่ ส่วนมากจะได้แต่รางวัล หนัง HD ที่เป็นสัญลักษณ์เป็นแง่งๆใบไม้ ซึ่งการันตีได้ว่าเป็นหนังดูยาก เอ้ย!! เป็นหนังคุณภาพแน่นอน งานยุคหลังๆนี่โหดถึงขั้นชวน ไชอา ลาบัฟ เสียบจริงไม่อิงมุมกล้องดาราสาวในเรื่อง Nymphomaniac จนไชอาทะเลาะกับแฟน และสุดท้ายได้เลิกกับแฟนแล้วมาคบกับ มีอา ก็อธ สาวที่ยอมให้เขาเสียบจริงในหนัง จนถึงขั้นหมั้นหมายกันเลยทีเดียว

หนัง HD

The House That Jack Built คืองานล่าสุดของแกที่ไปฉายโชว์ที่คานส์ 2018

และปรากฏว่าคนแม่งเดินออกจากโรงก่อนหนังจบเป็นร้อยๆคน เพราะทนความริยำตำบอนของหนังไม่ไหว ไอ้ฝั่งที่ชอบก็ชอบจนยกให้นี่เป็นหนังทริลเลอร์ ฆาตรกรรมที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ทางฝั่งแอนตี้เดินออกจากโรงก็เพราะไม่ไหวกับภาพที่เห็นบนจอ ฆ่าก็ฆ่ากันจะๆ ทำทารุณเพศแม่กันแบบไม่ปราณี ไร้หัวจิตหัวใจ

อันเป็นเหตุให้มนุษย์โลกสวยต้องเดินออกทั้งที่หนังก็ถือว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งเหล่านักวิจารณ์ต่างออกมาสับหนังเรื่องนี้ของแกว่า “มันสองชั่วโมงครึ่งของการสนองตัณหาความรุนแรงของตัวผู้กำกับเอง” ในทวีตก็เดือดไม่น้อย ด่ากันเต็มไปหมด ยกตัวอย่าง “ไม่ควรทำหนังห่านี่ตั้งแต่แรก”, “โคตรน่าสมเพช” และ “ เว็บสตรีมหนัง เป็นสองชั่วโมงครึ่งแห่งนรกที่แท้จริง“ ส่วนใน rotten tomatoes นักวิจารณ์แบ่งออกเป็นสองขั้วคือทั้งชมทั้งด่า แม็ต ดิลล่อน ถือว่ามาได้ไกล เพราะเดิมทีแกชอบรับบทคนกะล่อน ตลกโปกฮา แต่คราวนี้ต้องมารับบทฆาตกรต่อเนื่องสุดวิปริตที่อ้างอิงมาจากฆาตกรชื่อดัง แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ หนังมี อูม่า เธอร์แมน ร่วมแสดง เรียกได้ว่าคนชอบก็ชอบจนลุกขึ้นปรบมืออย่างยาวนานและชื่นชมว่านี่คืองานฆาตกรรมที่ดีที่สุดเท่าที่สร้างกันมา

ส่วนพวกโลกสวยก็เดินออกจากโรง แล้วออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มึงทำเกินไปมั๊ย?? ไอ้สัสแม่งกูจะหาดูจากที่ไหนได้วะเนี่ย ส่วนใครอยากลองของลุงแก ให้เริ่มจาก Dancer in the Dark ก่อนเลย คำเตือน : ระวังทีวีมึงกันไว้ดีๆ ดูแล้วอาจมีลุกขึ้นไปถีบทีวี

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น